






|
|
|
| บทความการนมัสการ - การพัฒนาทีมนมัสการ | ||
บทเพลงนั้นมีพลังต่อชีวิตของคน ดังนั้น เราควรจะพิถีพิถันในการเลือกเพลงต่างๆ เราต้องมั่นใจว่า เพลงที่ เราเลือกนั้นเนื้อหาเป็นอย่างไร กำลังพาผู้คนไปสู่ ณ ที่แห่งใด ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำ ที่จะช่วยให้เราเกิดความคิดที่ เกี่ยวกับการใช้บทเพลง การเลือกใช้เพลงในการนมัสการ เพราะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีหลัก ที่จะตรวจสอบบทเพลงที่เราจะเลือกใช้ในการนมัสการของเรา การพิจารณาเนื้อหาของเพลงประการแรก เราต้องพิจารณาว่า เนื้อหาของบทเพลงนั้นอิงอยู่กับหลักการในพระคัมภีร์หรือไม่ นี้เป็นจุด สำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องระมัดระวัง สิ่งที่จะต้องเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เนื้อหาของเพลงสามารถหาข้อพระคัมภีร์อ้าง อิงถึงได้ โดยมีหลักที่ยึดอยู่บนพระคำของพระเจ้าอย่างไม่เบี่ยงเบนไป ประการที่สอง เราควรจะตรวจสอบเนื้อหาเพลงที่เราจะใช้ว่า เราสามารถจะพูดอย่างนั้นได้จริงๆ หรือเปล่า เนื้อหาของเพลงนั้นเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า บางครั้งเราเพียงแต่พึงพอใจกับท่วงทำนองของเพลง แต่เนื้อหาไม่ได้มีประโยชน์ต่อความคิดของเราเลย ตัวอย่างเช่น เนื้อหาที่กล่าวว่า "ปีกของพระเจ้าก็ปกคลุมฉันไว้" หรือ "ข้าฯ ได้ยินเสียงปีกของทูตสวรรค์ เหนือศรีษะของข้าฯ" จริงๆ แล้ว เราสามารถเห็น สามารถได้ยินจริงๆ หรือเปล่า ผู้ที่แต่งเพลง ผู้ที่แปลเพลง คงต้องระมัดระวังในการให้เนื้องเพลงที่เป็นได้จริง ในความเป็นมนุษย์ของเราด้วย ประการที่สาม ที่จะต้องพิจารณาในบทเพลงของเราก็คือ ดูว่าถ้อยคำที่ใช้มีความหมายลึกซึ้งด้านจิต-วิญญาณหรือไม่ เพลงบางเพลงนั้นขาดความชัดเจนในการสื่อสาร พูดไม่ชัดเจนถึงความหมายที่อยากจะสื่อสารออก ไป อาจเป็นได้ที่ผู้แต่งผู้เขียนบทเพลงขาดความเข้าใจในการใช้ถ้อยคำ บางครั้งเสียงวรรณยุกต์ก็ทำให้ความหมาย เปลี่ยนไป เช่น คำว่า "ชีวิต" ในบทเพลงอาจออกเสียงว่า "ฉี่วิต" หรือ "ชี้วิต" เช่นนี้ ก็ทำให้บทเพลงนั้นขาดความ สวยงามที่ควรจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ดีหากเนื้อหาของเพลงนั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศของความทันสมัยอยู่เสมอ ภาษาที่เก่าบางครั้งนั้น ยากที่จะทำความเข้าใจ บางครั้งบทเพลงอาจถูกใช้มาเกือบ 200 ปีแล้ว มิได้หมายความว่าจะใช้บทเพลงเหล่านั้นไม่ ได้อีก แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงภาษา หรือมีการอธิบายก่อนที่จะนำมาใช้ในคริสตจักร เช่น เพลง "สาธุ สาธุ สาธุ พระเจ้าเจ้าทรงเดชา" คำว่า "สาธุ" อาจเป็นปัญหาสำหรับคริสเตียนใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องอธิบายก่อนใช้บทเพลงเก่า เช่นนี้ เนื่องจากคำดังกล่าวไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ในชีวิตประจำวันของเรา ประการสุดท้าย ที่ควรพิจารณาถึงเนื้อหาของเพลงก็คือ บทเพลงนั้นสามารถสื่อสารความรู้สึกได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่พูดกับตนเอง เพลงสรรเสริญ นมัสการ ควรเป็นบทเพลงที่ใช้บอกความรู้สึกของผู้ร้องได้จริง ไม่ว่า จะเป็นเพลงความสัมพันธ์ หรือเพลงสรรเสริญ นมัสการ สื่อสารความรู้สึกกับพระเจ้า พระเยซู หรือเป็นความเชื่อ ของผู้ร้อง ซึ่งเขาต้องรู้ว่าเขากำลังร้องเพลงอะไร ความหมายของเพลงนั้นเป็นอย่างไร บางครั้งเพลงสั้นๆ ง่ายๆ และ ตรงความรู้สึกก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีนี้ การพิจารณาลักษณะของดนตรี ในความเป็นจริง การพิจารณาว่า เราควรใช้เพลงอย่างใดเพื่อการนมัสการนั้น เราไม่เพียงพิจารณาดูที่เนื้อหา ของเพลงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาลักษณะของดนตรีที่ใช้ด้วย แม้ว่าเนื้อหาจะมีผลกระทบต่อความคิดจิตใจของผู้คน ค่อนข้างมากกว่าดนตรี แต่ดนตรีก็เป็นพาหะ เป็นสิ่งที่จะนำเนื้อหาไปสู่เป้าหมายที่ผู้แต่งเพลงแต่ละคนนั้นตั้งใจไว้ เราควรจะพิจารณาอย่างระมัดระวัง เรื่องของดนตรีสี่ประการดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง เราควรจะแน่ใจว่าดนตรีนั้นมีคุณภาพที่ดี พวกเราควรจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือหลาย เดือนที่จะหาข้อสรุปว่า ดนตรีที่ดีนั้นเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความพอใจให้กับผู้คนได้อย่างไร ที่ผมกล่าว เช่นนี้ก็เนื่องจากว่า ผมไม่ต้องการให้ดนตรีนั้นน่าเบื่อ (โดยที่ไม่เคยคิดจะแก้ไข ปรับปรุง) พระเจ้าทรงมีคุณค่ามากที่ สุดจริงๆ ที่เราจะต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดมาถวายแด่พระองค์ เราควรใช้ความอุตสาหะพยายามให้มากที่จะสร้างดนตรีให้มี คุณภาพที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ นำมาถวายแด่พระองค์ ประการที่สอง ดนตรีที่เราใช้ในการนมัสการ ควรเป็นดนตรีที่คนส่วนมากยอมรับได้ เข้าใจได้ ควรเป็น ดนตรีร่วมสมัย ทั้งรูปแบบและลักษณะการบรรเลง ดนตรีที่เป็นของต่างประเทศ บางรูปแบบก็เป็นเรื่องยากที่คนไทย จะยอมรับ และชื่นชม เช่น ดนตรีร็อค และแนวคันทรี่ บางทีบางคนก็อาจมีปัญหาได้เหมือนกัน เราต้องแน่ใจว่าใน ชุมชนของเรา ดนตรีลักษณะใดเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด นั้นเป็นเรื่องยาก เราควรจะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นส่วนกลางที่สุด สำหรับคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ต่อคำถามว่า เราสามารถใช้ดนตรีท้องถิ่นของเราในการนมัสการได้ไหม? เราสามารถใช้ดนตรีไทยเดิม ดนตรีอีสาน ดนตรีคนชาวใต้ ในการนมัสการได้ไหม คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับว่า คุณสามารถใช้ดนตรีนั้นได้จริงๆ หรือเปล่า ในเพลงบรรยากาศชื่นชม ในบรรยากาศสรรเสริญเพลงช้าๆ ให้อารมณ์ความรู้สึกได้ทุกอารมณ์ ดนตรีท้องถิ่นดัง กล่าวเป็นประโยชน์ในบรรยากาศเหล่านั้นไหม ในความคิดเห็นของผม เราควรใช้ดนตรีร่วมสมัย ดนตรีที่คนส่วน ใหญ่ในโลกใช้กันทุกๆ วัฒนธรรม ทุกๆ เชื้อชาติใช้กัน เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะใช้ในการนมัสการจะดีกว่า ประการที่สาม เราควรจะแน่ใจว่า เนื้อเพลงกับท่วงทำนองนั้นไปด้วยกัน เข้ากันได้ เช่น เพลงบรรยากาศ เศร้า มักจะเป็นคอร์ดไมเนอร์ เพลงยิ่งใหญ่มักจะเป็นคอร์ดเมเจอร์ ความขัดแย้งกันดังกล่าวก็ลดคุณค่าของบทเพลง ลงได้ ผมไม่อาจจะยกตัวอย่างในเรื่องนี้ได้ ขอให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลก็แล้วกัน ประการสุดท้าย เราควรจะมีความหลากหลายในดนตรีในบทเพลงที่เราจะใช้ในการนมัสการ มีเพลงเร็ว เพลงช้า มีเพลงชื่นชม มีเพลงวิงวอน อธิษฐาน มีเพลงบรรยากาศความเชื่อ สร้างความมั่นใจ มีเพลงบรรยากาศ ความบริสุทธิ์ ฯลฯ พระคัมภีร์บอกเราว่า มีบทเพลงใช้ในการนมัสการอย่างน้อยก็สามแบบคือ เพลงสดุดี เพลง นมัสการ และเพลงสรรเสริญจากใจ ( อฟ.5:19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลง สรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ) ผมไม่ต้องการจะตีความว่า เพลงแต่ละแบบนั้นเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็ทราบว่า มีความหลากหลายในบทเพลงที่จะใช้ในการนมัสการได้ เราควรเรียนรู้ที่จะใช้เพลงในคีย์ที่มากกว่าหนึ่งคีย์ การใช้คีย์เดียวกันในทุกๆ บทเพลง ก็จะกลายเป็นสิ่ง น่าเบื่อหน่ายสำหรับสมาชิกแน่ ขอให้นักดนตรีพยายามฝึกฝนที่จะใช้ได้หลายๆ คีย์ เป้าหมายก็คือ สามารถเล่นและ บรรเลงได้ทุกๆคีย์ ทั้งคีย์ C D E F G A รวมถึง Ab Bb Eb เป็นต้น ความสามารถที่กว้างเช่นนี้ จะทำให้คุณ สามารถจะใช้สะพานของเพลง เชื่อมบทเพลงให้มีความต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน ไม่ว่าจะเป็นเพลงเดิม หรือเปลี่ยน เพลงใหม่ในบรรยากาศนมัสการของคุณ นอกจากนี้ นักดนตรีควรจะเรียนรู้ที่จะเล่นในจังหวะต่างๆ ในเพลงประเภท 3/4, 4/4 , 6/8 เพลงเร็ว เพลง ช้า เพลงประเภทลาติน คาริบโซ ร็อค ลาติน ฯลฯ บางครั้งในเพลงเดียวกัน อาจทดลองเปลี่ยนการเล่นเป็นสไตล์ ต่างๆ ดูบ้าง อาจสร้างความสดใสไม่ซ้ำซากขึ้นมาก็ได้ ในการร้องเพลงเดียวกัน บางครั้งอาจเปลี่ยนวิธีร้อง เช่น ให้ผู้ชายร้องสลับกับผู้หญิงคนละท่อน บางครั้งใช้ ดนตรีเล่นเท่านั้น บางครั้งใช้เฉพาะเสียงร้องเท่านั้น บางท่อนของเพลงก็อาจใช้การเล่นแบบค่อยๆ ดังขึ้น หรือค่อยๆ เบาเสียงลง รูปแบบต่างๆ เหล่านี้จะช่วยนำความสดใหม่กับดนตรีที่เราใช้ได้ สิ่งที่ผมอยากฝากไว้อีกประการหนึ่งก็คือ อย่าพยายามสร้างรูปแบบลักษณะที่เป็นสูตรสำเร็จ เช่น เรียง ลำดับบรรยากาศ หรือไม่ก็เรียงเพลงเป็นสูตร จนเกิดความคุ้นเคย และน่าเบื่อในเวลาต่อมา ตรงข้าม จงมีเสรีภาพ ที่จะเคลื่อนไหวจากเพลงนี้ไปสู่อีกเพลงหนึ่ง ด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง จงสังเกตการ เคลื่อนไหวของที่ประชุม คำนึงอยู่เสมอว่า คุณกำลังทำงานกับที่ประชุม ไม่ใช่ทำงานกับเพลง เพื่อที่จะให้เพลงนมัสการของคุณทันสมัยอยู่ตลอดเวลานั้น คุณต้องไม่มองข้ามความสำคัญของการทำให้ เพลงใหม่ที่จะใช้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเพลงที่ใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน การที่จะหาเพลงใหม่นั้นไม่ยาก คุณอาจหาได้ จากเทปเพลงนมัสการต่างๆ หรือการได้ไปเยี่ยมคริสตจักรอื่นๆ หรือการแบ่งปันจากทีมนมัสการทั่วไป หรือจาก หนังสือเพลงจากต่างประเทศ หรือในประเทศซึ่งจะช่วยให้คุณได้เพลงใหม่มาไม่ยากนักที่จะนำมาใช้กับคริสตจักร ของคุณอย่างเหมาะสม การที่คุณจะตัดสินใจนำเพลงใดมาใช้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังว่า มันเหมาะกับที่ประชุมของคุณ หรือเปล่า และพระเจ้าพอพระทัยอยากจะให้คุณใช้เพลงเหล่านั้นหรือเปล่า แน่นอนคุณจะทราบได้ ก็โดยการอธิษฐาน แสวงหาน้ำพระทัยจากพระองค์เสียก่อน จงขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำคุณที่จะเลือกเพลงใหม่มาใช้เพิ่มเติมจาก ที่มีใช้อยู่แล้วนั้น มีวิธีการที่ได้ถูกทดลองใช้และถูกพิสูจน์มาแล้วว่า จะเกิดผลในการนำเสนอเพลงใหม่กับที่ประชุม วิธีแรกก็คือ การใช้เพลงนั้นให้เป็นการเตรียมบรรยากาศการนมัสการ หรือให้เป็นเพลงพิเศษกับที่ประชุม อีกวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้ก็ โดยการนำมาสอนก่อนการเริ่มนมัสการ และนำมาใช้ในบรรยากาศนมัสการภายหลัง วิธีนี้เป็นประโยชน์ถ้าเป็นเพลงที่ ค่อนข้างยาก ทั้งสองวิธีนี้ใช้ได้เกิดผลแน่ เพราะที่ประชุมจะเกิดความคุ้นเคยกับบทเพลงนั้นๆ และไม่มีผลต่อ บรรยากาศการนมัสการ เนื่องจากเป็นไปได้ยากมากที่สมาชิกในคริสตจักรจะเรียนรู้จักเพลงไปพร้อมๆ กับการ นมัสการในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามหากเพลงใหม่นั้นค่อนข้างจะเป็นเพลงสั้นๆ ง่ายๆ ก็อาจจะไม่กระทบกับบรรยากาศก็ได้ แต่ โอกาสจะมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะไปทำลายความต่อเนื่องของการนมัสการมากกว่า เมื่อคุณจะสอนเพลงใหม่ จงแน่ใจว่าคุณไม่ได้บีบบังคับที่ประชุมด้วยจำนวนเพลงมากมายจนจำไม่ได้ ต่อคำ ถามที่ว่า จะนำเพลงใหม่มาใช้ได้มากแค่ไหน คำตอบนั้นยาก เนื่องจากที่ประชุมแต่ละแห่งนั้นไม่เหมือนกัน บางแห่ง ก็มีทักษะดี จำเพลงเก่ง บางแห่งก็ช้ากว่ามาก อย่างไรก็ตามมีหลักอยู่ว่า ถ้าคุณนำเพลงใหม่มาใช้มากเกินไป ที่ประชุมก็อาจจะหงุดหงิดที่จะต้องเรียนรู้ แต่ถ้าคุณมีเพลงใหม่มาใช้น้อย มีแต่เพลงเก่าๆ ที่ประชุมก็อาจจะเบื่อได้เหมือนกัน เครื่องมือที่จะรู้ว่าที่ประชุมรู้สึกอย่างไร ก็โดยวิธีการถามสมาชิก ให้พวกเขาได้ตอบกลับมา คุณอาจใช้วิธี ถามบางคน หรืออาจใช้วิธีสังเกตุปฏิกิริยาที่เขาแสดงออกก็ได้ จากการสำรวจด้วยแบบสอบถามสมาชิกจากคริสตจักร ในต่างประเทศ (USA) พบว่าสมาชิกต้องการเพลงใหม่ประมาณ 25 เพลงต่อปี หรือประมาณ 2 เพลงต่อเดือนเป็น อย่างน้อย มีอีกวิธีหนึ่งที่คุณจะได้เพลงใหม่ๆ มาใช้ในคริสตจักรก็คือ การแต่งเพลงขึ้นมาเอง การแต่งเพลงโดยการทรง นำของพระเจ้าในคริสตจักรของคุณเอง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร เนื่องจาก พระเจ้าจะทรงนำอย่างเจาะจง สำหรับประชากรกลุ่มนั้นๆ โดยตรง หรือก็คือคริสตจักรของคุณนั่นเอง ผู้แต่งเพลงในคริสตจักรนั้นๆ จะมีความเข้าใจ ถึงความต้องการ หลักข้อเชื่อ บรรยากาศและการทรงนำพิเศษในแต่ละช่วงของเวลา ที่จะให้บทเพลงออกมา สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมรอบตัวของชุมชน เป็นการนำน้ำพระทัยของพระเจ้าลงมาอย่างตรงเป้าหมาย เปิดโอกาส ให้พระเจ้าเข้ามาหนุนใจ เร้าใจ ด้วยบทเพลงกับที่ประชุมของพระองค์ ปัญหาใหญ่ก็คือ
|