• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
ดนตรีกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาทีมนมัสการ

ดนตรีกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์


คส.3:16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์  จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น  จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ  และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า


ดนตรีเป็นช่องทางหนึ่งที่จะมีผลต่อความคิดและจิตใจของคน เราสามารถใช้หลักการของพระคัมภีร์โดยผ่านเพลงสดุดี  เพลงสรรเสริญ  และเพลงสดุดีจากใจหรือจากวิญญาณของเรา  ให้เข้าไปสู่ภายในชีวิตของคนได้  บทเพลงที่ใช้อาจมีหลากหลายประการ  เช่น  เพลงแห่งการดลใจ  เพลงแห่งการสอน  เพลงแห่งการชี้ชวน  เพลงนมัสการ  และเพลงสร้างความบันเทิง  เพลงทุกประเภทล้วนมีผลต่อความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า  และกับผู้คนต่างๆ ได้

 

ด้วยเหตุนี้ดนตรีของคุณจึงควรเป็นเพลงที่มีผลต่อจิตวิญญาณ  กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก  มีเนื้อหาสาระ เสริมสติปัญญา สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดี และอยู่บนพระคำของพระเจ้า ดังนั้น

 

1.  อย่าใช้ดนตรีที่เราชอบหรือไม่ชอบไปตัดสินคนอื่น

เช่น  คริสเตียนคนหนึ่งอาจจะไม่ชอบและต่อต้านดนตรีแนวคริสเตียนร๊อค  แต่ในขณะเดียวกัน  อาจเป็นเพลงที่ช่วยให้ใครคนหนึ่งแตะต้องพระเจ้าก็ได้   รม.14:4-5 ท่านเป็นใครเล่า  จึงกล่าวโทษ (พิพากษา, ตัดสิน, นำเรื่องไปฟ้องศาล) บ่าว (พี่น้องคริส-เตียน) ของคนอื่น  บ่าวคนนั้นจะได้ดีหรือจะล่มจมก็สุดแล้วแต่นาย (พระเจ้า) ของเขา และเขาก็จะได้ดีแน่นอน  เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฤทธิ์อาจให้เขาได้ดีได้ 5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่ง (หรือดนตรีรูปแบบต่างๆ) ดีกว่าอีกวันหนึ่ง (ดนตรีรูปแบบอื่นๆ)  แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน (ดนตรีทุกรูปแบบเหมือนกันหมด)  ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด พระคัมภีร์ตอนนี้ชี้ให้เราเห็นถึงการตีความตามความชอบและไม่ชอบ  และความเชื่อของแต่ละคนที่อาจจะแตกต่างกัน  เราควรเรียนรู้ที่จะยอมรับกันและกัน  เราควรรู้ว่าคนนั้นมีระดับความเชื่อที่แตกต่างกัน  รายละเอียดความเชื่อที่แตกต่างกัน  รวมทั้งมีความชอบความไม่ชอบที่แตกต่างกัน  อ.เปาโลจึงหนุนใจพวกเราว่า “เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้น  ไม่ใช่การกินและการดื่ม (อาจหมายถึงดนตรีที่เราฟัง) แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข  และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์” (รม.14:17)

 

ดังนั้นแทนที่เราจะให้ความสนใจกับรูปแบบของดนตรี  ถกเถียงกันว่าดนตรีแบบใดเป็นของคริสเตียน  แบบใดไม่ใช่  เราควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาความชอบธรรม  สันติสุข  และความชื่นชมยินดีในพระ-วิญญาณบริสุทธิ์  จะเป็นการดีกว่า  เราต้องไม่ลืมว่า  การกระทำใดๆ ที่มิได้เกิดจากความเชื่อนั้นก็เป็นบาปทั้งสิ้น (รม.14:23)

 

2. จงใช้ดนตรีเพื่อเป็นสิ่งที่เสริมบุคลิกภาพสร้าง ความเป็นครอบครัว และรังสรรค์ชุมชนคริสเตียนของเรา

สดด.89:1 ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์  ด้วยปากของข้าพระองค์  ข้าพระองค์จะประกาศความสัตย์สุจริตของพระองค์ตลอดทุกชั่วชาตพันธุ์
บทเพลงของดาวิดส่วนใหญ่เป็นบทเพลงที่ใช้แสดงความรู้สึก  ความเชื่อ  ความจงรักภักดี  การสรรเสริญและการนมัสการพระเจ้าของท่าน  ใน สดด.92:1-3  เช่นเดียวกันที่ท่านได้เขียนบทเพลงว่า “ เป็นการดีที่จะโมทนาพระคุณพระเจ้า  ข้าแต่องค์ผู้สูงสุด  ที่จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์  ที่จะประกาศความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้าและความสัตย์สุจริตของพระองค์ในกลางคืน  เป็นเพลงด้วยพิณสิบสายและพิณใหญ่  และด้วยเสียงพิณเขาคู่”


พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราใช้บทเพลงในการแสดงความสัมพันธ์ที่เรามีต่อพระองค์  ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง  หรือเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัว  หรือส่วนรวมร่วมกันในชุมชน  ไม่ว่าจะมีทักษะยอดเยี่ยม  หรือที่ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น  เสียงเพลงจึงเป็นเหมือนการถวายการสรรเสริญและนมัสการ  เป็นการแสดงความสัมพันธ์กับพระเจ้าของเรา  ทั้งเนื้อหาและทำนองเพลง  เป็นสิ่งที่ต้องออกมาจากใจของเรา  ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะเห็นในชีวิตของเรา

 

3.  พระวิญญาณบริสุทธิ์ควรเป็นผู้ให้ทิศทาง  ให้ความสามารถ  ดลจิตดลใจ  สอน  ให้ความเหมาะสม  ให้การเจิม  สำแดงความจริง  เร้าใจให้เกิดความลึกซึ้งกับดนตรีของเรา

(ยน.16:13) พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้เราเกิดความรู้สึกมั่นใจอย่างลึกซึ้งในดนตรีที่เราเล่นและบรรเลง  จะนำความจริงของพระคริสต์ให้เข้าไปในชีวิตของเราและของผู้คนในที่ประชุม  ด้วยเหตุนี้  เราจึงรู้ว่าทำไมดนตรีจึงสามารถมีผลต่อการสอน  การว่ากล่าวตักเตือน  การแก้ไขคนให้ดี  และอื่นๆ (2 ทธ.3:16) ซึ่งมีผลต่อวิญญาณของมนุษย์มากกว่าใช้ความพยายามของตนเอง

 

4.  ดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณเป็นเรื่องของการข้ามวัฒนธรรม  เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความอคติของมนุษย์

การทำให้ทำนองเพลงและจังหวะดนตรีเข้ากันได้อย่างดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ  ซึ่งจะทำให้มีผลต่อจิตใจของคนได้ดีขึ้น  ดังนั้นหากผู้ฟังมีอคติ  ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง  ก็จะเป็นกำแพงในใจทำให้บทเพลงนั้นไม่สามารถเข้าไปในใจของเขาได้  การให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนไหวในบทเพลง  เป็นสิ่งที่จะทำให้บทเพลงไหลเข้าไปในผู้คนทุกๆ วัย  ทุกๆ วัฒนธรรม  ทุกๆ ระดับของความสามารถในการรับรู้ถึงความจริงในพระวจนะที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของผู้คนได้

 

5.      ดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณจะทำให้คริสเตียนมีความรู้สึกได้รับกำลังในการรับใช้พระเจ้าด้วยความยินดี  และด้วยความมั่นใจ

 

เมื่อเยโฮชาฟัทส่งกองทัพออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู  พระองค์ได้ส่งนักร้องออกไปพลางสรรเสริญพระเจ้าด้วยการร้องเพลง  เป็นที่มั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคำสรรเสริญนั้นตามพระสัญญา และมีผลทำให้กองทัพได้รับชัยชนะ

 

6.      ดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณทำให้แรงจูงใจ  วิธีการ  และการปรนนิบัติของเราได้รับทิศทางใหม่

เมื่อเรามีบทเพลงในจิตใจของเรา  โลกรอบๆ ตัวเราก็น่ากลัวน้อยลง  และเราก็สามารถไปถึงเป้าหมายของเราได้ด้วยความกล้าหาญ  ความเป็นมนุษย์ของเราก็มีแนวโน้มที่จะมองสภาพแวดล้อมด้วยความกลัว  สับสน  และมีความหวาดระแวงอยู่รอบด้าน  แต่ดนตรีก็ทำให้ความสนใจของเราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องบนมากกว่าสิ่งที่อยู่ในโลกนี้  เช่น  เนื้อหนังของเรา  และความชั่วร้ายทั้งมวลที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

 

7.      ดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณมีผลต่ออารมณ์ของเราอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเราต้องเผชิญกับเหตุร้าย  ดนตรีฝ่ายวิญญาณจะผ่อนคลายความเจ็บปวด  แรงกดดัน  และความเครียด  เราเห็นได้จากเรื่องราวของดาวิด  เมื่อซาอูลมีปัญหาสุขภาพจิต  ท่านได้รับการผ่อนคลายจากการที่ดาวิดเล่นพิณถวาย (1 ซมอ.16:23) “อยู่มาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้ามาสิงซาอูลเมื่อไร  ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวายซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี  และวิญญาณชั่วก็พรากจากพระองค์ไป” ถ้าปราศจากดนตรีที่มีการเจิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้  และนี่คือตัวอย่างที่เด่นชัดมากถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีผลต่อจิตใจของคน

 

8.      ดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณจะนำมาถึงจุดที่สามารถเป็นและมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในท่ามกลางคนของพระเจ้า

อ.เปาโลกล่าวว่า “ก็ขอให้ท่านทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม  ด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน  มีความรักอย่างเดียวกัน  มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2)  การที่เราร้องเพลงร่วมกันเป็นเสียงเดียวกัน  ในการสรรเสริญและแสดงความรู้สึกต่อพระเจ้าร่วมกัน  สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงชื่นชมคือ  เรากำลังสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  เกิดความพร้อมเพรียงกันในที่ประชุมนั้น

 

9.      ดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณทำให้เรามีความหวังใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในสวรรค์

ซึ่งเราพบภาพของการสรรเสริญ  ภาพของการร้องเพลงร่วมกัน  ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ของบรรดาธรรมิกชน 

วว.19:1 กล่าวว่า “ต่อจากนี้ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังกึกก้องดุจเสียงฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องว่า  "อาเลลูยา  {แปลว่า  สรรเสริญพระเจ้าเถิด}  ความรอด  พระสิริ  และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเรา”

วว.7:9-11 กล่าวว่า “9 ต่อจากนั้นมา  ข้าพเจ้าก็มองดู  และ  ดูเถิด  คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์  ทุกชาติทุกภาษา  คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว  ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง  และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก 10 คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า  "ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง  และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก" 11 และทูตสวรรค์ทั้งปวงที่ยืนรอบพระที่นั่ง  รอบผู้อาวุโส  และรอบสัตว์ทั้งสี่นั้น  ก้มลงกราบหน้าพระที่นั่ง  และนมัสการพระเจ้า”

 

ดนตรีเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ ทั้งระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

และมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง เฉพาะอย่างยิ่งดนตรีที่เป็นฝ่ายวิญญาณย่อมจะมีผลมาก

ต่อวิถีชีวิตของผู้ที่
เชื่อในพระคริสต์ ให้เราร่วมกันสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ผ่านเสียงเพลงและดนตรีที่
บรรเลง และหยุดการแตกแยก

ด้วยเหตุผลเพียง
เราชอบ-เราไม่ชอบดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่ง

เนื่องจากการแตกแยกไม่ได้มาจากพระเจ้า


และแน่นอนสิ่งนี้มาจากมารโดยตรง และเราเป็นลูกของพระเจ้า

เรารักความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อาเมน