






| ดนตรีกับการเจิม |
|
|
|
| บทความการนมัสการ - การพัฒนาทีมนมัสการ | ||||
พระองค์ประสงค์จะเทน้ำมันแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงบนผู้รับใช้ของพระองค์ เฉพาะอย่างยิ่งงานรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า โดยปราศจากการเจิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตรวมทั้งงานรับใช้ของเรา สิ่งที่เราถวายแด่พระเจ้าก็ไม่มีผลต่อพระองค์เลย แต่ถ้านักร้อง นักดนตรีผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกได้รับการเจิมจากพระองค์ และการทรงสถิตของพระองค์อยู่เหนือเครื่องดนตรีของเขา เหนือเสียงของเขา บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้นแตกต่างออกไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนได้ถวายพระวิหารแด่พระเจ้า และพวกนักร้อง นักดนตรี ก็ถวายสาธุการแด่พระเจ้า พระสิริของพระเจ้าก็เต็มพระวิหารจนบรรดาปุโรหิตยืนอยู่ไม่ได้ (2 พศด.5:12-14) มันเป็นผลมาจากคนเลวี ซึ่งเป็นนักร้อง - ในข้อ 12 ได้รับการเจิมจากพระเจ้า เพราะการเจิมนี้เองบทเพลงของเขา ดนตรีของเขาจึงมีผลต่อบรรยากาศในขณะนั้น และพวกเขาก็ร่วมใจกันปรนนิบัติอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน - ใน ข้อ 13 กล่าวว่า “พวกคนแตรและพวกนักร้องจะทำให้คนได้ยินเขาทั้งหลาย ร้องเพลงสรรเสริญและเพลงโมทนาพระคุณเป็นเสียงเดียวกัน และเมื่อเขาร้องขึ้นพร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่นในการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าว่า "เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์" พระนิเวศ คือพระนิเวศของพระเจ้าก็มีเมฆเต็มไปหมด” - ข้อ 14 ”จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้ด้วยเหตุเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า” พระเจ้าทรงประทับอยู่บนคำสรรเสริญของพวกเขา (สดด.22:3 “ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล”) เราจะได้รับการเจิมได้อย่างไร เพื่อว่าฤทธานุภาพของพระเจ้าและการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะอยู่บนดนตรีของเรา คำตอบนั้นง่ายมาก :- โดยผ่านการอธิษฐานขอเราไม่สามารถเจิมตัวของเราเองได้ พระเยซูเท่านั้นที่จะเทน้ำมันแห่งการเจิมบนชีวิตของเราหากเราขอจากพระองค์ ยากอบบอกเราว่า “....ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ” (4:2) เราต้องขอการเจิมจากพระองค์ทุกครั้งที่เราจะร้องเพลง ทุกครั้งที่เราจะเล่นดนตรี หรือแม้แต่เราจะนำนมัสการ เราต้องขอพระเจ้าเพื่อจะเจิมเราและนำเรา เราต้องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในบทเพลงของเรา อยู่ในการเล่นดนตรีของเรา ทุกส่วนในการรับใช้จงให้เราชุ่มไปด้วยการเจิมของพระเจ้า นอกจากนี้เราควรขอให้ที่ประชุมมีการเจิมด้วย พวกเราทั้งที่ประชุมจะรับการเจิมด้วยกัน เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้ามีผู้นำนมัสการหลายคนในคริสตจักรที่เลือกเพลงที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นเพลงดัง มาใช้ในการนมัสการวันอาทิตย์ แทนที่จะอธิษฐานของบทเพลงที่พระเจ้าอยากจะใช้ในที่ประชุม ประสงค์จะให้ที่ประชุมร้องถวายแด่พระองค์ ไม่ผิดที่จะเลือกเพลงที่เราชอบและพึงพอใจ แต่เราควรมีเป้าหมายเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยมากกว่าเพื่อให้ที่ประชุมพอใจ ดังนั้น เราไม่ควรร้องเพลงตามคำขอจากใคร จงร้องเพลงตามที่พระวิญญาณทรงต้องการให้เราร้อง พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อย่างเจาะจงสำหรับทุกๆ การนมัสการ พวกเราไม่ได้มารวม กันเพื่อทำให้คริสตจักรอบอุ่น หรือมาประกอบพิธีทางศาสนา แต่เรามารวมกันเพื่อนมัสการจอมกษัตรา พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ มารับ มาตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระองค์ เราควรแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกๆ การประชุม และควรแสวงหาพระทัยของพระองค์ เมื่อเราเข้ามาในที่ประชุม มาเพื่อทำให้พระประสงค์นั้นสัมฤทธิผล ในทุกๆ บรรยากาศของการประชุม การร้องเพลง การนมัสการ การเทศนา การอธิษฐาน และอื่นๆ บรรดาผู้ที่รับผิดชอบทุกคนในทุกๆ บทบาท จำเป็นต้องแสวงหาพระเจ้า ผู้นำนมัสการต้องได้รับทิศทางจากพระองค์ เพื่อจะนำประชากรของพระองค์ไปเข้าสู่การนมัสการอย่างสมควรหากปราศจากการเจิมทุกส่วนของการนมัสการก็ว่างเปล่า มันเป็นเพียงการแสดงความสามารถ เป็นเพียงเนื้อหนังเท่านั้น น้ำมันแห่งการเจิมต้องไหลปกคลุมจากศีรษะลงสู่ปรายเท้า รวมทั้งเครื่องอุปกรณ์ดนตรี ที่เราใช้ด้วย
- เราควรอธิษฐานให้อุปกรณ์ที่เราใช้มีพลังอำนาจมีการเจิมของพระเจ้าเพื่อจะถวายเกียรติแด่พระองค์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่นักดนตรี นักร้อง ผู้นำนมัสการ นักร้องประสานเสียง วงออเคสตร้า และผู้นำบนเวทีจะต้องเรียนรู้ที่จะไหลในการเจิมไปด้วยกัน เป็นเรื่องยากที่บรรยากาศนมัสการขาดเป็นช่วงๆ หรือบทเพลงที่ใช้กระโดดไปกระโดดมา จากสิ่งนี้ไปสิ่งนั้น ขาดเอกภาพ การที่จะรู้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์อย่างไร ในที่ประชุมแต่ละครั้งนั้นจึงสำคัญ เราต้องรู้ว่าพระเจ้าต้องการจะพูดอะไรกับที่ประชุมนั้นๆ เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนต้องชัดเจนว่า พระเจ้าพูดอะไรอย่างเจาะจง หรือพูดอะไรกับที่ประชุม การประชุมที่ดีนั้นคือ การประชุมที่รู้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์เจาะจงสิ่งใดในเวลานั้น เนื่องจากตั้งแต่เริ่มการนมัสการจนถึงสุดท้ายจะมีทิศทางเกิดขึ้น จะไหลไปสู่จุดหมายอย่างเจาะจง ในเอเสเคียล 47 บอกเราว่า น้ำที่ไหลจากพระวิหารนั้น มุ่งไปสู่ทิศทางใดอย่างเจาะจง ข้อ 1 “แล้วท่านก็นำข้าพเจ้ากลับมาที่ประตูพระวิหาร และดูเถิด มีน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูพระวิหาร ตรงไปทางทิศตะวันออก (เพราะพระวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก) และน้ำไหลลงมาจากข้างล่าง ปลายใต้ของธรณีประตูพระวิหาร ทิศใต้ของแท่นบูชา” พวกเราในฐานะเป็นผู้ปรนนิบัติพระเจ้าต้องไหลไปด้วยกัน รักษาความต่อเนื่อง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนถึงสุดท้ายของการประชุมนมัสการการไหลในที่ประชุมเป็นงานของทุกคน : ศิษยาภิบาล ผู้นำนมัสการ นักร้อง นักดนตรี รวมทั้งสมาชิกในที่ประชุม ทุกคนมีส่วนในการเข้าไปสู่ศูนย์กลางในพระทัยของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าให้ความคิด ให้บทเพลง ให้ถ้อยคำ และให้ทิศทางในที่ประชุม พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ประทาน เป็นความจำเป็นที่ทุกส่วนในการประชุมนั้นต้องไหลไปด้วยกัน เราจะพบว่า บทเพลงที่ผู้นำนมัสการใช้ คำพยาน คำเทศนา จะเป็นทิศทางเดียวกัน ที่ประชุมจะสามารถสัมผัสได้ เหมือนที่ประชุมของซาโลมอนที่สัมผัสได้หากเราพร้อมใจกันยกเสียงขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน นมัสการและสรรเสริญพระเจ้า มันเป็นการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว สิ่งนี้มาจากการอธิษฐานด้วยกัน และไหลไปในทิศทางเดียวกัน ในทางที่เป็นพระ-ประสงค์ของพระเจ้า เป็นน้ำพระทัยของพระองค์ พระเจ้าจะช่วยเราในการร้องเพลง ในการเล่นดนตรี อย่าเล่นดนตรีถ้าไม่ได้อธิษฐานเสียก่อน (No play no pray)
- อย่าขึ้นไปเล่นดนตรี ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีโดยไม่ได้รับการเจิมจากพระเจ้าเพราะว่ามันจะไร้ผลในฝ่ายวิญญาณ มันอาจจะมีความไพเราะอยู่บ้าง แต่เคลื่อนลึกในระดับฝ่ายวิญญาณไม่ได้ จงระลึกไว้เสมอว่า ฝีมือที่เป็นเลิศนั้น แตะต้องพระทัยพระเจ้าไม่ได้ นำพลังอำนาจฝ่ายวิญญาณลงมาจากสวรรค์ไม่ได้ พระคำของพระเจ้าสอนเราว่า การเจิมนั้นก็หักแอกที่หนักได้ การเจิมจึงมีความสำคัญต่อการปรนนิบัติด้านดนตรีของเรา “แล้วท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า "นี่เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ให้ไว้กับเศรุบบาเบลว่า มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” (ศคย.4:6)
|