• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาการนำนมัสการ

การเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า


โดยธรรมชาติของคนที่มีหัวใจที่ปรารถนาพระเจ้า  ก็จะมีความอยากจะใกล้ชิดพระองค์  อยากจะสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระองค์  อยากจะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์  ดังนั้น  สิ่งที่สำคัญลำดับต้นๆ ของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าก็คือ  การที่จะได้พบกับพระเจ้า  ได้สามัคคีธรรมกับพระองค์  ทั้งในรูปแบบของการอยู่ร่วมกันกับธรรมิกชนอื่นๆ เป็นชุมชนและในชีวิตส่วนตัว  แต่วิธีใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  และเหมาะสมที่จะเข้าไปสู่บรรยากาศเช่นนั้นได้  เราควรเริ่มต้นด้วยเพลงเร็ว  มีการปรบมือร้องเพลงสรรเสริญ  หรือเราควรเข้ามาอย่างเงียบๆ  ร้องเพลงช้า  เพลงนมัสการ  ในพระคัมภีร์มีรายละเอียดให้กับเราหรือไม่


เมื่อเรากล่าวถึงการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า  เข้าไปอยู่ “ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า”  เราต้องรู้ว่า  การทรงสถิตของพระเจ้ามีหลายรูปแบบ  ซึ่งอย่างน้อยมี 3 รูปแบบซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไปคือ


ประการแรก ทรงสถิตอยู่ทั่วไป  คือ  พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งหนใด  ในท้องฟ้าเบื้องบน  หรือในแผ่นดินเบื้องล่าง  และในทุกเวลา


ยรม.23:24 พระเจ้าตรัสว่า  คนใดจะซ่อนจากเราไปอยู่ในที่ลับเพื่อเราจะมิได้เห็นเขาได้หรือ  พระเจ้าตรัสว่าเรามิได้อยู่เต็มฟ้าสวรรค์และโลกดอกหรือ สดด.139:7-10  7 ข้าพระองค์จะไปไหน  ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้  หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์ 8 ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์  พระองค์ทรงสถิตที่นั่น  ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย  พระองค์ทรงสถิตที่นั่น 9 ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุณ  และอาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น 10 แม้ถึงที่นั่น  พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้


ประการที่สอง พระเยซูตรัสว่า “ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น” (มธ.18:20)  ซึ่งเป็นการสำแดงของพระเจ้าอย่างเปิดเผยเจาะจงมากขึ้น


ประการที่สาม การทรงสถิตอย่างชัดเจน  มองเห็นได้  สัมผัสได้ด้วยร่างกาย  คือ  ได้เห็น  ได้ยิน  ได้รู้สึก  เช่น  2 พศด.5:13-14  บอกว่า “13 พวกคนแตรและพวกนักร้องจะทำให้คนได้ยินเขาทั้งหลาย  ร้องเพลงสรรเสริญและเพลงโมทนาพระคุณเป็นเสียงเดียวกัน  และเมื่อเขาร้องขึ้น  พร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่นในการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าว่า  "เพราะพระองค์ประเสริฐ  เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์"  พระนิเวศ  คือพระนิเวศของพระเจ้าก็มีเมฆเต็มไปหมด 14 จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้  ด้วยเหตุเมฆนั้น  เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า”  และในประสบการณ์ของอิสยาห์  ท่านได้พบกับพระเจ้าส่วนตัว  พระคัมภีร์กล่าวว่า “1 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์  ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับณพระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น  และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร 2 เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่  แต่ละตนมีปีกหกปีก  ใช้สองปีกบังหน้า  และสองปีกคลุมเท้า  และด้วยสองปีกบินไป 3 ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า  "บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  พระเจ้าจอมโยธา  แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์" 4 และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย  ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง  และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด”  (อสย.6:1-4)


•    โมเสส

อพย.3:1-5  1 ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน  ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร  จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ  โฮเรบ 2 ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสสท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ  โมเสสมองดู  เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่  แต่มิได้ไหม้โทรมไป 3 โมเสสจึงว่า  "ข้าจะแวะเข้าไปดู  สิ่งแปลกประหลาดนี้  ว่าเหตุไฉนพุ่มไม้จึงไม่ไหม้" 4 ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู  จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า  "โมเสส  โมเสสเอ๋ย"โมเสสทูลตอบว่า  "ข้าพระองค์อยู่ที่นี่" 5 พระองค์จึงตรัสว่า  "อย่าเข้ามาใกล้ที่นี่  ถอดรองเท้าของเจ้าออกเสีย  เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์"

 

•    คนอิสราเอล

อพย.13:21-22  21 พระเจ้าเสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ  และตอนกลางคืนด้วยเสาเพลิง  ให้เขามีแสงสว่างเพื่อจะได้เดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน 22 เสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน  มิได้คลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย


กดว.16:35   และไฟออกมาจากพระเจ้า  เผาผลาญคนทั้งสองร้อยห้าสิบที่ได้ถวายเครื่องหอมนั้นเสีย


กดว.16:42  และเมื่อชุมนุมชนมาประชุมประจัญหน้าโมเสสและอาโรน  เขาหันหน้ามาสู่เต็นท์นัดพบ  และดูเถิด  เมฆมาคลุมเต็นท์นั้น  และพระสิริของพระเจ้าก็ปรากฏ


อพย.19:16-19  16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม  ก็บังเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ  มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น  จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น 17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า  พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา 18 ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป  เพราะพระเจ้าเสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดยอาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่  ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด 19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น  โมเสสก็กราบทูล  พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงฟ้าร้อง


อพย.20:18-19  18 คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน  ได้เห็นฟ้าร้อง  ฟ้าแลบ  เสียงแตร  และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น  ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล 19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า  "ท่านจงนำความมาเล่าเถิด  พวกข้าพเจ้าจะฟัง  แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย  เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย"

 

•    พลับพลาโมเสส

อพย.40:34-35  34 ในขณะนั้นมีเมฆมาปกคลุมเต็นท์นัดพบไว้  และพระสิริของพระเจ้า  ก็ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น 35 โมเสสเข้าไปในเต็นท์นัดพบไม่ได้  เพราะเมฆปกคลุมอยู่  และพระสิริของพระเจ้าก็อยู่เต็มพลับพลานั้น

 

•    คริสตจักรสมัยแรก

กจ.2:2-4  2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น 3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน 4 เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด

 

•    ในวิวรณ์

วว.14:2-3  2 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากสวรรค์ดุจเสียงน้ำมากหลาย  และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่น  เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินนั้นเหมือนเสียงพวกดีดพิณกำลังเล่นพิณอยู่ 3 คนเหล่านั้นร้องเพลงบทใหม่  หน้าพระที่นั่งหน้าสัตว์ทั้งสี่นั้นและหน้าพวกผู้อาวุโส  ไม่มีใครสามารถร้องเพลงบทนั้นได้  นอกจากคนแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น  ที่ได้ทรงไถ่ไว้แล้วจากแผ่นดินโลก


วว.19:6  แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก  ดุจเสียงน้ำมากหลาย  และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า  "อาเลลูยา  เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่


การสำแดงของพระเจ้าในประการที่สามนี้เอง  ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่ามีปัญหา  และไม่มีความสุขในการนมัสการ  และปรนนิบัติพระเจ้า เนื่องจากเราไม่เคยเห็นเมฆเต็มคริสตจักรเลย  แม้แต่ครั้งเดียว  ซึ่งทัศนคติลักษณะนี้  ไม่ได้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า  เพราะจริงๆ เรากำลังบอกว่า “เราไม่มีความสุขในการรักพระองค์  เนื่องจากเราไม่เห็นเมฆเต็มคริสตจักร”  แต่ผมอยากบอกว่า  พระเจ้าปรารถนาให้เรารักพระองค์อย่างที่เราเป็น  แม้เราไม่เห็นเมฆเต็มคริสตจักร  แต่เราก็เห็นพระองค์ในความเชื่อของเรา  เราสามารถมองเห็นพระสิริของพระเจ้าในความจริงที่ปรากฏในพระคัมภีร์ได้  ดังนั้น  เป้าหมายในการนมัสการของเราควรไปถึงจุดที่ว่า  แม้เรามองไม่เห็นอะไรเลย  เราก็สามารถพุ่งความสนใจของเราทั้งหมดไปที่พระจ้าได้  และนี่เองเป็นเป้าหมายสูงสุดของการนมัสการพระ-เจ้า  ไม่มีอะไรเติมเต็มในจิตใจของเราได้ดีไปกว่าความเชื่อของเรา


1 ปต.1:8  กล่าวว่า “พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น  แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์  แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม  ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้”  อธิบายได้ว่า  แม้เราไม่เคยเห็นพระองค์  แต่เราก็ยังรักพระองค์  เชื่อในพระองค์  และชื่นชมในพระองค์ได้

เราจะเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้าได้อย่างไร

มีข้อพระคัมภีร์หลายตอนที่กล่าวถึงวิธีการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า  เช่น  สดด.96:2  “จงร้องเพลงถวายพระเจ้า  สรรเสริญพระนามของพระองค์จงประกาศความรอดของพระองค์ทุกๆ  วัน”  ดาวิดหนุนใจคนอิสราเอลให้เข้าไปอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าด้วยบทเพลงแห่งความชื่นบาน


สดด.100:2  บอกว่า  ให้เราเข้าไปเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง  -- “จงปรนนิบัติพระเจ้า  ด้วยความยินดี  จงเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง”


สสด.100:4  “จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา  และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ  จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์  จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์”
( อ่านเพิ่มเติมใน สดด.42:4 ; 46:13-16 ; 68:24-26 ; อสย.30:29 ; 36:10 )


สดด.42:4 เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา  ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้  คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน  และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้า  ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา  คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง


สดด. 45:13-16  13 เจ้าหญิงประดับพระกายในห้องของพระนางเธอด้วยเสื้อผ้ายกทองคำ 14 เขานำพระนางผู้ทรงเสื้อหลายสีเข้าเฝ้าพระราชาและนำหญิงพรหมจารีผู้ติดตามคือเพื่อนเจ้าสาวมาถวายพระองค์ท่าน 15เขาทั้งหลายถูกนำไปด้วยความชื่นบานและยินดีเขาเข้าไปในพระราชวัง 16 บรรดาโอรสของพระองค์ท่านจะแทนบรรพบุรุษของพระองค์ท่าน  พระองค์ท่านจะแต่งตั้งให้เป็นเจ้าทั่วแผ่นดินโลกทั้งสิ้น


สดด.68:24-26 24 ข้าแต่พระเจ้า ขบวนแห่ของพระองค์ปรากฎแล้ว ขบวนแห่ของพระเจ้าของข้าพเจ้า  พระมหากษัตริย์ของข้าพเจ้าเข้าในสถานนมัสการ 25 นักร้องนำหน้า  นักดนตรีคัดท้าย  ระหว่างนั้นมีสตรีเล่นรำมะนา 26 "ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อสายของอิสราเอล  จงสรรเสริญพระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ในที่ชุมนุมใหญ่"


อสย.30:29  เจ้าจะมีบทเพลงอย่างคืนที่มีเทศกาลศักดิ์สิทธิ์  และมีใจยินดี  อย่างคนที่ออกเดินตามเสียงปี่  เพื่อไปยังภูเขาของพระเจ้า  ถึงพระศิลาแห่งอิสราเอล


อสย.36:10  ยิ่งกว่านั้นอีกที่เรามาต่อสู้แผ่นดินนี้เพื่อทำลายเสีย  ก็ขึ้นมาโดยปราศจากพระเจ้าหรือ  พระเจ้าตรัสแก่ข้าว่า  จงขึ้นไปต่อสู้แผ่นดินนี้และทำลายเสีย'


อย่างไรก็ตาม  ยังมีพระคัมภีร์ส่วนอื่นๆ ด้วยที่ชี้ให้เราแสดงออกอย่างเหมาะสมในการเข้าไปยังบริเวณพระนิเวศของพระเจ้า  ให้เราพิจารณาร่วมกันในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้


“จงมอบพระสิริซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์แด่พระเจ้า  จงนำเครื่องบูชามาเข้าเฝ้าพระองค์  จงประดับกายด้วยเครื่องบริสุทธิ์นมัสการพระเจ้า”  (1 พศด.16:29)


“จงถวายพระสิริ  ซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์แด่พระเจ้า  จงนำเครื่องบูชาและมายังบริเวณพระนิเวศของพระองค์”  (สดด.96:8)
“แต่โดยความรักมั่นคงอันบริบูรณ์ของพระองค์  ข้าพระองค์จะเข้าไปในพระนิเวศของพระองค์  ข้าพระองค์จะนมัสการตรงต่อพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์  ด้วยความยำเกรงพระองค์”  (สดด.5:7)


“"ให้เราไปยังที่ประทับของพระองค์  ให้เรานมัสการที่รองพระบาทของพระองค์"”  (สดด.132:7)


“1 เจ้าจงระวังเท้าของเจ้า  เมื่อเจ้าไปยังพระนิเวศของพระเจ้า  เพราะการเข้าใกล้ชิดเพื่อจะฟังก็ดีกว่าคนเขลาถวายสักการบูชา  ด้วยว่าเขาไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว 2 อย่าให้ใจของเจ้าเร็วและอย่าให้ปากของเจ้าพูดโพล่งๆต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า  เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตในสวรรค์  และเจ้าอยู่บนแผ่นดินโลก  เหตุฉะนั้นเจ้าจงพูดน้อยคำ”  (ปญจ.5:1-2)


สรุปได้ว่า  นอกจากการสรรเสริญและการนมัสการแล้ว  สิ่งที่เราควรแสดงออกในการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า  ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งก็คือการแต่งกายของเรา  การแสดงความยำเกรง  การระแวดระวังในการดำเนินชีวิตและการระมัดระวังในการใช้คำพูด เราอาจกล่าวได้ว่า การเข้าไปเฝ้าพระเจ้านั้นจะต้องประกอบไปด้วย 2 สิ่ง  คือลักษณะชีวิตของเรา  และบทเพลงสรรเสริญและเพลงนมัสการของเรา  เราต้องไม่ลืมว่า  สิ่งสำคัญที่สุดในการนมัสการนั้น  ต้องเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณเท่านั้น  พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า  ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะเข้าไปเฝ้าพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง  “23แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว  และบัดนี้ก็ถึงแล้ว  คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ  และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง"”  (ยน.4:23-24)


สิ่งที่พระเจ้าทรงแสวงหา รูปแบบที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะพบ ไม่ใช่รูปแบบที่ตายตัว เป็นสูตรสำเร็จ ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้  แต่พระองค์ทรงแสวงหาผู้ที่เข้ามาด้วยจิตวิญญาณและความจริง  ด้วยหัวใจที่กระหายหาพระองค์สุดใจ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการที่ “ถูก” หรือ “ผิด” แต่เราต้องใช้วิธีของพระองค์ มิใช่วิธีของเรา ผู้นำ-นมัสการต้องมีชีวิตในการอธิษฐาน แสวงหาพระเจ้าจนพบวิถีชีวิตของพระเจ้า วิธีของพระเจ้าในการนำนมัสการแต่ละครั้ง  เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ  จงฝึกชีวิตให้ไวต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำนมัสการในแต่ละครั้ง


การนมัสการส่วนตัวกับการนมัสการร่วมกันในที่ประชุม  มักมีความแตกต่างกัน  ผู้นำนมัสการต้องคำนึงถึงความจริงในเรื่องนี้  ดังนั้นต้องแสวงหาการทรงนำของพระเจ้าจริงๆ เมื่อจะนำนมัสการในระดับชุมชน (ศึกษาดู อสย.6 ซึ่งเป็นการนมัสการส่วนตัว  เปรียบเทียบกับ สดด.100  ซึ่งน่าจะเป็นการนมัสการในระดับชุมชนร่วมกัน)


ในเราระลึกอยู่เสมอว่า  การสรรเสริญไม่ใช่การดึงพระเจ้าลงมาประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรา  แต่เป็นการนำตัวเราเข้าไปอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า


“จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา  และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ  จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์  จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์”  (สดด.100:4)


“จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด  จงสรรเสริญพระเจ้า  ในสถานนมัสการของพระองค์  จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์”  (สดด.150:1)


ยิ่งกว่านั้น  ไม่ใช่การที่พระเจ้าต้องลงมา  แต่เราต่างหากที่ต้องขึ้นไปเข้าเฝ้าพระองค์“และชนชาติทั้งหลายเป็นอันมากจะมากล่าวว่า  "มาเถิด  ให้เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเจ้า  ยังพระนิเวศแห่งพระเจ้าของยาโคบ  เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์แก่เรา  และเพื่อเราจะเดินในมรรคาของพระองค์"  เพราะว่าพระธรรมจะออกมาจากศิโยน  และพระวจนะของพระเจ้าจะออกมาจากเยรูซาเล็ม”  (อสย.2:3)


“ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า  และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์”  (สดด.24:3)


ครั้งใดที่การนมัสการไม่ดีในความรู้สึกของเรา เรามักคิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสถิตท่ามกลางเรา แต่ความจริงแล้ว  พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราแล้ว  สิ่งที่เราต้องการก็คือ  เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อที่เราจะขึ้นไป  และเข้าไปในที่ประทับของพระองค์  ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระองค์  เพราะพระองค์พร้อมอยู่เสมอ  ปัญหาอยู่ที่เราต่างหาก


อ่าน สดด.22:3  อีกครั้ง  “ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์  พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล”


จากพระคัมภีร์ข้อนี้  บางคนคิดว่า  การสรรเสริญจะนำพระเจ้าเข้ามาในที่ประชุม  และมักพูดว่า  เรารู้วิธีให้พระเจ้าเข้ามาในที่ประชุมของเรา  เราสามารถทำให้พระเจ้าลงมาประทับที่คริสตจักรของเราเพียงแค่เราสรรเสริญเท่านั้น  และถ้าเรายังไม่รู้สึก  ไม่สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระองค์  ก็ให้เราสรรเสริญมากขึ้น  ร้องเพลงให้ดังขึ้น ( ฟังแล้วคล้ายกับพวกพระนักบวชของพระบาอัล  ที่เฉือนเนื้อตัวเอง  พยายามส่งเสียงดังมากขึ้นให้พระของเขาลงมา  ดู 1 พกษ.18:20-40 )  จริงๆ แล้ว  ข้อพระคัมภีร์ข้างต้นเหมือนเป็นการบอกเราว่า  จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด  แล้วพระองค์จะเสด็จมาประทับอยู่กับเรา  เป็นความจริงที่พระเจ้าปรารถนาจะอยู่กับเรา  อาศัยอยู่ท่ามกลางเรา  ประทับกับเรา  ในภาษาเดิมให้ความรู้สึกว่า  พระองค์ถูกยกขึ้นสูงบนบัลลังก์แห่งการสรรเสริญของเรา  พระเจ้าเป็นดั่งพระราชา  เมื่อเราสรรเสริญพระองค์  เรากำลังประกาศถึงความเป็นกษัตริย์ของพระองค์  เรากำลังบอกให้ชาวโลกรู้ว่า  พระเจ้าของเราเป็นพระราชา  เมื่อเราร้องเพลง “พระองค์คือจอมราชา พระองค์คือจอมเจ้านาย” เรากำลังเป็นพยานว่าเราเชื่อในพระองค์ เราเชื่อถึงความเป็นพระ-เจ้าของพระองค์  และนี่เองเป็นการ “ยกพระองค์ขึ้นบนบัลลังก์” ด้วยคำสรรเสริญของเรา

 

ถ้าเราสรรเสริญ  เราสามารถมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้าได้แน่  และเราก็ไม่สามารถบังคับพระเจ้าได้  เราไม่สามารถประจบพระเจ้าด้วยคำสรรเสริญของเราได้  พระเจ้าไม่ถูกจำกัดด้วยคำสรรเสริญของเราแน่  ครั้งหนึ่งผมได้ยินบางคนพูดชมเชยผู้นำนมัสการท่านหนึ่งว่า  “ผู้นำนมัสการคนนี้รู้จักการนำการทรงสถิตของพระเจ้าลงมาในที่ประชุมจริงๆ” ผมมั่นใจว่าผู้นำนมัสการท่านนั้นต้องเป็นผู้นำนมัสการที่เยี่ยมจริงๆ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความ สามารถที่จะนำพระสิริของพระเจ้าลงมาได้  ไม่เหมือนกับนักวิทยากลที่รุกเร้าพระของเขาด้วยคาถาอาคม  แล้วพระของเขาก็ลงมาตรงหน้า

แล้วเราจะเข้าไปสู่ที่ประทับของพระเจ้าได้อย่างไร  เราจะนำประชากรของพระองค์ขึ้นไปหาพระเจ้าได้อย่างไร  สดุดี 132:12-14  ให้ความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า  พระเจ้าจะอยู่ท่ามกลางการสรรเสริญของเราได้อย่างไร  “12 ถ้าบรรดาบุตรของเจ้าปฏิบัติตามพันธสัญญาของเรา  และบรรดาพระโอวาทของเราซึ่งเราจะสอนเขา  เหล่าบุตรของเขาทั้งหลายด้วยเช่นกัน จะนั่งบนบัลลังก์ของเจ้าเป็นนิตย์" 13 เพราะพระเจ้าทรงเลือกศิโยน  พระองค์มีพระประสงค์จะให้เป็นที่ประทับของพระองค์ 14 ตรัสว่า  "นี่เป็นที่พำนักของเราเป็นนิตย์เราจะอยู่ที่นี่  เพราะปรารถนาเช่นนั้น”  เราจะเห็นว่าพระเจ้ากำหนดสถานที่ไว้อย่างเจาะจงแล้ว  คือ “ศิโยน”  พระองค์กำลังประทับอยู่และจะอยู่ตลอดไป  พระองค์ไม่ได้อยู่ตอนที่เราสรรเสริญเท่านั้น  แต่ทรงประทับอยู่อย่างถาวร  เมื่อเรามาชุมชนกันพระองค์ก็ประทับอยู่กับเราที่นั่นแล้ว  พระองค์ประทับอยู่บนบัลลังก์อยู่แล้ว  การสรรเสริญไม่ใช่เงื่อนไข  แต่เป็นข้อเท็จจริง  ดังนั้นเราจึงไม่ต้องพยายามบังคับให้พระองค์ลงมา  โดยการเฆี่ยนตีพระองค์ด้วยแส่ที่ชื่อว่า “การสรรเสริญ”  อย่าเป็นคนขับเกวียนเพื่อให้วัวพาหีบของพระเจ้าไปเหมือนอุสซากับอาหิโย

 

ใน 1 พศด.13:7 “และเขาทั้งหลายก็บรรทุกหีบของพระเจ้าไปในเกวียนเล่มใหม่  จากเรือนของอาบีนาดับ  และอุสซากับอาหิโย  เป็นคนขับเกวียน”


สิ่งที่เราควรทำคือสรรเสริญพระองค์ด้วยจริงใจ  และพระองค์จะทำในส่วนของพระองค์คือ  เสด็จลงมาด้วยพระสิริของพระองค์ท่ามกลางเรา  จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด

 

พระสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับการทรงสถิตของพระองค์

มธ.28:20  สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้  นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป  จนกว่าจะสิ้นยุคในขณะที่โลกเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย  และด้วยปัญหาสารพัน  พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงลงมาเบื้องล่าง

 

พระสัญญา : ต่อชุมชน  และต่อบุคคล

สดด.34:7  ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ตั้งค่าย  ล้อมบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระองค์  และช่วยเขาทั้งหลายให้รอด

สดด.125:2  ภูเขาอยู่รอบเยรูซาเล็มฉันใด  พระเจ้าทรงอยู่รอบประชากรของพระองค์  ตั้งแต่เวลานี้สืบต่อไปเป็นนิตย์ฉันนั้น

 

ฮกก.1:13  แล้วฮักกัย  ทูตของพระเจ้าจึงกล่าวแก่ประชาชน  ตามกระแสรับสั่งของพระเจ้าว่า  "พระเจ้าตรัสว่า  เราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย"


ปฐก.26:24  (กับอิสอัค) –  “พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านในคืนเดียวกันนั้น  ตรัสว่า  "เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า  อย่ากลัวเลย  เพราะเราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้า  และทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น  เพราะเห็นแก่อับราฮัมผู้รับใช้ของเรา"”


อพย.3:12  (กับโมเสส) – “พระองค์จึงตรัสว่า  "เราจะอยู่กับเจ้าแน่  นี่เป็นหมายสำคัญให้เจ้ารู้ว่าเราใช้ให้เจ้าไป  คือเมื่อเจ้านำประชากรออกจากอียิปต์แล้ว  เจ้าทั้งหลายจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้"”


ฮกก.2:4  (กับฮักกัย) – “พระเจ้าตรัสว่า  โอ  เศรุบบาเบลเอ๋ย  แม้กระนั้นก็ดี  จงกล้าหาญเถิด  โอ  โยชูวาบุตรเยโฮซาดักมหาปุโรหิตเอ๋ย  จงกล้าหาญเถิด  ราษฎรทั้งสิ้นเอ๋ย  จงกล้าหาญเถิด  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ  พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า  จงทำงานเถิดเพราะเราอยู่กับเจ้า”


ยรม.42:11  (กับเยเรมีย์) – “อย่ากลัวพระราชาแห่งบาบิโลนผู้ซึ่งเจ้ากลัวอยู่นั้นพระเจ้าตรัสว่า  อย่ากลัวเขาเลย  เพราะเราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย  เพื่อช่วยเจ้าและช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากมือของเขา”


และเมื่อพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์  สภาวะรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงไป
ศฟย.3:17  พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอยู่ท่ามกลางเจ้า  เป็นนักรบผู้ประทานความมีชัย  พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี  พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ด้วยความรักของพระองค์พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง


ศฟย.3:19  ดูเถิด  ในคราวนั้นเราจะทำโทษผู้ที่บีบบังคับเจ้าทุกคน  เราจะช่วยคนขาพิการและรวบรวมคนที่กระจัดกระจายไป  และเราจะเปลี่ยนความอับอายของเขาให้เป็นความน่าสรรเสริญ  และให้เป็นเสียงลือไปในโลก


สดด.22:11  ขออย่าทรงห่างไกลข้าพระองค์  เพราะความยากลำบากอยู่ใกล้  และไม่มีผู้ใดช่วยได้เลย


ไม่มีสิ่งใดที่หนุนใจและให้กำลังใจเราได้มากไปกว่าการอ่าน  และเชื่อในพระสัญญาของพระองค์ที่จะทรงอยู่กับเราผู้เป็นประชากรของพระองค์
พระสัญญาเหล่านี้มิใช่เฉพาะกับเยเรมีย์, ดาวิด และเศรุบาเบล  เท่านั้น  แต่สำหรับธรรมิกชนทุกคนของพระเจ้าด้วย  พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราเพื่อช่วยเราในอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา


พระเจ้าทรงสัญญากับเราที่จะเดินเคียงข้างในวิถีชีวิตของเรา  ให้เราได้รับประโยชน์ในมิตรภาพของพระองค์  ความห่วงใยของพระองค์  อาหารการกิน  และเรี่ยวแรงจากพระองค์


พระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการของเรา  ในพระองค์เราได้รับความปลอดภัย  พระองค์ทรงเป็นโล่  ทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา  มันมิใช่ความรู้สึกที่ไร้เหตุผล  หรือเป็นรูปธรรมแต่เป็นความจริง  นี่ไม่ใช่หลักศาสนศาสตร์ แต่เป็นพระพรที่สัมผัสได้


พระเจ้าทรงเป็นที่พักพิงในท่ามกลางความสับสนของชีวิต  พระองค์ทรงอยู่กับเราในยามสงครามของชีวิต  ทรงไปข้างหน้าเราทรงนำดั่งแม่ทัพ  เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูและอำนาจศักดิเทพทั้งปวง  พระองค์ทรงออกรบร่วมกับเรา  ทรงรักษาและทรงปกป้องเราดั่งแก้วตาของพระองค์  พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอ


ขณะที่ยูดาห์ต้องเผชิญหน้ากับศัตรู  อาบียาห์หนุนใจประชาชนของท่านด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังว่า “และดูเถิด  พระเจ้าทรงอยู่กับเรานำหน้าเรา  และปุโรหิตของพระองค์พร้อมกับแตรศึกพร้อมที่จะเป่าเรียกทำสงครามต่อสู้กับท่าน  ข้าแต่ลูกหลานของอิสราเอล  ขออย่าต่อสู้กับพระเยโฮวาห์  พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน  เพราะท่านจะชนะไม่ได้” (2 พศด.13:12)


กองทัพอัสซีเรียภายใต้การนำของเซนนาเชอริบ  ได้รุกรานยูดาห์และขู่ว่าจะทำลายกรุงเยรูซาเล็มเสีย  เฮเซคียาห์หนุนใจบรรดาทหารของท่านว่า “ฝ่ายเขามีแต่กำลังเนื้อหนัง  แต่ฝ่ายเรามีพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทรงสถิตกับเราที่ทรงช่วยเราและสู้รบฝ่ายเรา"  ประชาชนก็วางใจในพระดำรัสของเฮเซคียาห์พระราชาแห่งยูดาห์” (2 พศด.32:8)


ทั้งสองกรณีเราพบว่า  ยูดาห์เหนือกว่าศัตรูของเขาอย่างปาฏิหาริย์   ถ้าพระเจ้าอยู่เคียงข้างจะกลัวผู้ใดเล่า
เราได้รับพระพรอย่างมากที่พระองค์ทรงใช้คำพูดด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรักอย่างสนิทสนมกับเราที่กล่าวว่า “อย่ากลัวเลย  เพราะเราอยู่กับเจ้า.....เราจะหนุนกำลังเจ้า  เออ เราจะช่วยเจ้า  เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา” (อสย.14:10)


เปาโลตระหนักเสมอว่า  พระเจ้าทรงรักและประทับอยู่ด้วย  ท่านกล่าวว่า  “แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ข้าพเจ้า  และได้ทรงประทานกำลังให้ข้าพเจ้า  ประกาศพระวจนะได้อย่างเต็มที่  เพื่อให้คนต่างชาติทั้งปวงได้ยิน  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากปากสิงห์” (2 ทธ.4:17)


พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลกทรงอยู่กับเรา  ไม่เพียงแต่ปกป้องเรา  แต่ทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ผ่านทางเราด้วย  พระองค์ทรงนำเรา  ทรงให้ทิศนำทางเราไปก้าวต่อก้าว  ทรงเป็นที่ปรึกษา  ทรงสอนเรา  ทรงประทับกับเราดั่งสหาย  ทรงเล้าโลมจิตใจเรา  ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ทรงช่วยให้เราพ้นจากบาป


พระสัญญาของพระเจ้านั้นอยู่เต็มพระคัมภีร์  เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะสำแดงการสถิตอยู่ด้วยในประชากรที่รักของพระองค์
พระสัญญาที่ทรงกล่าวว่าจะประทับอยู่ด้วยนั้น  จะนำความมั่งคั่งและกำลังอย่างยิ่งใหญ่มาให้คริสเตียนทุกคน  เพื่อนในโลกอาจทำให้เราผิดหวัง  แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ  พระองค์ทรงไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่เคยเปลี่ยนใจ  ไม่เคยหักพันธสัญญา  ไม่เคยพรากไปจากเรา  แม้แต่ครั้งเดียว
มนุษย์บ่อยครั้งก็ปล่อยให้เราอยู่เดียวดาย  บางครั้งก็ทำให้เราบอบช้ำในจิตใจ  แต่พระเจ้าในฟ้าสวรรค์ทรงตรัสกับทุกคนที่ทุกข์ระทมว่า  “เราจะไม่ละท่าน  หรือทอดทิ้งท่านเลย”  (ฮบ.13:5)


ชีวิตของเราแต่ละคนไม่มีใครที่ไม่มีปัญหาอุปสรรค์  ไม่ง่ายที่จะเดินก้าวไปในหนทางของเรา  แต่พระสัญญาที่จะทรงสถิตอยู่ด้วยกับเรานั้น  ครอบคลุมไปในทุกด้าน  ทรงสัญญาว่าจะอยู่ด้วยในทุกหนทุกแห่งและในทุกเวลา  พระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราอย่างชัดเจน  และสัมผัสได้ในวิถีชีวิตของเรา


บางคนอาจละทิ้งเราไป  แต่พระเจ้าปรารถนาจะอยู่กับเราเสมอ  เดินไปกับเราเป็นเพื่อนเรา  ดูแลเรา  ประทานสิ่งจำเป็นให้เรา  และประทานกำลังให้กับเรา


พระสัญญาของพระเจ้าจะอยู่กับลูกของพระเจ้าเสมอนานแสนนาน  พระองค์สัญญาว่าจะอยู่กับเราชั่วฟ้าดินสลาย  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร  พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ  แม้ว่าในยามต้องเผชิญกับความมืดของชีวิต  จะทรงเป็นแสงสว่างให้เราแม้ในเงาแห่งความตาย  พระองค์ก็จะยึดมือของเราไว้และเล้าโลมใจเรา


“แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช  ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ  เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์  คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์” (สดด.23:4)


ไม่มีสิ่งใดเป็นที่น่าไว้วางใจในชีวิตคริสเตียนเท่ากับพระสัญญาของพระเจ้า  พระองค์ไม่เคยบิดเบือน  แต่ทรงรักษาพระสัญญาเสมอ
คงไม่มีใครที่ได้รับเกียรติสูงส่งเพียงนี้  ที่จะได้รับพระสัญญาที่ทรงค่า  ที่จะช่วยเราจากความหวาดกลัว  จากความเหงา  และจะให้เรี่ยวแรงกับเราในการยากต่างๆ ของเรา


ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากพระสัญญาของพระเจ้านั้นมีมากจริงๆ  เราควรจะใช้เวลาที่จะสนใจและตระหนักถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเราตลอดไป