|
|
การเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า
|
โดยธรรมชาติของคนที่มีหัวใจที่ปรารถนาพระเจ้า ก็จะมีความอยากจะใกล้ชิดพระองค์ อยากจะสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระองค์ อยากจะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญลำดับต้นๆ ของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าก็คือ การที่จะได้พบกับพระเจ้า ได้สามัคคีธรรมกับพระองค์ ทั้งในรูปแบบของการอยู่ร่วมกันกับธรรมิกชนอื่นๆ เป็นชุมชนและในชีวิตส่วนตัว แต่วิธีใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเหมาะสมที่จะเข้าไปสู่บรรยากาศเช่นนั้นได้ เราควรเริ่มต้นด้วยเพลงเร็ว มีการปรบมือร้องเพลงสรรเสริญ หรือเราควรเข้ามาอย่างเงียบๆ ร้องเพลงช้า เพลงนมัสการ ในพระคัมภีร์มีรายละเอียดให้กับเราหรือไม่
เมื่อเรากล่าวถึงการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า เข้าไปอยู่ “ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า” เราต้องรู้ว่า การทรงสถิตของพระเจ้ามีหลายรูปแบบ ซึ่งอย่างน้อยมี 3 รูปแบบซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไปคือ
ประการแรก ทรงสถิตอยู่ทั่วไป คือ พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งหนใด ในท้องฟ้าเบื้องบน หรือในแผ่นดินเบื้องล่าง และในทุกเวลา
ยรม.23:24 พระเจ้าตรัสว่า คนใดจะซ่อนจากเราไปอยู่ในที่ลับเพื่อเราจะมิได้เห็นเขาได้หรือ พระเจ้าตรัสว่าเรามิได้อยู่เต็มฟ้าสวรรค์และโลกดอกหรือ สดด.139:7-10 7 ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์ 8 ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น 9 ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุณ และอาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น 10 แม้ถึงที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้
ประการที่สอง พระเยซูตรัสว่า “ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น” (มธ.18:20) ซึ่งเป็นการสำแดงของพระเจ้าอย่างเปิดเผยเจาะจงมากขึ้น
ประการที่สาม การทรงสถิตอย่างชัดเจน มองเห็นได้ สัมผัสได้ด้วยร่างกาย คือ ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก เช่น 2 พศด.5:13-14 บอกว่า “13 พวกคนแตรและพวกนักร้องจะทำให้คนได้ยินเขาทั้งหลาย ร้องเพลงสรรเสริญและเพลงโมทนาพระคุณเป็นเสียงเดียวกัน และเมื่อเขาร้องขึ้น พร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่นในการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าว่า "เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์" พระนิเวศ คือพระนิเวศของพระเจ้าก็มีเมฆเต็มไปหมด 14 จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้ ด้วยเหตุเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า” และในประสบการณ์ของอิสยาห์ ท่านได้พบกับพระเจ้าส่วนตัว พระคัมภีร์กล่าวว่า “1 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับณพระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร 2 เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป 3 ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์" 4 และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด” (อสย.6:1-4)
• โมเสส
อพย.3:1-5 1 ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ โฮเรบ 2 ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสสท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ โมเสสมองดู เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่ แต่มิได้ไหม้โทรมไป 3 โมเสสจึงว่า "ข้าจะแวะเข้าไปดู สิ่งแปลกประหลาดนี้ ว่าเหตุไฉนพุ่มไม้จึงไม่ไหม้" 4 ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า "โมเสส โมเสสเอ๋ย"โมเสสทูลตอบว่า "ข้าพระองค์อยู่ที่นี่" 5 พระองค์จึงตรัสว่า "อย่าเข้ามาใกล้ที่นี่ ถอดรองเท้าของเจ้าออกเสีย เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์"
• คนอิสราเอล
อพย.13:21-22 21 พระเจ้าเสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ และตอนกลางคืนด้วยเสาเพลิง ให้เขามีแสงสว่างเพื่อจะได้เดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน 22 เสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน มิได้คลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย
กดว.16:35 และไฟออกมาจากพระเจ้า เผาผลาญคนทั้งสองร้อยห้าสิบที่ได้ถวายเครื่องหอมนั้นเสีย
กดว.16:42 และเมื่อชุมนุมชนมาประชุมประจัญหน้าโมเสสและอาโรน เขาหันหน้ามาสู่เต็นท์นัดพบ และดูเถิด เมฆมาคลุมเต็นท์นั้น และพระสิริของพระเจ้าก็ปรากฏ
อพย.19:16-19 16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม ก็บังเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น 17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา 18 ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป เพราะพระเจ้าเสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดยอาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่ ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด 19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น โมเสสก็กราบทูล พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงฟ้าร้อง
อพย.20:18-19 18 คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน ได้เห็นฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เสียงแตร และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล 19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า "ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย"
• พลับพลาโมเสส
อพย.40:34-35 34 ในขณะนั้นมีเมฆมาปกคลุมเต็นท์นัดพบไว้ และพระสิริของพระเจ้า ก็ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น 35 โมเสสเข้าไปในเต็นท์นัดพบไม่ได้ เพราะเมฆปกคลุมอยู่ และพระสิริของพระเจ้าก็อยู่เต็มพลับพลานั้น
• คริสตจักรสมัยแรก
กจ.2:2-4 2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น 3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน 4 เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด
• ในวิวรณ์
วว.14:2-3 2 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากสวรรค์ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่น เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินนั้นเหมือนเสียงพวกดีดพิณกำลังเล่นพิณอยู่ 3 คนเหล่านั้นร้องเพลงบทใหม่ หน้าพระที่นั่งหน้าสัตว์ทั้งสี่นั้นและหน้าพวกผู้อาวุโส ไม่มีใครสามารถร้องเพลงบทนั้นได้ นอกจากคนแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น ที่ได้ทรงไถ่ไว้แล้วจากแผ่นดินโลก
วว.19:6 แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า "อาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่
การสำแดงของพระเจ้าในประการที่สามนี้เอง ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่ามีปัญหา และไม่มีความสุขในการนมัสการ และปรนนิบัติพระเจ้า เนื่องจากเราไม่เคยเห็นเมฆเต็มคริสตจักรเลย แม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งทัศนคติลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เพราะจริงๆ เรากำลังบอกว่า “เราไม่มีความสุขในการรักพระองค์ เนื่องจากเราไม่เห็นเมฆเต็มคริสตจักร” แต่ผมอยากบอกว่า พระเจ้าปรารถนาให้เรารักพระองค์อย่างที่เราเป็น แม้เราไม่เห็นเมฆเต็มคริสตจักร แต่เราก็เห็นพระองค์ในความเชื่อของเรา เราสามารถมองเห็นพระสิริของพระเจ้าในความจริงที่ปรากฏในพระคัมภีร์ได้ ดังนั้น เป้าหมายในการนมัสการของเราควรไปถึงจุดที่ว่า แม้เรามองไม่เห็นอะไรเลย เราก็สามารถพุ่งความสนใจของเราทั้งหมดไปที่พระจ้าได้ และนี่เองเป็นเป้าหมายสูงสุดของการนมัสการพระ-เจ้า ไม่มีอะไรเติมเต็มในจิตใจของเราได้ดีไปกว่าความเชื่อของเรา
1 ปต.1:8 กล่าวว่า “พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” อธิบายได้ว่า แม้เราไม่เคยเห็นพระองค์ แต่เราก็ยังรักพระองค์ เชื่อในพระองค์ และชื่นชมในพระองค์ได้
เราจะเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้าได้อย่างไร
มีข้อพระคัมภีร์หลายตอนที่กล่าวถึงวิธีการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า เช่น สดด.96:2 “จงร้องเพลงถวายพระเจ้า สรรเสริญพระนามของพระองค์จงประกาศความรอดของพระองค์ทุกๆ วัน” ดาวิดหนุนใจคนอิสราเอลให้เข้าไปอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าด้วยบทเพลงแห่งความชื่นบาน
สดด.100:2 บอกว่า ให้เราเข้าไปเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง -- “จงปรนนิบัติพระเจ้า ด้วยความยินดี จงเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง”
สสด.100:4 “จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์” ( อ่านเพิ่มเติมใน สดด.42:4 ; 46:13-16 ; 68:24-26 ; อสย.30:29 ; 36:10 )
สดด.42:4 เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้า ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง
สดด. 45:13-16 13 เจ้าหญิงประดับพระกายในห้องของพระนางเธอด้วยเสื้อผ้ายกทองคำ 14 เขานำพระนางผู้ทรงเสื้อหลายสีเข้าเฝ้าพระราชาและนำหญิงพรหมจารีผู้ติดตามคือเพื่อนเจ้าสาวมาถวายพระองค์ท่าน 15เขาทั้งหลายถูกนำไปด้วยความชื่นบานและยินดีเขาเข้าไปในพระราชวัง 16 บรรดาโอรสของพระองค์ท่านจะแทนบรรพบุรุษของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะแต่งตั้งให้เป็นเจ้าทั่วแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
สดด.68:24-26 24 ข้าแต่พระเจ้า ขบวนแห่ของพระองค์ปรากฎแล้ว ขบวนแห่ของพระเจ้าของข้าพเจ้า พระมหากษัตริย์ของข้าพเจ้าเข้าในสถานนมัสการ 25 นักร้องนำหน้า นักดนตรีคัดท้าย ระหว่างนั้นมีสตรีเล่นรำมะนา 26 "ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อสายของอิสราเอล จงสรรเสริญพระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ในที่ชุมนุมใหญ่"
อสย.30:29 เจ้าจะมีบทเพลงอย่างคืนที่มีเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ และมีใจยินดี อย่างคนที่ออกเดินตามเสียงปี่ เพื่อไปยังภูเขาของพระเจ้า ถึงพระศิลาแห่งอิสราเอล
อสย.36:10 ยิ่งกว่านั้นอีกที่เรามาต่อสู้แผ่นดินนี้เพื่อทำลายเสีย ก็ขึ้นมาโดยปราศจากพระเจ้าหรือ พระเจ้าตรัสแก่ข้าว่า จงขึ้นไปต่อสู้แผ่นดินนี้และทำลายเสีย'
อย่างไรก็ตาม ยังมีพระคัมภีร์ส่วนอื่นๆ ด้วยที่ชี้ให้เราแสดงออกอย่างเหมาะสมในการเข้าไปยังบริเวณพระนิเวศของพระเจ้า ให้เราพิจารณาร่วมกันในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้
“จงมอบพระสิริซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์แด่พระเจ้า จงนำเครื่องบูชามาเข้าเฝ้าพระองค์ จงประดับกายด้วยเครื่องบริสุทธิ์นมัสการพระเจ้า” (1 พศด.16:29)
“จงถวายพระสิริ ซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์แด่พระเจ้า จงนำเครื่องบูชาและมายังบริเวณพระนิเวศของพระองค์” (สดด.96:8) “แต่โดยความรักมั่นคงอันบริบูรณ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะเข้าไปในพระนิเวศของพระองค์ ข้าพระองค์จะนมัสการตรงต่อพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยความยำเกรงพระองค์” (สดด.5:7)
“"ให้เราไปยังที่ประทับของพระองค์ ให้เรานมัสการที่รองพระบาทของพระองค์"” (สดด.132:7)
“1 เจ้าจงระวังเท้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปยังพระนิเวศของพระเจ้า เพราะการเข้าใกล้ชิดเพื่อจะฟังก็ดีกว่าคนเขลาถวายสักการบูชา ด้วยว่าเขาไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว 2 อย่าให้ใจของเจ้าเร็วและอย่าให้ปากของเจ้าพูดโพล่งๆต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตในสวรรค์ และเจ้าอยู่บนแผ่นดินโลก เหตุฉะนั้นเจ้าจงพูดน้อยคำ” (ปญจ.5:1-2)
สรุปได้ว่า นอกจากการสรรเสริญและการนมัสการแล้ว สิ่งที่เราควรแสดงออกในการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งก็คือการแต่งกายของเรา การแสดงความยำเกรง การระแวดระวังในการดำเนินชีวิตและการระมัดระวังในการใช้คำพูด เราอาจกล่าวได้ว่า การเข้าไปเฝ้าพระเจ้านั้นจะต้องประกอบไปด้วย 2 สิ่ง คือลักษณะชีวิตของเรา และบทเพลงสรรเสริญและเพลงนมัสการของเรา เราต้องไม่ลืมว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการนมัสการนั้น ต้องเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณเท่านั้น พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะเข้าไปเฝ้าพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง “23แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง"” (ยน.4:23-24)
สิ่งที่พระเจ้าทรงแสวงหา รูปแบบที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะพบ ไม่ใช่รูปแบบที่ตายตัว เป็นสูตรสำเร็จ ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่พระองค์ทรงแสวงหาผู้ที่เข้ามาด้วยจิตวิญญาณและความจริง ด้วยหัวใจที่กระหายหาพระองค์สุดใจ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการที่ “ถูก” หรือ “ผิด” แต่เราต้องใช้วิธีของพระองค์ มิใช่วิธีของเรา ผู้นำ-นมัสการต้องมีชีวิตในการอธิษฐาน แสวงหาพระเจ้าจนพบวิถีชีวิตของพระเจ้า วิธีของพระเจ้าในการนำนมัสการแต่ละครั้ง เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ จงฝึกชีวิตให้ไวต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำนมัสการในแต่ละครั้ง
การนมัสการส่วนตัวกับการนมัสการร่วมกันในที่ประชุม มักมีความแตกต่างกัน ผู้นำนมัสการต้องคำนึงถึงความจริงในเรื่องนี้ ดังนั้นต้องแสวงหาการทรงนำของพระเจ้าจริงๆ เมื่อจะนำนมัสการในระดับชุมชน (ศึกษาดู อสย.6 ซึ่งเป็นการนมัสการส่วนตัว เปรียบเทียบกับ สดด.100 ซึ่งน่าจะเป็นการนมัสการในระดับชุมชนร่วมกัน)
ในเราระลึกอยู่เสมอว่า การสรรเสริญไม่ใช่การดึงพระเจ้าลงมาประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรา แต่เป็นการนำตัวเราเข้าไปอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า
“จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์” (สดด.100:4)
“จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด จงสรรเสริญพระเจ้า ในสถานนมัสการของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์” (สดด.150:1)
ยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่การที่พระเจ้าต้องลงมา แต่เราต่างหากที่ต้องขึ้นไปเข้าเฝ้าพระองค์“และชนชาติทั้งหลายเป็นอันมากจะมากล่าวว่า "มาเถิด ให้เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเจ้า ยังพระนิเวศแห่งพระเจ้าของยาโคบ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์แก่เรา และเพื่อเราจะเดินในมรรคาของพระองค์" เพราะว่าพระธรรมจะออกมาจากศิโยน และพระวจนะของพระเจ้าจะออกมาจากเยรูซาเล็ม” (อสย.2:3)
“ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์” (สดด.24:3)
ครั้งใดที่การนมัสการไม่ดีในความรู้สึกของเรา เรามักคิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสถิตท่ามกลางเรา แต่ความจริงแล้ว พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราแล้ว สิ่งที่เราต้องการก็คือ เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อที่เราจะขึ้นไป และเข้าไปในที่ประทับของพระองค์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระองค์ เพราะพระองค์พร้อมอยู่เสมอ ปัญหาอยู่ที่เราต่างหาก
อ่าน สดด.22:3 อีกครั้ง “ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล”
จากพระคัมภีร์ข้อนี้ บางคนคิดว่า การสรรเสริญจะนำพระเจ้าเข้ามาในที่ประชุม และมักพูดว่า เรารู้วิธีให้พระเจ้าเข้ามาในที่ประชุมของเรา เราสามารถทำให้พระเจ้าลงมาประทับที่คริสตจักรของเราเพียงแค่เราสรรเสริญเท่านั้น และถ้าเรายังไม่รู้สึก ไม่สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระองค์ ก็ให้เราสรรเสริญมากขึ้น ร้องเพลงให้ดังขึ้น ( ฟังแล้วคล้ายกับพวกพระนักบวชของพระบาอัล ที่เฉือนเนื้อตัวเอง พยายามส่งเสียงดังมากขึ้นให้พระของเขาลงมา ดู 1 พกษ.18:20-40 ) จริงๆ แล้ว ข้อพระคัมภีร์ข้างต้นเหมือนเป็นการบอกเราว่า จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด แล้วพระองค์จะเสด็จมาประทับอยู่กับเรา เป็นความจริงที่พระเจ้าปรารถนาจะอยู่กับเรา อาศัยอยู่ท่ามกลางเรา ประทับกับเรา ในภาษาเดิมให้ความรู้สึกว่า พระองค์ถูกยกขึ้นสูงบนบัลลังก์แห่งการสรรเสริญของเรา พระเจ้าเป็นดั่งพระราชา เมื่อเราสรรเสริญพระองค์ เรากำลังประกาศถึงความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ เรากำลังบอกให้ชาวโลกรู้ว่า พระเจ้าของเราเป็นพระราชา เมื่อเราร้องเพลง “พระองค์คือจอมราชา พระองค์คือจอมเจ้านาย” เรากำลังเป็นพยานว่าเราเชื่อในพระองค์ เราเชื่อถึงความเป็นพระ-เจ้าของพระองค์ และนี่เองเป็นการ “ยกพระองค์ขึ้นบนบัลลังก์” ด้วยคำสรรเสริญของเรา
ถ้าเราสรรเสริญ เราสามารถมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้าได้แน่ และเราก็ไม่สามารถบังคับพระเจ้าได้ เราไม่สามารถประจบพระเจ้าด้วยคำสรรเสริญของเราได้ พระเจ้าไม่ถูกจำกัดด้วยคำสรรเสริญของเราแน่ ครั้งหนึ่งผมได้ยินบางคนพูดชมเชยผู้นำนมัสการท่านหนึ่งว่า “ผู้นำนมัสการคนนี้รู้จักการนำการทรงสถิตของพระเจ้าลงมาในที่ประชุมจริงๆ” ผมมั่นใจว่าผู้นำนมัสการท่านนั้นต้องเป็นผู้นำนมัสการที่เยี่ยมจริงๆ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความ สามารถที่จะนำพระสิริของพระเจ้าลงมาได้ ไม่เหมือนกับนักวิทยากลที่รุกเร้าพระของเขาด้วยคาถาอาคม แล้วพระของเขาก็ลงมาตรงหน้า แล้วเราจะเข้าไปสู่ที่ประทับของพระเจ้าได้อย่างไร เราจะนำประชากรของพระองค์ขึ้นไปหาพระเจ้าได้อย่างไร สดุดี 132:12-14 ให้ความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พระเจ้าจะอยู่ท่ามกลางการสรรเสริญของเราได้อย่างไร “12 ถ้าบรรดาบุตรของเจ้าปฏิบัติตามพันธสัญญาของเรา และบรรดาพระโอวาทของเราซึ่งเราจะสอนเขา เหล่าบุตรของเขาทั้งหลายด้วยเช่นกัน จะนั่งบนบัลลังก์ของเจ้าเป็นนิตย์" 13 เพราะพระเจ้าทรงเลือกศิโยน พระองค์มีพระประสงค์จะให้เป็นที่ประทับของพระองค์ 14 ตรัสว่า "นี่เป็นที่พำนักของเราเป็นนิตย์เราจะอยู่ที่นี่ เพราะปรารถนาเช่นนั้น” เราจะเห็นว่าพระเจ้ากำหนดสถานที่ไว้อย่างเจาะจงแล้ว คือ “ศิโยน” พระองค์กำลังประทับอยู่และจะอยู่ตลอดไป พระองค์ไม่ได้อยู่ตอนที่เราสรรเสริญเท่านั้น แต่ทรงประทับอยู่อย่างถาวร เมื่อเรามาชุมชนกันพระองค์ก็ประทับอยู่กับเราที่นั่นแล้ว พระองค์ประทับอยู่บนบัลลังก์อยู่แล้ว การสรรเสริญไม่ใช่เงื่อนไข แต่เป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องพยายามบังคับให้พระองค์ลงมา โดยการเฆี่ยนตีพระองค์ด้วยแส่ที่ชื่อว่า “การสรรเสริญ” อย่าเป็นคนขับเกวียนเพื่อให้วัวพาหีบของพระเจ้าไปเหมือนอุสซากับอาหิโย
ใน 1 พศด.13:7 “และเขาทั้งหลายก็บรรทุกหีบของพระเจ้าไปในเกวียนเล่มใหม่ จากเรือนของอาบีนาดับ และอุสซากับอาหิโย เป็นคนขับเกวียน”
สิ่งที่เราควรทำคือสรรเสริญพระองค์ด้วยจริงใจ และพระองค์จะทำในส่วนของพระองค์คือ เสด็จลงมาด้วยพระสิริของพระองค์ท่ามกลางเรา จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด
พระสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับการทรงสถิตของพระองค์
มธ.28:20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุคในขณะที่โลกเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และด้วยปัญหาสารพัน พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงลงมาเบื้องล่าง
พระสัญญา : ต่อชุมชน และต่อบุคคล
สดด.34:7 ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ตั้งค่าย ล้อมบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระองค์ และช่วยเขาทั้งหลายให้รอด
สดด.125:2 ภูเขาอยู่รอบเยรูซาเล็มฉันใด พระเจ้าทรงอยู่รอบประชากรของพระองค์ ตั้งแต่เวลานี้สืบต่อไปเป็นนิตย์ฉันนั้น
ฮกก.1:13 แล้วฮักกัย ทูตของพระเจ้าจึงกล่าวแก่ประชาชน ตามกระแสรับสั่งของพระเจ้าว่า "พระเจ้าตรัสว่า เราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย"
ปฐก.26:24 (กับอิสอัค) – “พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านในคืนเดียวกันนั้น ตรัสว่า "เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้า และทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น เพราะเห็นแก่อับราฮัมผู้รับใช้ของเรา"”
อพย.3:12 (กับโมเสส) – “พระองค์จึงตรัสว่า "เราจะอยู่กับเจ้าแน่ นี่เป็นหมายสำคัญให้เจ้ารู้ว่าเราใช้ให้เจ้าไป คือเมื่อเจ้านำประชากรออกจากอียิปต์แล้ว เจ้าทั้งหลายจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้"”
ฮกก.2:4 (กับฮักกัย) – “พระเจ้าตรัสว่า โอ เศรุบบาเบลเอ๋ย แม้กระนั้นก็ดี จงกล้าหาญเถิด โอ โยชูวาบุตรเยโฮซาดักมหาปุโรหิตเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด ราษฎรทั้งสิ้นเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงทำงานเถิดเพราะเราอยู่กับเจ้า”
ยรม.42:11 (กับเยเรมีย์) – “อย่ากลัวพระราชาแห่งบาบิโลนผู้ซึ่งเจ้ากลัวอยู่นั้นพระเจ้าตรัสว่า อย่ากลัวเขาเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย เพื่อช่วยเจ้าและช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากมือของเขา”
และเมื่อพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ สภาวะรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงไป ศฟย.3:17 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอยู่ท่ามกลางเจ้า เป็นนักรบผู้ประทานความมีชัย พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ด้วยความรักของพระองค์พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง
ศฟย.3:19 ดูเถิด ในคราวนั้นเราจะทำโทษผู้ที่บีบบังคับเจ้าทุกคน เราจะช่วยคนขาพิการและรวบรวมคนที่กระจัดกระจายไป และเราจะเปลี่ยนความอับอายของเขาให้เป็นความน่าสรรเสริญ และให้เป็นเสียงลือไปในโลก
สดด.22:11 ขออย่าทรงห่างไกลข้าพระองค์ เพราะความยากลำบากอยู่ใกล้ และไม่มีผู้ใดช่วยได้เลย
ไม่มีสิ่งใดที่หนุนใจและให้กำลังใจเราได้มากไปกว่าการอ่าน และเชื่อในพระสัญญาของพระองค์ที่จะทรงอยู่กับเราผู้เป็นประชากรของพระองค์ พระสัญญาเหล่านี้มิใช่เฉพาะกับเยเรมีย์, ดาวิด และเศรุบาเบล เท่านั้น แต่สำหรับธรรมิกชนทุกคนของพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราเพื่อช่วยเราในอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา
พระเจ้าทรงสัญญากับเราที่จะเดินเคียงข้างในวิถีชีวิตของเรา ให้เราได้รับประโยชน์ในมิตรภาพของพระองค์ ความห่วงใยของพระองค์ อาหารการกิน และเรี่ยวแรงจากพระองค์
พระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการของเรา ในพระองค์เราได้รับความปลอดภัย พระองค์ทรงเป็นโล่ ทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา มันมิใช่ความรู้สึกที่ไร้เหตุผล หรือเป็นรูปธรรมแต่เป็นความจริง นี่ไม่ใช่หลักศาสนศาสตร์ แต่เป็นพระพรที่สัมผัสได้
พระเจ้าทรงเป็นที่พักพิงในท่ามกลางความสับสนของชีวิต พระองค์ทรงอยู่กับเราในยามสงครามของชีวิต ทรงไปข้างหน้าเราทรงนำดั่งแม่ทัพ เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูและอำนาจศักดิเทพทั้งปวง พระองค์ทรงออกรบร่วมกับเรา ทรงรักษาและทรงปกป้องเราดั่งแก้วตาของพระองค์ พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอ
ขณะที่ยูดาห์ต้องเผชิญหน้ากับศัตรู อาบียาห์หนุนใจประชาชนของท่านด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังว่า “และดูเถิด พระเจ้าทรงอยู่กับเรานำหน้าเรา และปุโรหิตของพระองค์พร้อมกับแตรศึกพร้อมที่จะเป่าเรียกทำสงครามต่อสู้กับท่าน ข้าแต่ลูกหลานของอิสราเอล ขออย่าต่อสู้กับพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน เพราะท่านจะชนะไม่ได้” (2 พศด.13:12)
กองทัพอัสซีเรียภายใต้การนำของเซนนาเชอริบ ได้รุกรานยูดาห์และขู่ว่าจะทำลายกรุงเยรูซาเล็มเสีย เฮเซคียาห์หนุนใจบรรดาทหารของท่านว่า “ฝ่ายเขามีแต่กำลังเนื้อหนัง แต่ฝ่ายเรามีพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทรงสถิตกับเราที่ทรงช่วยเราและสู้รบฝ่ายเรา" ประชาชนก็วางใจในพระดำรัสของเฮเซคียาห์พระราชาแห่งยูดาห์” (2 พศด.32:8)
ทั้งสองกรณีเราพบว่า ยูดาห์เหนือกว่าศัตรูของเขาอย่างปาฏิหาริย์ ถ้าพระเจ้าอยู่เคียงข้างจะกลัวผู้ใดเล่า เราได้รับพระพรอย่างมากที่พระองค์ทรงใช้คำพูดด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรักอย่างสนิทสนมกับเราที่กล่าวว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า.....เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา” (อสย.14:10)
เปาโลตระหนักเสมอว่า พระเจ้าทรงรักและประทับอยู่ด้วย ท่านกล่าวว่า “แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ข้าพเจ้า และได้ทรงประทานกำลังให้ข้าพเจ้า ประกาศพระวจนะได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้คนต่างชาติทั้งปวงได้ยิน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากปากสิงห์” (2 ทธ.4:17)
พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลกทรงอยู่กับเรา ไม่เพียงแต่ปกป้องเรา แต่ทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ผ่านทางเราด้วย พระองค์ทรงนำเรา ทรงให้ทิศนำทางเราไปก้าวต่อก้าว ทรงเป็นที่ปรึกษา ทรงสอนเรา ทรงประทับกับเราดั่งสหาย ทรงเล้าโลมจิตใจเรา ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทรงช่วยให้เราพ้นจากบาป
พระสัญญาของพระเจ้านั้นอยู่เต็มพระคัมภีร์ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะสำแดงการสถิตอยู่ด้วยในประชากรที่รักของพระองค์ พระสัญญาที่ทรงกล่าวว่าจะประทับอยู่ด้วยนั้น จะนำความมั่งคั่งและกำลังอย่างยิ่งใหญ่มาให้คริสเตียนทุกคน เพื่อนในโลกอาจทำให้เราผิดหวัง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เคยเปลี่ยนใจ ไม่เคยหักพันธสัญญา ไม่เคยพรากไปจากเรา แม้แต่ครั้งเดียว มนุษย์บ่อยครั้งก็ปล่อยให้เราอยู่เดียวดาย บางครั้งก็ทำให้เราบอบช้ำในจิตใจ แต่พระเจ้าในฟ้าสวรรค์ทรงตรัสกับทุกคนที่ทุกข์ระทมว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5)
ชีวิตของเราแต่ละคนไม่มีใครที่ไม่มีปัญหาอุปสรรค์ ไม่ง่ายที่จะเดินก้าวไปในหนทางของเรา แต่พระสัญญาที่จะทรงสถิตอยู่ด้วยกับเรานั้น ครอบคลุมไปในทุกด้าน ทรงสัญญาว่าจะอยู่ด้วยในทุกหนทุกแห่งและในทุกเวลา พระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราอย่างชัดเจน และสัมผัสได้ในวิถีชีวิตของเรา
บางคนอาจละทิ้งเราไป แต่พระเจ้าปรารถนาจะอยู่กับเราเสมอ เดินไปกับเราเป็นเพื่อนเรา ดูแลเรา ประทานสิ่งจำเป็นให้เรา และประทานกำลังให้กับเรา
พระสัญญาของพระเจ้าจะอยู่กับลูกของพระเจ้าเสมอนานแสนนาน พระองค์สัญญาว่าจะอยู่กับเราชั่วฟ้าดินสลาย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ แม้ว่าในยามต้องเผชิญกับความมืดของชีวิต จะทรงเป็นแสงสว่างให้เราแม้ในเงาแห่งความตาย พระองค์ก็จะยึดมือของเราไว้และเล้าโลมใจเรา
“แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์” (สดด.23:4)
ไม่มีสิ่งใดเป็นที่น่าไว้วางใจในชีวิตคริสเตียนเท่ากับพระสัญญาของพระเจ้า พระองค์ไม่เคยบิดเบือน แต่ทรงรักษาพระสัญญาเสมอ คงไม่มีใครที่ได้รับเกียรติสูงส่งเพียงนี้ ที่จะได้รับพระสัญญาที่ทรงค่า ที่จะช่วยเราจากความหวาดกลัว จากความเหงา และจะให้เรี่ยวแรงกับเราในการยากต่างๆ ของเรา
ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากพระสัญญาของพระเจ้านั้นมีมากจริงๆ เราควรจะใช้เวลาที่จะสนใจและตระหนักถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเราตลอดไป
  
|