• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การนำนมัสการเป็นของประทานหรือเปล่า? PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาการนำนมัสการ

การนำนมัสการเป็นของประทานหรือเปล่า?


หลายครั้งที่ผมพยายามเตรียมการนำนมัสการด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ไม่ทราบว่าจะนำอย่างไร จะใช้เพลงอะไร จิตใจของผมนั้นเงียบวังเวง ไม่มีความคิดใดโลดแล่นเข้ามา การค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ที่จะมอบให้การประชุมนมัสการนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากในเวลานั้น เมื่อเริ่มนำนมัสการก็ดูเหมือนขัดไปซะหมด งานที่ปรนนิบัติอยู่นั้นดูออกจะขาดรสชาติและกลายเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องกระทำให้ผ่านไปแต่ละครั้งเท่านั้นเอง ในสภาพขณะที่เป็นเช่นนี้ทำให้จิตใจของผมเริ่มมีความสงสัยว่า งานรับใช้นี้เป็นงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ผมทำหรือเปล่า?
ทำไมผมรู้สึกเหมือนกับถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังคนเดียวในที่มืด ผมมองไม่เห็นทางออกเลย ขณะที่พยายามค้นหาอย่างเงียบๆ ปัญหาทำนองเดียวกันนี้ อาจเป็นแบบฉบับของปัญหาสำหรับทุกคนที่ปรนนิบัติพระเจ้า ไม่เพียงแต่เฉพาะในการนำนมัสการเท่านั้น ผมได้ตระหนักความจริง 3 ประการที่เป็นอุปสรรคใหญ่ในการนำนมัสการ

ประการที่หนึ่ง
ขาดการติดสนิทกับพระเจ้าและการพึ่งพาพระเจ้า เราเกิดผลเองไม่ได้ หากมิได้ติดสนิทกับพระเจ้า พระเยซูตรัสไว้ว่า “แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น” (ยอห์น 15:4) ...เมื่อเราเกิดความรู้สึกว่างเปล่าในจิตใจ เราควรได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าเป็นอย่างไร?”

...การเจิมของพระเจ้านั้นมิอาจได้มาโดยอัตโนมัติแบบกดปุ่ม แต่การเจิมนั้นเป็นผลจากการใช้เวลาติดสนิทอยู่กับพระเยซู เหมือนแขนงที่ติดอยู่กับเถาองุ่นตลอดเวลา ไม่มีรอยต่อ ในการนำนมัสการที่จะเกิดผลต่อที่ประชุมนั้น ผู้นำนมัสการจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า เพื่อนำตัวเองเข้าไปใกล้พระองค์เสียก่อน เพราะเราไม่สามารถนำผู้อื่นเข้าไปในการนมัสการได้ไกลเกินกว่าที่เราจะกระทำได้ ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้นำนมัสการที่มีความสามารถหรือมีประสบการณ์ในการนำมานาน คือ ความเชื่อมั่นในการนำนมัสการของเขาที่มีมากกว่าความเชื่อมั่นในการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์และการเจิมในการนำนมัสการ เขามักจะให้เวลาเพียงเล็กน้อยในการเตรียมการนมัสการ เฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมชีวิตส่วนตัวของเขากับพระเจ้า เขามักคิดว่าทักษะและประสบการณ์ที่ผ่านมาคงจะช่วยให้เขาผ่านวิกฤตต่างๆ ได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาของเขาช่างเป็นเลิศจริงๆ เหล่านี้เป็นส่งที่ต้องพึงระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เริ่มไว้วางใจในตนเองอย่างไม่รู้ตัวและจะทำให้พลาดล้มลงในที่สุด เราจำเป็นต้องกลับใจหันมาพึ่งพาพระเจ้า และรับการเจิมที่สดใหม่จากพระองค์

ประการที่สอง ขาดการสังเกตและพัฒนาการเรียนรู้ทั้งจากผู้อื่นและกับผู้อื่น ผมพบว่าบางครั้งผมไม่ได้ขยายความคิด ทักษะและความสามารถของผมอย่างเพียงพอ ผมยอมรับว่าตัวเองคับแคบเกินไปในการที่จะเรียนรู้และสังเกตจากผู้อื่น จิตใจที่แสวงหาการพัฒนาของผมเริ่มจะหมดลงแล้ว ผมเริ่มคิดว่ามีความสามารถเพียงพอแล้ว แค่นี้ก็เกินพอแล้ว ในการแก้ไขปัญหานี้เราคงต้องเปิดใจออก รับการพัฒนาจากผู้อื่นโดยมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ปรนนิบัติรับใช้ในด้านนี้ และรับข้อคิด แนวทาง วิธีการที่อาจนำมาสู่การปรับปรุงได้ มิฉะนั้นการนำของเราก็จะเป็นอยู่แบบเดิมๆ สืบไปเป็นนิตย์ ผมชอบที่จะทำอะไรชนิดที่เรียกว่าเป็น “การออกนอกกรอบ” อยู่บ้าง แม้การออกนอกกรอบเป็น “การเสี่ยง” ต่อการผิดพลาดที่อาจเป็นความล้มเหลวในการนำนมัสการและอาจทำให้เสียความมั่นคงของตนเองได้ การเสี่ยงนี้ บ่อยครั้งเราก็เรียกว่าเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” ที่รอเวลาที่จะพัฒนาเติบโตจนกลายเป็นสิ่งใหม่ ผู้นำนมัสการทุกคนควรจะตระหนักเสมอว่า เมื่อไรก็ตามที่การนำของเราไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ไม่ช้าไม่นานสิ่งนั้นก็จะกลายเป็นรูปแบบ หรือประเพณีที่ถือปฏิบัติต่อๆ ไปเท่านั้น แท้จริงพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่สร้างสรรค์การนำนมัสการและวิธีการนมัสการของเราก็ควรเป็นสิ่งที่ได้มีการสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน

ประการที่สาม ปัญหาเรื่องความรู้สึกว่าไม่เกิดผล แม้ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม เราจะต้องตั้งใจทำงานต่อไป แม้ดูเหมือนไม่เกิดผลก็จงทำต่อไป ปล่อยให้ความเชื่อเคลื่อนไหวต่อไป และแก้ไขปรับปรุงความสัมพันธ์กับพระเจ้า หากยังไม่เห็นมีสิ่งใดเกิดขึ้น ก็จงทำหน้าที่ต่อไปอย่างรับผิดชอบ ให้ความเชื่อและความหวังใจเป็นเหมือนสิ่งที่หลอมละลายระอุอยู่ภายในผิวโลก ซึ่งเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมก็จะปะทุระเบิดสู่ปล่องภูเขาไฟ สำแดงอานุภาพรุนแรงออกมาภายนอกให้คนเห็นได้ ผมเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีมากเพียงพอที่เราจะไว้วางใจเช่นนั้นได้ในเรื่องนี้ ถ้าสัตย์ซื่อต่อสิ่งที่รับผิดชอบต่อไปด้วยความเชื่อและหวังใจ คงมีอีกหลายสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การนมัสการเกิดผลหรือไม่เกิดผล แต่ในที่นี้ผมใคร่ย้ำความสำคัญของสองสามประเด็นที่กล่าวมาแล้ว และอยากจะเน้นว่า พระเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรพสิ่ง ถ้าปราศจากพระองค์ทุกสิ่งก็ไม่ปรากฏ ดังนั้นเราต้องตะหนักความจริงในเรื่องนี้ให้มาก ถ้าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ประสบปัญหาในการปรนนิบัติพระเจ้าในเรื่องการนำนมัสการเช่นเดียวกัน

ผมอยากหนุนใจท่านให้ตัดสินใจลุกขึ้นอีกครั้ง เริ่มใช้เวลากับพระเจ้าอย่างถูกต้องด้วยการอธิษฐานและนมัสการพระองค์เป็นการส่วนตัว ให้พระเจ้าเข้ามาก่อร่างสร้างจิตใจภายในของท่านเสียใหม่