






|
|
|
| บทความการนมัสการ - การพัฒนาการนำนมัสการ | ||||
|
หน้าที่ประการหนึ่งของผู้นำนมัสการก็คือ นำคนเข้าไปสู่การนมัสการพระเจ้า ผมอยากจะนำรูปแบบของพลับพลาโมเสสมา เป็นแนวทางในการนำคนเข้าไปสู่การนมัสการในยุคปัจจุบัน ดังต่อไปนี้ พลับพลาโมเสสเมื่อเรามองที่ภาพของการนมัสการจากภาพข้างล่างนี้ เราต้องตระหนักความจริงว่า การก้าวเข้าไปสู่ที่ประทับของพระเจ้านั้น ไม่ใช่ด้วยสูตรสำเร็จใดๆพระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าจะทรงลงมาประทับที่พลับพลาแห่งนี้ อพย.25:8 แล้วให้เขาสร้างสถานนมัสการถวายแก่เรา เพื่อเราจะได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา แนวคิดก. บริเวณพระนิเวศ เล็งถึงร่างกายของมนุษย์เป็นที่ซึ่งมนุษย์จงถวายคำโมทนาแด่พระเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเสร็จสิ้นไปแล้ว และยังมีผลอยู่ในปัจจุบัน ข. ห้องวิสุทธิสถาน เล็งถึงจิตใจของมนุษย์ เป็นที่ซึ่งการสรรเสริญจะเกิดขึ้นในสิ่งที่พระเจ้ากำลังกระทำกิจอยู่ ค. ห้องอภิวิสุทธิสถาน เล็งถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นที่ซึ่งการนมัสการจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่กระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นค่ายถูกตั้งโดยรอบพลับพลา คนที่อยู่โดยรอบจะเข้ามาเฝ้าพระเจ้าได้อย่างไร? ก็โดยเข้ามาด้วยการร้องเพลงด้วยความยินดี สดด.100:2 จงปรนนิบัติพระเจ้า ด้วยความยินดี จงเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง บทบาทของผู้นำนมัสการที่จะทำก็คือ นำเพลงสรรเสริญมายังที่ประชุมนมัสการ เขาควรจะนำทั้งใจและความคิดของชุมชน เข้ามาไว้ด้วยกัน ความรู้สึกเช่นนี้กระทำได้โดยใช้บทเพลงที่พูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้า เช่น ประสบการณ์ในการอภัยโทษ บทเพลงแห่งความยินดี หรือเพลงที่พูดถึงพระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในชีวิตของเรา บทเพลงเหล่านี้จะช่วยให้คนได้คิดถึงพระเจ้า นำความ สนใจของเขาไปที่พระเจ้า เป็นการให้พระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลางในชีวิตของเขา เมื่อความรู้สึกเช่นนี้กำลังเกิดขึ้น คนก็จะสามารถถูกนำ ให้ลึกต่อไปได้ คนยิวนั้นเข้าใจการเคลื่อนไหวเข้าไปสู่ที่ประทับของพระเจ้าเช่นนี้ โดยการค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้พระนิเวศเรื่อยไปทีละก้าว ด้วยบทเพลงแห่ขึ้น (สดด.120-134) คนยิวใช้บทเพลงเหล่านี้ในเทศกาลขณะที่พวกเขากำลังไปยังพระนิเวศของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม เพลงสดุดีเหล่านี้เริ่มจากถ้อยคำแห่งการวิงวอน (สดด.120:1) และไปจบลงที่มนุษย์ก็สรรเสริญพระเจ้า (สดด.134:2) เนื้อหาของ บทเพลงเคลื่อนจากการมีปัญหาไปสู่การเข้าไปในการทรงสถิตของพระเจ้า จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนาพระคุณ- จุดแรกที่ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้าต้องไปให้ถึงก็คือ แท่นเผาบูชา ซึ่งเป็น สถานที่อันเล็งถึง การถวายร่างกายของเราให้เป็นเครื่องบูชา (รม.12:1) เราต้องยอมถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้าร่างกายของ เรา นี่เองเป็นพาหะที่จะนำไปสู่การโมทนาพระคุณ ภาษาฮีบรูที่ใช้กับ "โมทนาพระคุณ" ก็คือคำว่า "towdah" หมายถึง การเหยียดแขนขึ้นไปเบื้องบน การโมทนาพระคุณมักจะรวมไปถึง การปรบมือ การเต้นรำ และการโห่ร้องด้วยความชื่นชมยินดี - จุดที่สองก็คือ ขันน้ำทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเล็งถึง พระคำที่นำการชำระมาถึงเรา (อฟ.5:26) บทเพลงที่ใช้ในการโมทนาพระคุณควร เป็นบทเพลงที่อิงอยู่บนพระคำของพระเจ้า มีพระคำพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง การโมทนาพระคุณเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรง กระทำเสร็จสิ้นแล้ว จนมีผลอยู่ในปัจจุบัน จงใช้บทเพลงประเภทนี้เคลื่อนใจของคนเข้าไปสู่การใกล้ชิดพระเจ้าในระดับต่อไป จงเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญการสรรเสริญเป็นช่องทางประการเดียวที่จะเข้าไปสู่ที่ประทับของพระเจ้า คำว่า "สรรเสริญ" ภาษาฮีบรูใช้คำว่า "tehillah" (เป็นรากศัพท์ของคำว่า "ฮาเลลูยา") คำนี้หมายถึง การโอ้อวด, การแสดง ออกอย่างขาดสติ อย่างรุนแรง การส่งเสียงดังอย่างอึกทึก การเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การโมทนาพระคุณเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อเรา แต่การสรรเสริญเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น การโมทนาพระคุณพระเจ้าสำหรับพระราชกิจของพระองค์ ควรจะรวมถึงพระลักษณะของพระองค์ได้ บทเพลงแห่งการโมทนา พระคุณสำหรับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว จะเปิดทางให้บทเพลงการสรรเสริญสำหรับปัจจุบันเกิดขึ้นตามมา ดังนั้น ขณะที่เรากำลังร้องเพลง สรรเสริญอยู่ ก็ไม่ควรจะกลับไปร้องเพลงโมทนาพระคุณอีก ผู้นำนมัสการควรสรรหาเพลงที่ก้าวรุดหน้าออกไป ไม่ถอยหลังกลับ ผู้นำนมัสการไม่ควรพูดมากเกินไป จงรักษาการต่อเนื่องของบทเพลงอย่างระมัดระวัง การที่ขาดความสมดุลในความต่อ เนื่องของเพลงนั้น ทำลายบรรยากาศการนมัสการ งานของผู้นำนมัสการมีเป้าหมายอยู่ที่การนมัสการ มิใช่การสรรเสริญเท่านั้น การนมัสการนั้นมีความจำเป็นที่คนจะต้องยอมอุทิศความตั้งใจ จุดประกายที่ความคิด และปลดปล่อยอารมณ์ออกมา เป็นภาพ เล็งถึงโต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์ คันประทีปทองคำ และแท่นเผาเครื่องหอมบูชา ตามลำดับ จงเข้าไปสู่ห้องอภิวิสุทธิสถานการโมทนาพระคุณและการสรรเสริญเป็นการเตรียมเราเข้าไปสู่การนมัสการ ซึ่งเป็นการใช้ทั้ง ร่างกาย ความตั้งใจ และอารมณ์ของเราที่จะแตะต้องพระเจ้า สดด.95 ชี้ให้เห็นลักษณะความจำเป็นที่ต้องเตรียมไว้ พระคัมภีร์กล่าวว่า "มาเถิดให้เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเจ้า ให้เรากระทำเสียงชื่นบาน..." (ข้อ 1) "ให้เราทั้งหลายเข้ามาอยู่เฉพาะเบื้อง พระพักตร์ด้วยโมทนา ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระองค์ด้วยบทเพลงสรรเสริญ" (ข้อ 2) ต่อจากนั้นใน(ข้อ 6) "มาเถิดให้ เรานมัสการและกราบลงให้เราคุกเข่าลงต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา" และใน สดด.96 เราจะเห็นบรรยากาศสามประการ ประกอบกันในการนมัสการพระเจ้า (ข้อ 4) "เพราะพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง" (ข้อ 8) "จงนำเครื่อง บูชามายังบริเวณพระนิเวศของพระองค์" (ข้อ 9) "จงประดับกายด้วยเครื่องบริสุทธิ์นมัสการพระเจ้า" เราต้องไม่พยายามที่จะดึง หรือหน่วงเหนี่ยวการเคลื่อนไหวในระหว่างที่การนมัสการเกิดขึ้น บางครั้งเรากระทำสิ่งเหล่านี้โดยการจำกัดการนมัสการให้อยู่ในกรอบของเรา เช่น ร้องเพลงสรรเสริญสี่เพลง แล้วเข้าสู่การนมัสการ หากร้องเพลงยังไม่ครบ ตามกำหนดที่เตรียมไว้ ก็ไม่สามารถอยู่ในบรรยากาศนมัสการได้ บ่อยครั้งที่การนมัสการถูกถ่ายอย่างช้าๆ จากการสรรเสริญไปสู่ การนมัสการ จากประเด็นบนพระพรของพระเจ้าไปสู่พระลักษณะของพระองค์ อาจกล่าวได้ว่า เราสามารถตัดเพลงสรรเสริญบาง เพลงออกไปได้เลย ถ้าที่ประชุมพร้อมที่จะเข้าไปสู่การนมัสการแล้ว ผู้นำนมัสการจำเป็นต้องมีการสังเกตการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณที่จะนำคนเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า การล้มเหลวในสิ่งนี้บ่อยครั้ง เป็นเพราะขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ และ ขาดการใช้เวลาเตรียมตัวอย่างพอเพียง สรุปได้ว่า รูปแบบการนมัสการในพลับพลาของโมเสส ดังปรากฎในสดุดี 100 เริ่มต้นจากการเข้ามาด้วยการโมทนาพระคุณ (ข้อ 4) ก้าวต่อเนื่องเข้าไปภายในห้องวิสุทธิสถาน และสู่ห้องอภิวิสุทธิสถานในที่สุด ผู้นำนมัสการควรให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ เช่น• อย่านำคนถอยหลังกลับไปสู่ประตูแห่งการโมทนาพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ หรือจังหวะของเพลง (ยกเว้น เพลงสุดท้ายที่ เป็นบรรยากาศการตอบสนอง) ข้อควรจำ "การนมัสการนั้นใช้เวลา" (เวลานั้นควบคุมได้ใช่ไหม)
|