|
ความสำคัญของการนมัสการ
เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
|
" การนมัสการนับเป็นวาระหนึ่งที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยจะปฏิบูรณะขึ้นในชีวิตของคริสเตียนทั้งในภาพส่วนตัวและภาพส่วนรวมในคริสตจักร " ในช่วงเวลาปัจจุบันที่เรียกว่ายุคโลกาภิวัฒน์นั้น หลายคนกำลังตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงสภาพของสังคมขนานใหญ่จากสังคมอุตสาหกรรมในคลื่นลูกที่สองไปสู่สังคมเทคโนโลยีทางสารสนเทศในคลื่นลูกที่สามเทคโนโลยีทุกสาขากำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ล้ำหน้าจนหลายคนตามไม่ทันและรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนหลงยุค
สำหรับคริสเตียนแล้ว ยุคนี้นับได้ว่าเป็นยุคที่น่าตื่นเต้นที่สุดในตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะเป็ยุคแห่งการฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ของพระเจ้าตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะว่า จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานของพระองค์ผ่านคริสตจักรทั่วโลก พระองค์กำลังปฏิบูรณะสัจธรรมความจริงในพระวจนะที่ถูกทำให้เลือนลางไปตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักร เหตุเพราะใจที่ไม่ตอบสนองของคริสเตียนในบางยุคให้กลับคืนสู่คริสตจักรของพระองค์ เพื่อคริสตจักรของพระองค์จะเป็นคริสตจักรที่มีสง่าราศี และสำแดงพระลักษณะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่ง
การนมัสการนับเป็นวาระหนึ่งที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยจะปฏิบูรณะขึ้นในชีวิตของคริสเตียนทั้งในภาพส่วนตัวและภาพส่วนรวมในคริสตจักร เพราะการนมัสการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในชีวิตของคริสเตียนที่จะขาดเสียไม่ได้ เพราะหากคริสเตียนไม่ได้นมัสการพระเจ้าแล้ว ก็จะทำให้เกิดความพิกลพิการในฝ่ายวิญญาณขึ้น คริสเตียนจึงต้องเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจ นั่นคือการนมัสการตามหลักการพระคัมภีร์ ทั้งนี้เพราะพระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงรูปแบบและวิธีการนมัสการอย่างถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เหตุฉะนั้น คริสเตียนจึงไม่ควรเป็นคนที่ละเลย ไม่เอาใจใส่และขาดความมั่นใจในเรื่องของการนมัสการ แต่ควรที่จะศึกษาการนมัสการอย่างจริงจังจนมีความเข้าใจอย่างถ้วนถี่ เพื่อจะได้นมัสการอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงสมควรได้รับพระเกียรติและเพื่อให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์
ในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ เยเรมีย์ได้อธิษฐานวิงวอนเพื่อขอพระกรุณาจากพระเจ้าในการปฏิบูรณะการนมัสการ เนื่องจากเวลานั้นชนชาติอิสราเอลกำลังตกอยู่ในสภาพของการเป็นเชลย พวกเขาถูกข่มเหงอย่างแสนสาหัส ขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายย่อยยับ สมบัติของมีค่าต่าง ๆของอิสราเอลได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น และในท่ามกลางความวิปโยคโศกเศร้าเช่นนี้คนอิสราเอลได้คร่ำครวญถึง 2 สิ่งที่สูญหายไป และต้องการให้พระเจ้าทรงปฏิบูรณะ นั่นคือ ดนตรีและความชื่นชมยินดี
ในเพลงคร่ำครวญ 5:13-16 ได้บรรยายภาพตอนนั้นว่า “พวกคนหนุ่มถูกบังคับให้โม่แป้ง และพวกเด็กต้องแบกฟืนหนักล้มลุกคลุกคลาน พวกผู้ใหญ่หายตัวไปจากประตูเมือง พวกคนหนุ่มได้หยุดดีดสีตีเป่าแล้วความปลาบปลื้มก็ประลาตไปจากใจของพวกข้าพระองค์สิ้น การเต้นรำของพวกข้าพระองค์กลายเป็นการร่ำไห้มงกุฎได้ร่วงหล่นจากศีรษะข้าพระองค์แล้ว วิบัติแก่พวกข้าพระองค์เพราะพวกข้าพระองค์กระทำบาปไว้”
ความเสื่อมสูญทางดนตรีในครั้งนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้เกิดขึ้น เพื่อชนชาติอิสราเอลจะหันกลับจากบาป และวิงวอนต่อพระองค์ให้รื้อฟื้นอิสราเอลกลับคืนสู่สภาพดีอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยของเยเรมีย์การเล่นดนตรีเป็นงานที่มีเกียรติและสำคัญมาก คนที่ทำหน้าที่ในการร้องเพลงและเล่นดนตรีถวายแด่พระเจ้านั้น จำเป็นต้องมีชีวิตที่ดีอยู่ในมาตรฐาน พวกเขาต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และจะต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ตลอดชีวิตเพราะเป็นสิ่งสำคัญนั่นแสดงว่าการนมัสการเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นความสำคัญมาก
การนมัสการ น้ำพระทัยดั้งเดิมของพระเจ้าสำหรับมนุษย์
คงเป็นเรื่องแปลก หากบางคนซื้อตู้เย็นมาไว้เพื่อเก็บรองเท้า เพราะไม่รู้ว่าตู้เย็นมีไว้เพื่ออะไร ของอะไรก็ตามจะใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของคนที่ประดิษฐ์ของชิ้นนั้นขึ้นมา แรกเริ่มเดิมทีที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์คู่แรกขึ้นมานั้น พระองค์ทรงสร้างเพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่ง คือให้มนุษย์นมัสการพระองค์ เมื่อกล่าวเช่นนี้หลายคนอาจจะคิดว่าพระเจ้าคงต้องการคำป้อยอหรือต้องการได้รับเกียรติเหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ในโลกเป็น ทั้ง ๆ ที่พระองค์ไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะการนมัสการทำให้มนุษย์เองเป็นฝ่ายที่จะได้รับพระพรดังที่จะกล่าวต่อไป
เมื่อพระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวาขึ้นนั้น พระองค์ทรงเสด็จมาร่วมสามัคคีธรรมกับพวกเขาทั้งสอง แม้พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจน เราก็เชื่อว่าเขาทั้งสองต้องได้ร่วมกันนมัสการพระเจ้า และเขาทั้งสองนมัสการพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบเพราะอยู่ในสภาพไม่มีบาป การนมัสการของอาดัมและเอวานั้นเป็นการนมัสการพระเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน พวกเขาไม่ได้จัดการประชุมนมัสการพระเจ้าไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก แต่สิ่งที่พิเศษสุดคือ พวกเขานมัสการพระเจ้าด้วยชีวิตของเขาตลอดเวลา จวบจนกระทั่งเมื่อพวกเขาถูกล่อลวงและล้มลงในความบาป เขาทั้งสองจึงต้องถูกแยกจากพระเจ้าและสูญเสียสิทธิในการนมัสการพระเจ้า เพราะความบาปนี่เองทำให้มนุษย์ถูกแยกจากพระเจ้า ไม่สามารถนมัสการพระองค์ได้อีกต่อไป หลายคนอาจจะเป็นคนที่มีน้ำเสียงไพเราะเพราะพริ้งและดูเหมือนว่าจะสามารถร้องเพลงนมัสการได้อย่างดีเยี่ยม ยากที่จะหาใครมาประชันได้ นั่นก็ไม่ถือว่าเป็นการนมัสการพระเจ้า การถูกระงับสิทธิในการนมัสการนับเป็นการสูญเสียสิทธิพิเศษอย่างรุนแรง
แท้จริงการนมัสการพระเจ้าด้วยเสียงเพลงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ เราเห็นว่าแม้กระทั่งคนบาปก็ยังชอบร้องเพลง ปัจจุบันอุตสาหกรรมดนตรีเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ดึงดูดคนจำนวนมากให้หลงใหล วัยรุ่นต่างคลั่งไคล้ในการดูคอนเสริต์ไม่ว่าจะเป็นคอนเสริต์ไทยหรือเทศ แม้จะต้องเสียเงินราคาแพงเท่าใดในการซื้อบัตรเข้าชมก็ยอม นี่ก็ส่อแววให้เห็นว่าในส่วนลึกของมนุษย์ต้องการที่จะนมัสการพระเจ้า แต่เพราะไม่รู้จักพระเจ้าเนื่องด้วยความบาปก็หันไปนมัสการสิ่งอื่นแทน จวบจนกระทั่งเมื่อพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงวายพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่มนุษย์จากความบาปให้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า มนุษย์จึงสามารถนมัสการพระเจ้าได้ดังเดิม คริสเตียนจึงควรดำเนินชีวิตในการนมัสการพระเจ้าเป็นปกติประจำวันในชีวิตเหมือนอาดัมก่อนทำบาปที่สามัคคีธรรมกับพระเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติทุกวัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการนมัสการเป็นสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาในชีวิตของคริสเตียนทุกคน และพระเจ้าทรงแสวงหาคนที่จะนมัสการพระองค์อย่างถูกต้องดังที่พระเยซูได้ตรัสกับหญิงสะมาเรียใน ยอห์น 4:23-24 ว่า“ แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง ”
การนมัสการ การแสดงออกถึงการเห็นคุณค่าของพระเจ้า
คนเราเมื่อรักใคร่ชอบพอใครมักจะนึกถึงคนรักเป็นประจำ ถ้าเป็นกวีก็คงจะแต่งบทกลอนพรรณนาถึงความลึกซึ้งในความรักที่ตนมีต่อคู่รัก ถ้าเป็นนักดนตรีก็คงจะแต่งบทเพลงที่บรรยายถึงความรู้สึกในใจที่มีต่อคนรัก สำหรับคริสเตียนเราแสดงออกถึงความรักและการเห็นคุณค่าพระเจ้าด้วยการนมัสการพระองค์ การนมัสการเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพันที่คริสเตียนมีต่อพระเจ้า อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงการเห็นคุณค่าของพระเจ้าผู้ทรงสมควรได้รับการนมัสการเพราะเราเห็นคุณค่าของพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เราจึงอดไม่ได้ที่จะต้องพรรณนาถึงคุณค่าของพระเจ้าที่มีต่อเราเป็นเสียงเพลงในการนมัสการ การนมัสการจึงไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรมหรือพิธีการที่มาจากการบีบบังคับตัวเองให้ทำหรือฝืนใจทำ ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติภายนอกที่ดูดีอย่างมีมารยาทที่ในที่ประชุม แต่เป็นความเต็มใจของเราที่อยากจะนมัสการพระเจ้าเพราะเห็นคุณค่า จนอดไม่ได้ที่จะต้องนมัสการพระองค์เหมือนการที่เราเห็นคุณค่าของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์บางคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุทิศตัวเพื่อประโยชน์ให้กับคนในประเทศชาติ จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องยกย่องถึงคุณงามความดีที่ท่านเหล่านั้นทำ
กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงนับว่าเป็นสหายของพระองค์ เพราะเป็นผู้ที่มีชีวิตพันผูกกับพระเจ้าเป็นอย่างมาก กษัตริย์ดาวิดเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในพระคัมภีร์ที่มีชีวิตแห่งการนมัสการอย่างแท้จริง ท่านได้ประพันธ์บทเพลงสดุดีไว้จำนวนมากที่ร้องออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกภายในใจที่รู้จักพระเจ้าและเห็นคุณค่าของพระองค์ ทุกครั้งที่เราอ่านบทเพลงสดุดีเราจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์อันลึกซึ้งในการรู้จักพระเจ้าของท่าน ดังเช่นในสดุดี 103:1-2 ที่ท่านร้องว่า “จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” ในสมัยของพระเยซู คนจำนวนมากเห็นคุณค่าของพระเยซูที่ทรงมีชีวิตที่ทุ่มเท เสียสละเพื่อช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของพระองค์ในการเยียวยารักษาคนที่เจ็บป่วยทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ พระองค์ทรงรักและห่วงใยทั้งคนที่คนอื่นนับหน้าถือตา และคนที่สังคมรังเกียจไม่คบค้าสมาคมด้วย นางมารีย์เป็นผู้หนึ่งที่เห็นคุณค่าของพระเยซู เธอได้นำผอบน้ำหอมนารดาที่มีราคาแพงมากมาชโลมที่พระบาทของพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ (มัทธิว 26:6-13; มาระโก 14:3-9; ยอห์น12:1-8) เธอเก็บสะสมเงินทองที่เธอทำงานตลอด 1 ปีเต็ม เพื่อนำไปซื้อน้ำหอมมาปรนนิบัติพระเยซูอย่างไม่คิดเสียดาย เพราะเธอซาบซึ้งในพระคุณของพระเยซูที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทองที่เธอทำงานหามาได้ เธอรู้สึกว่าพระเยซูมีคุณค่ามากกว่าทุกสิ่งในชีวิตของเธอ จึงยินดีและเต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเยซูผู้ที่เธอรัก และพระเยซูทรงพอพระทัยในสิ่งที่เธอได้กระทำต่อพระองค์ เราเองก็คงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ เราอาจเคยเห็นคุณค่าของสิ่งของบางอย่างที่อาจเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรืออาจเป็นรถยนต์คันงาม แม้จะมีราคาแพงสักเท่าไร ขอเพียงแต่เราเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น เราก็จะพยายามทุกวิถีทางเก็บหอมรอบริบ ทำงานเก็บสะสมแม้ยากลำบาก เพื่อซื้อสิ่งของเหล่านั้นที่เราเห็นคุณค่า ถ้าคริสเตียนได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้าและบอกคนทั้งหลายว่า พระเจ้าเป็นผู้ที่มีคุณค่ามากที่สุดของตนแล้ว คริสเตียนจะอดที่จะไม่นมัสการพระเจ้าด้วยทุกสิ่งในชีวิตได้อย่างไร เราย่อมต้องยินดีเสียสละทุกสิ่งในชีวิตเพื่อนมัสการผู้ที่เรารักและเห็นคุณค่ามากที่สุดในชีวิต
การนมัสการ สิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
คงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะมีอายุยืนมากเกินสมควรที่จะรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ เราทุกคนควรจะมีใจกระตือรือร้นในการขวนขวายเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้นเพื่อเราจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการเรียน การทำงาน และการทำทุกสิ่งในชีวิต มากยิ่งไปกว่านั้น การนมัสการก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเช่นกัน
แท้จริง คริสเตียนทุกคนกำลังเรียนรู้การนมัสการบนโลกนี้เพื่อที่จะนำไปใช้ในการนมัสการบนสวรรค์ เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมารับเราในฐานะเจ้าสาวเพื่อไปอยู่กับพระองค์ เหตุฉะนั้น เราจึงควรมีใจกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาการนมัสการในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน ไม่มีคริสเตียนผู้ใดสามารถพูดได้ว่า “ข้าพเจ้านมัสการพระเจ้า สูงสุดแล้ว” หรือ “ข้าพเจ้าเรียนรู้จักการนมัสการจนหมดสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มอีก” เช่นเดียวกับการที่เรามีความสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่ง เราไม่สามารถพูดได้ว่าเรารู้จักเขาหมดทุกเรื่องแล้ว คงพูดได้แต่ว่าเรารู้จักเขามากขึ้นตามจำนวนปีที่รู้จักกัน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร และเราได้ใช้เวลากับเขามากเท่าไร เราก็ยิ่งรู้จักเขามากขึ้นเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ไม่มีใครที่จะเข้าใจการนมัสการอย่างถ่องแท้แล้ว เพราะการนมัสการเป็นเรื่องของประสบการณ์มากกว่าความรู้ความเข้าใจ และเราทุกคนต่างก็กำลังเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าได้อย่างถูกต้องมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป การเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าได้นั้นเราต้องเปิดใจออกยอมรับการเปลี่ยน แปลงรูปแบบและวิธีการนมัสการตามแบบอย่างในพระคัมภีร์ เราไม่ควรยึดติดกับรูปแบบการนมัสการในอดีตที่เคยกระทำมา หรือยึดติดอยู่กับประเพณีวัฒนธรรมเดิม ค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาในอดีตหรือความเคยชิน เราควรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแสดงออกในการนมัสการพระเจ้าตามรูปแบบพระคัมภีร์ เช่น พระคัมภีร์บอกว่าคริสเตียนสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยการปรบมือ โห่ร้อง หรือกระโดดโลดเต้น แม้เราถูกปลูกฝังมาให้นมัสการแบบเงียบสงบสำรวมกิริยาท่าทาง เราควรเปิดใจออกยอมรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนมัสการในชีวิตให้เป็นไปตามแบบพระคัมภีร์ เราไม่ควรเขินอายที่จะนมัสการพระเจ้าด้วยวิธีดังกล่าว หรือคัดค้านการนมัสการตามรูปแบบพระคัมภีร์ เพียงเพราะขัดกับวัฒนธรรมเดิมที่ได้รับการปลูกฝังมา
การนมัสการ เรื่องหลักที่ผู้เชื่อทุกคนจะกระทำในสวรรค์
คริสเตียนเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มั่นใจในความเชื่อที่ไม่เป็นเพียงความเชื่อลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะมีวันสิ้นสุดโลก และในวันนั้นพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สองเพื่อมารับคริสเตียนขึ้นไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ ณ ที่ซึ่งกิจกรรมหลักที่คริสเตียนทุกคนพึงกระทำคือการนมัสการพระเจ้า ยอห์นได้รับการสำแดงจากพระเจ้าให้เห็นภาพต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวาระสุดท้ายของโลก รวมทั้งภาพของการนมัสการบนสวรรค์ด้วย ในนิมิตที่ท่านเห็นนั้นท่านเห็นเหล่าทูตสวรรค์และผู้เชื่อจำนวนมากร่วมกันนมัสการพระเจ้าตลอดเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง “ สัตว์ทั้งสี่นั้นมีปีกหกปีกและมีตาทั้งรอบนอกและข้างใน และสัตว์เหล่านั้นร้องตลอดวันตลอดคืนไม่ได้หยุดเลยว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และผู้ซึ่งจะเสด็จมา" ” (วิวรณ์ 4:8) ในวิวรณ์ 7:9-12 ยอห์นได้บรรยายภาพต่อไปว่า “ต่อจากนั้นมา ข้าพเจ้าก็มองดู และ ดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า "ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก"และทูตสวรรค์ทั้งปวงที่ยืนรอบพระที่นั่ง รอบผู้อาวุโส และรอบสัตว์ทั้งสี่นั้น ก้มลงกราบหน้าพระที่นั่ง และนมัสการพระเจ้าและกล่าวว่า "อาเมนความสรรเสริญ พระสิริ ปัญญา คำโมทนา พระเกียรติ อำนาจ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน"” ดังนั้น ถ้าเราไม่ชอบที่จะนมัสการพระเจ้าและอยู่ร่วมกับผู้คนจำนวนมาก แต่ชอบที่จะอยู่คนเดียวตามลำพัง เมื่ออยู่บนสวรรค์เราคงจะรู้สึกอึดอัดน่าดูที่จะต้องนมัสการพระเจ้าร่วมกับผู้อื่นมากมาย แต่สำหรับคนที่รักการนมัสการแล้ว สวรรค์คงเป็นความสุขอย่างสุดใจที่ไม่มีสิ่งใดจะสามารถมาเทียมเทียบได้ เพราะเป็นที่ที่เราจะได้นมัสการพระเจ้าตลอดวันเวลา ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ขณะนี้ เพราะเมื่อเราอยู่บนสวรรค์แล้วเราจะนมัสการพระเจ้าได้อย่างมีความสุขที่สุด
|