• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
ความสำคัญของการนมัสการ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

ความสำคัญของการนมัสการ


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน


" การนมัสการนับเป็นวาระหนึ่งที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยจะปฏิบูรณะขึ้นในชีวิตของคริสเตียนทั้งในภาพส่วนตัวและภาพส่วนรวมในคริสตจักร "

ในช่วงเวลาปัจจุบันที่เรียกว่ายุคโลกาภิวัฒน์นั้น หลายคนกำลังตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงสภาพของสังคมขนานใหญ่จากสังคมอุตสาหกรรมในคลื่นลูกที่สองไปสู่สังคมเทคโนโลยีทางสารสนเทศในคลื่นลูกที่สามเทคโนโลยีทุกสาขากำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ล้ำหน้าจนหลายคนตามไม่ทันและรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนหลงยุค


สำหรับคริสเตียนแล้ว ยุคนี้นับได้ว่าเป็นยุคที่น่าตื่นเต้นที่สุดในตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  เพราะเป็ยุคแห่งการฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ของพระเจ้าตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะว่า  จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานของพระองค์ผ่านคริสตจักรทั่วโลก  พระองค์กำลังปฏิบูรณะสัจธรรมความจริงในพระวจนะที่ถูกทำให้เลือนลางไปตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักร  เหตุเพราะใจที่ไม่ตอบสนองของคริสเตียนในบางยุคให้กลับคืนสู่คริสตจักรของพระองค์  เพื่อคริสตจักรของพระองค์จะเป็นคริสตจักรที่มีสง่าราศี  และสำแดงพระลักษณะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่ง


การนมัสการนับเป็นวาระหนึ่งที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยจะปฏิบูรณะขึ้นในชีวิตของคริสเตียนทั้งในภาพส่วนตัวและภาพส่วนรวมในคริสตจักร เพราะการนมัสการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในชีวิตของคริสเตียนที่จะขาดเสียไม่ได้  เพราะหากคริสเตียนไม่ได้นมัสการพระเจ้าแล้ว  ก็จะทำให้เกิดความพิกลพิการในฝ่ายวิญญาณขึ้น  คริสเตียนจึงต้องเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจ นั่นคือการนมัสการตามหลักการพระคัมภีร์ ทั้งนี้เพราะพระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงรูปแบบและวิธีการนมัสการอย่างถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  เหตุฉะนั้น  คริสเตียนจึงไม่ควรเป็นคนที่ละเลย  ไม่เอาใจใส่และขาดความมั่นใจในเรื่องของการนมัสการ  แต่ควรที่จะศึกษาการนมัสการอย่างจริงจังจนมีความเข้าใจอย่างถ้วนถี่  เพื่อจะได้นมัสการอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงสมควรได้รับพระเกียรติและเพื่อให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์


ในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ  เยเรมีย์ได้อธิษฐานวิงวอนเพื่อขอพระกรุณาจากพระเจ้าในการปฏิบูรณะการนมัสการ  เนื่องจากเวลานั้นชนชาติอิสราเอลกำลังตกอยู่ในสภาพของการเป็นเชลย  พวกเขาถูกข่มเหงอย่างแสนสาหัส  ขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต  กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายย่อยยับ  สมบัติของมีค่าต่าง ๆของอิสราเอลได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น  และในท่ามกลางความวิปโยคโศกเศร้าเช่นนี้คนอิสราเอลได้คร่ำครวญถึง 2 สิ่งที่สูญหายไป  และต้องการให้พระเจ้าทรงปฏิบูรณะ นั่นคือ ดนตรีและความชื่นชมยินดี


ในเพลงคร่ำครวญ 5:13-16 ได้บรรยายภาพตอนนั้นว่า “พวกคนหนุ่มถูกบังคับให้โม่แป้ง  และพวกเด็กต้องแบกฟืนหนักล้มลุกคลุกคลาน พวกผู้ใหญ่หายตัวไปจากประตูเมือง พวกคนหนุ่มได้หยุดดีดสีตีเป่าแล้วความปลาบปลื้มก็ประลาตไปจากใจของพวกข้าพระองค์สิ้น การเต้นรำของพวกข้าพระองค์กลายเป็นการร่ำไห้มงกุฎได้ร่วงหล่นจากศีรษะข้าพระองค์แล้ว  วิบัติแก่พวกข้าพระองค์เพราะพวกข้าพระองค์กระทำบาปไว้”


ความเสื่อมสูญทางดนตรีในครั้งนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้เกิดขึ้น เพื่อชนชาติอิสราเอลจะหันกลับจากบาป  และวิงวอนต่อพระองค์ให้รื้อฟื้นอิสราเอลกลับคืนสู่สภาพดีอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยของเยเรมีย์การเล่นดนตรีเป็นงานที่มีเกียรติและสำคัญมาก  คนที่ทำหน้าที่ในการร้องเพลงและเล่นดนตรีถวายแด่พระเจ้านั้น  จำเป็นต้องมีชีวิตที่ดีอยู่ในมาตรฐาน  พวกเขาต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  และจะต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ตลอดชีวิตเพราะเป็นสิ่งสำคัญนั่นแสดงว่าการนมัสการเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นความสำคัญมาก

 

การนมัสการ  น้ำพระทัยดั้งเดิมของพระเจ้าสำหรับมนุษย์

คงเป็นเรื่องแปลก  หากบางคนซื้อตู้เย็นมาไว้เพื่อเก็บรองเท้า  เพราะไม่รู้ว่าตู้เย็นมีไว้เพื่ออะไร  ของอะไรก็ตามจะใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของคนที่ประดิษฐ์ของชิ้นนั้นขึ้นมา  แรกเริ่มเดิมทีที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์คู่แรกขึ้นมานั้น  พระองค์ทรงสร้างเพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่ง  คือให้มนุษย์นมัสการพระองค์  เมื่อกล่าวเช่นนี้หลายคนอาจจะคิดว่าพระเจ้าคงต้องการคำป้อยอหรือต้องการได้รับเกียรติเหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ในโลกเป็น  ทั้ง ๆ ที่พระองค์ไม่เป็นเช่นนั้นเลย  เพราะการนมัสการทำให้มนุษย์เองเป็นฝ่ายที่จะได้รับพระพรดังที่จะกล่าวต่อไป


เมื่อพระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวาขึ้นนั้น  พระองค์ทรงเสด็จมาร่วมสามัคคีธรรมกับพวกเขาทั้งสอง  แม้พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจน  เราก็เชื่อว่าเขาทั้งสองต้องได้ร่วมกันนมัสการพระเจ้า  และเขาทั้งสองนมัสการพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบเพราะอยู่ในสภาพไม่มีบาป  การนมัสการของอาดัมและเอวานั้นเป็นการนมัสการพระเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน  พวกเขาไม่ได้จัดการประชุมนมัสการพระเจ้าไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก  แต่สิ่งที่พิเศษสุดคือ  พวกเขานมัสการพระเจ้าด้วยชีวิตของเขาตลอดเวลา  จวบจนกระทั่งเมื่อพวกเขาถูกล่อลวงและล้มลงในความบาป  เขาทั้งสองจึงต้องถูกแยกจากพระเจ้าและสูญเสียสิทธิในการนมัสการพระเจ้า  เพราะความบาปนี่เองทำให้มนุษย์ถูกแยกจากพระเจ้า  ไม่สามารถนมัสการพระองค์ได้อีกต่อไป หลายคนอาจจะเป็นคนที่มีน้ำเสียงไพเราะเพราะพริ้งและดูเหมือนว่าจะสามารถร้องเพลงนมัสการได้อย่างดีเยี่ยม  ยากที่จะหาใครมาประชันได้  นั่นก็ไม่ถือว่าเป็นการนมัสการพระเจ้า  การถูกระงับสิทธิในการนมัสการนับเป็นการสูญเสียสิทธิพิเศษอย่างรุนแรง


แท้จริงการนมัสการพระเจ้าด้วยเสียงเพลงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ เราเห็นว่าแม้กระทั่งคนบาปก็ยังชอบร้องเพลง  ปัจจุบันอุตสาหกรรมดนตรีเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ดึงดูดคนจำนวนมากให้หลงใหล  วัยรุ่นต่างคลั่งไคล้ในการดูคอนเสริต์ไม่ว่าจะเป็นคอนเสริต์ไทยหรือเทศ  แม้จะต้องเสียเงินราคาแพงเท่าใดในการซื้อบัตรเข้าชมก็ยอม  นี่ก็ส่อแววให้เห็นว่าในส่วนลึกของมนุษย์ต้องการที่จะนมัสการพระเจ้า  แต่เพราะไม่รู้จักพระเจ้าเนื่องด้วยความบาปก็หันไปนมัสการสิ่งอื่นแทน  จวบจนกระทั่งเมื่อพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงวายพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่มนุษย์จากความบาปให้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า มนุษย์จึงสามารถนมัสการพระเจ้าได้ดังเดิม คริสเตียนจึงควรดำเนินชีวิตในการนมัสการพระเจ้าเป็นปกติประจำวันในชีวิตเหมือนอาดัมก่อนทำบาปที่สามัคคีธรรมกับพระเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติทุกวัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการนมัสการเป็นสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาในชีวิตของคริสเตียนทุกคน  และพระเจ้าทรงแสวงหาคนที่จะนมัสการพระองค์อย่างถูกต้องดังที่พระเยซูได้ตรัสกับหญิงสะมาเรียใน ยอห์น 4:23-24 ว่า“ แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว  และบัดนี้ก็ถึงแล้ว  คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา  ด้วยจิตวิญญาณและความจริง  เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ  และผู้ที่นมัสการพระองค์  ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง ”

 

การนมัสการ  การแสดงออกถึงการเห็นคุณค่าของพระเจ้า

คนเราเมื่อรักใคร่ชอบพอใครมักจะนึกถึงคนรักเป็นประจำ  ถ้าเป็นกวีก็คงจะแต่งบทกลอนพรรณนาถึงความลึกซึ้งในความรักที่ตนมีต่อคู่รัก  ถ้าเป็นนักดนตรีก็คงจะแต่งบทเพลงที่บรรยายถึงความรู้สึกในใจที่มีต่อคนรัก  สำหรับคริสเตียนเราแสดงออกถึงความรักและการเห็นคุณค่าพระเจ้าด้วยการนมัสการพระองค์   การนมัสการเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพันที่คริสเตียนมีต่อพระเจ้า  อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงการเห็นคุณค่าของพระเจ้าผู้ทรงสมควรได้รับการนมัสการเพราะเราเห็นคุณค่าของพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง  เราจึงอดไม่ได้ที่จะต้องพรรณนาถึงคุณค่าของพระเจ้าที่มีต่อเราเป็นเสียงเพลงในการนมัสการ  การนมัสการจึงไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรมหรือพิธีการที่มาจากการบีบบังคับตัวเองให้ทำหรือฝืนใจทำ  ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติภายนอกที่ดูดีอย่างมีมารยาทที่ในที่ประชุม  แต่เป็นความเต็มใจของเราที่อยากจะนมัสการพระเจ้าเพราะเห็นคุณค่า จนอดไม่ได้ที่จะต้องนมัสการพระองค์เหมือนการที่เราเห็นคุณค่าของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์บางคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ  อุทิศตัวเพื่อประโยชน์ให้กับคนในประเทศชาติ  จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องยกย่องถึงคุณงามความดีที่ท่านเหล่านั้นทำ


กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงนับว่าเป็นสหายของพระองค์  เพราะเป็นผู้ที่มีชีวิตพันผูกกับพระเจ้าเป็นอย่างมาก  กษัตริย์ดาวิดเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในพระคัมภีร์ที่มีชีวิตแห่งการนมัสการอย่างแท้จริง  ท่านได้ประพันธ์บทเพลงสดุดีไว้จำนวนมากที่ร้องออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกภายในใจที่รู้จักพระเจ้าและเห็นคุณค่าของพระองค์ ทุกครั้งที่เราอ่านบทเพลงสดุดีเราจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์อันลึกซึ้งในการรู้จักพระเจ้าของท่าน  ดังเช่นในสดุดี 103:1-2 ที่ท่านร้องว่า “จิตใจของข้าเอ๋ย  จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า  จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์จิตใจของข้าเอ๋ย  จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า  และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์”  ในสมัยของพระเยซู  คนจำนวนมากเห็นคุณค่าของพระเยซูที่ทรงมีชีวิตที่ทุ่มเท เสียสละเพื่อช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก  พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของพระองค์ในการเยียวยารักษาคนที่เจ็บป่วยทั้งฝ่ายร่างกาย  จิตใจ  และจิตวิญญาณ  พระองค์ทรงรักและห่วงใยทั้งคนที่คนอื่นนับหน้าถือตา  และคนที่สังคมรังเกียจไม่คบค้าสมาคมด้วย  นางมารีย์เป็นผู้หนึ่งที่เห็นคุณค่าของพระเยซู  เธอได้นำผอบน้ำหอมนารดาที่มีราคาแพงมากมาชโลมที่พระบาทของพระเยซู  และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ (มัทธิว 26:6-13; มาระโก 14:3-9; ยอห์น12:1-8) เธอเก็บสะสมเงินทองที่เธอทำงานตลอด 1 ปีเต็ม เพื่อนำไปซื้อน้ำหอมมาปรนนิบัติพระเยซูอย่างไม่คิดเสียดาย  เพราะเธอซาบซึ้งในพระคุณของพระเยซูที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทองที่เธอทำงานหามาได้  เธอรู้สึกว่าพระเยซูมีคุณค่ามากกว่าทุกสิ่งในชีวิตของเธอ  จึงยินดีและเต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเยซูผู้ที่เธอรัก  และพระเยซูทรงพอพระทัยในสิ่งที่เธอได้กระทำต่อพระองค์  เราเองก็คงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้  เราอาจเคยเห็นคุณค่าของสิ่งของบางอย่างที่อาจเป็นเสื้อผ้า  เครื่องประดับ  หรืออาจเป็นรถยนต์คันงาม  แม้จะมีราคาแพงสักเท่าไร  ขอเพียงแต่เราเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น เราก็จะพยายามทุกวิถีทางเก็บหอมรอบริบ  ทำงานเก็บสะสมแม้ยากลำบาก  เพื่อซื้อสิ่งของเหล่านั้นที่เราเห็นคุณค่า  ถ้าคริสเตียนได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้าและบอกคนทั้งหลายว่า  พระเจ้าเป็นผู้ที่มีคุณค่ามากที่สุดของตนแล้ว  คริสเตียนจะอดที่จะไม่นมัสการพระเจ้าด้วยทุกสิ่งในชีวิตได้อย่างไร  เราย่อมต้องยินดีเสียสละทุกสิ่งในชีวิตเพื่อนมัสการผู้ที่เรารักและเห็นคุณค่ามากที่สุดในชีวิต

 

การนมัสการ   สิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

คงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะมีอายุยืนมากเกินสมควรที่จะรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ เราทุกคนควรจะมีใจกระตือรือร้นในการขวนขวายเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้นเพื่อเราจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการเรียน การทำงาน  และการทำทุกสิ่งในชีวิต  มากยิ่งไปกว่านั้น  การนมัสการก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเช่นกัน


แท้จริง  คริสเตียนทุกคนกำลังเรียนรู้การนมัสการบนโลกนี้เพื่อที่จะนำไปใช้ในการนมัสการบนสวรรค์    เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมารับเราในฐานะเจ้าสาวเพื่อไปอยู่กับพระองค์  เหตุฉะนั้น  เราจึงควรมีใจกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาการนมัสการในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน  ไม่มีคริสเตียนผู้ใดสามารถพูดได้ว่า “ข้าพเจ้านมัสการพระเจ้า สูงสุดแล้ว”  หรือ “ข้าพเจ้าเรียนรู้จักการนมัสการจนหมดสิ้นแล้ว  ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มอีก”  เช่นเดียวกับการที่เรามีความสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่ง  เราไม่สามารถพูดได้ว่าเรารู้จักเขาหมดทุกเรื่องแล้ว  คงพูดได้แต่ว่าเรารู้จักเขามากขึ้นตามจำนวนปีที่รู้จักกัน  ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร  และเราได้ใช้เวลากับเขามากเท่าไร  เราก็ยิ่งรู้จักเขามากขึ้นเท่านั้น  ในทำนองเดียวกัน ไม่มีใครที่จะเข้าใจการนมัสการอย่างถ่องแท้แล้ว  เพราะการนมัสการเป็นเรื่องของประสบการณ์มากกว่าความรู้ความเข้าใจ  และเราทุกคนต่างก็กำลังเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าได้อย่างถูกต้องมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป การเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าได้นั้นเราต้องเปิดใจออกยอมรับการเปลี่ยน แปลงรูปแบบและวิธีการนมัสการตามแบบอย่างในพระคัมภีร์  เราไม่ควรยึดติดกับรูปแบบการนมัสการในอดีตที่เคยกระทำมา  หรือยึดติดอยู่กับประเพณีวัฒนธรรมเดิม  ค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาในอดีตหรือความเคยชิน  เราควรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแสดงออกในการนมัสการพระเจ้าตามรูปแบบพระคัมภีร์ เช่น พระคัมภีร์บอกว่าคริสเตียนสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยการปรบมือ  โห่ร้อง  หรือกระโดดโลดเต้น  แม้เราถูกปลูกฝังมาให้นมัสการแบบเงียบสงบสำรวมกิริยาท่าทาง  เราควรเปิดใจออกยอมรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนมัสการในชีวิตให้เป็นไปตามแบบพระคัมภีร์ เราไม่ควรเขินอายที่จะนมัสการพระเจ้าด้วยวิธีดังกล่าว หรือคัดค้านการนมัสการตามรูปแบบพระคัมภีร์ เพียงเพราะขัดกับวัฒนธรรมเดิมที่ได้รับการปลูกฝังมา

 

การนมัสการ  เรื่องหลักที่ผู้เชื่อทุกคนจะกระทำในสวรรค์

คริสเตียนเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มั่นใจในความเชื่อที่ไม่เป็นเพียงความเชื่อลม ๆ แล้ง ๆ  ว่าจะมีวันสิ้นสุดโลก  และในวันนั้นพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สองเพื่อมารับคริสเตียนขึ้นไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ ณ ที่ซึ่งกิจกรรมหลักที่คริสเตียนทุกคนพึงกระทำคือการนมัสการพระเจ้า ยอห์นได้รับการสำแดงจากพระเจ้าให้เห็นภาพต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวาระสุดท้ายของโลก  รวมทั้งภาพของการนมัสการบนสวรรค์ด้วย  ในนิมิตที่ท่านเห็นนั้นท่านเห็นเหล่าทูตสวรรค์และผู้เชื่อจำนวนมากร่วมกันนมัสการพระเจ้าตลอดเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง   “ สัตว์ทั้งสี่นั้นมีปีกหกปีกและมีตาทั้งรอบนอกและข้างใน  และสัตว์เหล่านั้นร้องตลอดวันตลอดคืนไม่ได้หยุดเลยว่า  "บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด  ผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน  ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน  และผู้ซึ่งจะเสด็จมา" ” (วิวรณ์ 4:8)  ในวิวรณ์ 7:9-12 ยอห์นได้บรรยายภาพต่อไปว่า  “ต่อจากนั้นมา  ข้าพเจ้าก็มองดู  และ  ดูเถิด  คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์  ทุกชาติทุกภาษา  คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว  ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง  และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า  "ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง  และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก"และทูตสวรรค์ทั้งปวงที่ยืนรอบพระที่นั่ง  รอบผู้อาวุโส  และรอบสัตว์ทั้งสี่นั้น  ก้มลงกราบหน้าพระที่นั่ง  และนมัสการพระเจ้าและกล่าวว่า  "อาเมนความสรรเสริญ  พระสิริ  ปัญญา  คำโมทนา  พระเกียรติ  อำนาจ  และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์  อาเมน"”  ดังนั้น  ถ้าเราไม่ชอบที่จะนมัสการพระเจ้าและอยู่ร่วมกับผู้คนจำนวนมาก  แต่ชอบที่จะอยู่คนเดียวตามลำพัง  เมื่ออยู่บนสวรรค์เราคงจะรู้สึกอึดอัดน่าดูที่จะต้องนมัสการพระเจ้าร่วมกับผู้อื่นมากมาย  แต่สำหรับคนที่รักการนมัสการแล้ว  สวรรค์คงเป็นความสุขอย่างสุดใจที่ไม่มีสิ่งใดจะสามารถมาเทียมเทียบได้  เพราะเป็นที่ที่เราจะได้นมัสการพระเจ้าตลอดวันเวลา  ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ขณะนี้  เพราะเมื่อเราอยู่บนสวรรค์แล้วเราจะนมัสการพระเจ้าได้อย่างมีความสุขที่สุด