• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
ผลที่เกิดขึ้นเมื่อนมัสการ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

ผลที่เกิดขึ้นเมื่อนมัสการ


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน



การนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง นอกจากจะเป็นสิ่งที่เราสมควรที่จะทำเนื่องด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่เราได้ดูมาก่อนหน้านี้ และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแล้ว การนมัสการยังนำมาซึ่งพระพรมากมายจากพระเจ้าสู่ผู้ที่นมัสการพระองค์ด้วย ทั้งพระพรฝ่ายธรรมชาติในการดำเนินชีวิตและพระพรฝ่ายวิญญาณ ดังต่อไปนี้

การนำมาซึ่งการทรงสถิตของพระเจ้า

คนเรามักจะมีความรู้สึกอุ่นใจ เมื่อมีคนที่ตนมั่นใจได้ว่าจะเป็นแหล่งที่ตนสามารถพึ่งพิง เป็นผู้ช่วยเหลือในทุกโอกาส เป็นผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ด้วยในชีวิต สำหรับคริสเตียนเรารู้สึกอุ่นใจและมั่นใจเมื่อพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา เพราะการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตของคริสเตียนเป็นสิ่งมีความสำคัญ และเป็นหลักประกันสำหรับความสำเร็จทุกด้านในชีวิต ทั้งนี้ เมื่อพระเจ้าสถิตอยู่กับผู้ใดผู้นั้นจะเกิดผลในทุกสิ่งที่กระทำอย่างเกินธรรมชาติ ดังเช่นตัวอย่างของอิสอัค เมื่อพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน ท่านก็จำเริญขึ้นในอาชีพการงานจนกลายเป็นคนที่มั่งคั่งร่ำรวยอย่างมาก (ปฐมกาล 26 :12 – 16,18) หรือชีวิตของโยเซฟที่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก แม้ว่าท่านจะถูกพวกพี่ชายกลั่นแกล้งโดยขายให้กับพ่อค้าชาวมีเดียน แต่เพราะโยเซฟเป็นคนที่รักพระเจ้าและพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน พระเจ้าจึงทรงอวยพรท่านให้เจริญขึ้นในการงานที่ท่านได้กระทำเมื่อเป็นทาสในประเทศอียิปต์

ปฐมกาล 39:3-4 ได้บันทึกเรื่องราวของโยเซฟว่า  “ นายก็เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ  และพระเจ้าทรงโปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมากในมือของโยเซฟ โยเซฟรับใช้ถูกใจนาย  นายก็ตั้งให้เป็นผู้ดูแลการงานในบ้าน  และมอบทรัพย์สิ่งของทั้งปวงไว้ในความดูแลของโยเซฟทั้งสิ้น ”  “ ฟาโรห์จึงตรัสกับโยเซฟว่า  "เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ทั้งสิ้นแก่ท่าน  จะหาผู้ใดที่มีความคิดดีและมีปัญญาเหมือนท่านก็ไม่ได้  เราจะตั้งท่านไว้ให้ดูแลราชสำนัก  และให้ประชาชนทั้งหลายของเราปฏิบัติตามคำของท่าน  เว้นแต่ฝ่ายพระที่นั่งเท่านั้นเราจะเป็นใหญ่กว่าท่าน” การทรงสถิตของพระเจ้าจึงนำมาซึ่งความจำเริญอย่างล้นหลามแก่ผู้ที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย

แท้จริงแล้ว นัยหนึ่ง เราอาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคริสเตียนทุกคนอยู่แล้ว เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราในทุกเวลา ทุกสถานที่ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เวลาที่เรากำลังนอนเหยียดกายอย่างสบายอยู่บนที่นอนหนานุ่มในห้องนอนของเรา หรือจะเป็นเวลาที่เราเดินช็อปปิ้งกับเพื่อน ๆ ในห้างสรรพสินค้า หรือแม้ว่าที่เราต้องประสบกับปัญหาความยากลำบาก อุบัติเหตุ และแม้ว่าพระองค์เข้ามาใกล้เราเมื่อเราอธิษฐานอ่านพระคัมภีร์ แต่การทรงสถิตที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นการทรงสถิตอย่างเป็นพิเศษเพื่อคอยดูแล ปกป้อง คุ้มครอง สนับสนุนการงานทุกสิ่งที่ทำ การทรงสถิตเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อคนของพระเจ้าร่วมใจการนมัสการพระองค์ ดังเช่นที่บันทึกไว้ใน สดุดี22:3 ว่า “ ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์  พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล” หรือในเหตุการณ์เมื่อซาโลมอนสร้างพระวิหารของพระเจ้าและนมัสการพระองค์ พระเจ้าก็ทรงเสด็จลงมาสถิตอยู่ด้วย ดังบันทึกเหตุการณ์ใน 2พงศาวดาร 5:13-14 ว่า “... และเมื่อเขาร้องขึ้น  พร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่นในการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าว่า "เพราะพระองค์ประเสริฐ  เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์"  พระนิเวศ  คือพระนิเวศของพระเจ้าก็มีเมฆเต็มไปหมด จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้  ด้วยเหตุเมฆนั้น  เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า ”

ก่อนที่คริสเตียนจะทำสิ่งใด จะเริ่มงานชิ้นใด เราจึงมักนมัสการก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นก่อนการเทศนาในคริสตจักร ก่อนการประชุมหรือพิธีการใด ๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นพิธีสมรสหรือกระทั่งพิธีไว้อาลัย คริสเตียนก็จะนมัสการพระเจ้าเสมอ เพื่ออัญเชิญพระเจ้ามาสถิตในการงานนั้น ๆ เพื่อทุกสิ่งที่ทำจะเห็นผลสำเร็จ

การนมัสการนำมาซึ่งการปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่มีฤทธิ์อำนาจไม่จำกัด สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทำไม่ได้จึงไม่มีเลย ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ามีมากเหมือนน้ำปริมาณมหาศาลเหนือเขื่อนใหญ่ ที่รอวันถูกปลดปล่อยออกมา พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจมากนัก แต่หลายครั้งคนของพระเจ้าไม่ได้ทำสิ่งที่เอื้ออำนวยให้ปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าออกมา ทำให้ไม่เห็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า จึงยิ่งทำให้ขาดความเชื่อ และทำให้พระเจ้าไม่สามารถสำแดงสิ่งใดมากยิ่งไปอีก และหนทางในการปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าก็คือหนทางแห่งการนมัสการที่เป็นเหมือนพลังมหาศาลที่สามารถทลายเขื่อนใหญ่ปลดปล่อยกระแสน้ำแห่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่มีพลังในการทลายอุปสรรคทุกสิ่งที่ขวางหน้าอยู่ได้เมื่อประชากรของพระเจ้าพร้อมใจกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนมัสการพระเจ้าพระองค์ทรงเทฤทธิ์อำนาจอย่างไม่จำกัดมาช่วยเหลือประชากรของพระองค์ให้พ้นจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เลวร้ายและดูเหมือนว่าเกินกำลังความสามารถที่มนุษย์ทั่วไปจะกระทำได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว สถานการณ์ทุกสถานการณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับกลายเป็นสถานการณ์ที่ดีได้ เมื่อครั้งที่เปาโลและสิลาสถูกจำคุกที่เมืองฟิลิปปี ด้วยเหตุที่ท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐด้วยใจร้อนรนและถูกต่อต้าน แม้สถานการณ์จะเลวร้ายและอาจไม่ชวนให้นมัสการพระเจ้ามากนักเพราะอยู่ในคุกที่ยากลำบาก และมีสภาพที่แตกต่างจากสภาพของคุกปัจจุบันมากนัก แต่เมื่อท่านทั้งสองไม่ยอมจำนนให้กับสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่กลับร่วมใจกันนมัสการพระเจ้าด้วยสุดใจ พระองค์ทรงปลดปล่อยท่านทั้งสองให้พ้นจากพันธนาการโซ่ตรวนที่จองจำท่านอยู่ พระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวนี้ไว้อย่างชัดเจนใน  กิจการฯ16:25-26 ว่า “ ประมาณเที่ยงคืน  เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า  นักโทษทั้งหลายในคุกก็ฟังอยู่ ในทันใดนั้น  เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน  และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน  เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน” การนมัสการทำให้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสำแดงออก

ในคริสตจักร เมื่อมีการจัดประชุมอธิษฐานรักษาโรค ก่อนการอธิษฐานวางมือรักษาโรคจึงมีการนมัสการก่อนเสมอ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อและความคาดหวังในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และเป็นการทำให้พระเจ้าสามารถปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ในการรักษาโรคได้

การนมัสการนำมาซึ่งการช่วยกู้จากพระเจ้า

สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมแห่งการแข่งขันกัน ทุกคนต่างพยายามถีบตัวเองขึ้นและเหยียบคนอื่นเพื่อจะปีนป่ายในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนให้สูงขึ้นไปอีก ความช่วยเหลือกลายเป็นของมีค่าที่หายากนัก และแม้จะมีหลายคนที่อาจหยิบยื่นความช่วยเหลือของเขามาให้เราได้บ้าง แต่การช่วยเหลือของมนุษย์นั้นก็จำกัด เศรษฐีหลายคนแม้จะเป็นคนมีอันจะกิน แต่เมื่อล้มป่วยลง หลายคนป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง หรือกระทั่งโรคเอดส์ แม้จะมีเงินจำนวนมากมายเพียงไรที่จะจ้างหมอมาเยียวยารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เพราะความสามารถของหมอนั้นก็จำกัด มิหนำซ้ำ หลายครั้ง การช่วยเหลือของมนุษย์ก็ยังเคลือบแฝงไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ การกระทำภายนอกดูเหมือนรักและหวังดี แต่ภายในใจ เตรียมจ้องที่จะฮุบเอาผลประโยชน์ที่พึงจะหาได้หากไม่ระวังตัว อย่างไรก็ตาม แม้ธารน้ำใจของคนเรานับวันจะแห้งขอดลงทุกที แต่ก็ยังมีแหล่งแห่งการช่วยเหลือแหล่งหนึ่งที่ไม่เคยเหือดแห้งไป เป็นแหล่งที่ช่วยกู้เราในทุกสถานการณ์ ช่วยเหลือเราได้อย่างไม่จำกัดและไม่คาดหวังการตอบแทนจากเรา แต่ช่วยเหลือเพราะรักเรา นั่นคือพระเจ้า

ดาวิดเป็นบุคคลหนึ่งทีมีประสบการณ์โชกโชนในการช่วยกู้ของพระเจ้า ด้วยเหตุที่ดาวิดรบชนะโกลิอัท ทำให้คนยกย่องดาวิดมากยิ่งกว่าซาอูล เป็นเหตุให้ซาอูลเกิดความอิจฉาและไล่ล่าชีวิตของดาวิด หลายครั้งหวุดหวิดที่จะถูกคร่าชีวิตเพราะจิตใจที่โหดร้ายของซาอูลที่จะจ้องทำร้ายตนตลอดเวลา ดาวิดได้ร้องบทเพลงที่พรรณนาถึงความไว้วางใจในพระเจ้าผู้เป็นผู้ช่วยของตนใน สดุดี 32:7 ว่า  " พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์  พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก  พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้ " เมื่อเราต้องเผชิญความทุกข์ยากให้เรานมัสการพระเจ้าเถิด แล้วพระองค์จะทรงช่วยกู้เราจากเหตุการณ์ทั้งปวง เหมือนอย่างกษัตริย์ดาวิดที่มีประสบการณ์การช่วยกู้จากพระเจ้า จนสามารถแต่เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าดังกล่าวได้

กษัตริย์เยโฮชาฟัทเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีประสบการณ์ในการช่วยกู้ของพระเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ต้องพบกับศัตรูที่เป็นกองทัพใหญ่บุกมาเพื่อทำสงครามกับชนชาติอิสราเอล พระองค์ได้ถ่อมใจลงแสวงหาพระเจ้าเพื่อพึ่งพาการช่วยเหลือจากพระเจ้า เยโฮชาฟัทได้ใช้ยุทธวิธีในการทำสงครามที่แปลกที่สุดอย่างที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือ พระองค์ได้ทรงจัดรูปขบวนกองทัพโดยให้นักร้องนักดนตรีนำหน้ากองทัพและเมื่อพวกเขาได้ร้องเพลงสรรเสริญนมัสการพระเจ้า พระเจ้าได้ประทานฤทธิ์อำนาจมาช่วยเหลือพระองค์ ดังบันทึกใน  2พงศาวดาร 20:22 ว่า “ และเมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ  พระเจ้าทรงจัดกองซุ่มคอยต่อสู้กับคนอัมโมน  โมอับ  และชาวภูเขาเสอีร์  ผู้ได้เข้ามาต่อสู้กับยูดาห์  ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป ”  ในยามที่เรามีปัญหาและหาคำตอบไม่ได้ ให้เราหันหน้าของเราเข้าหาพระเจ้านมัสการพระองค์ และพระเจ้าจะทรงยื่นพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ มาช่วยกู้เราอย่างแน่นอน

การนมัสการทำให้คนที่ยังไม่เชื่อได้รับการเตรียมใจให้พร้อมรับความรอด

คริสเตียนหลายคนอาจจะมีความคิดว่า การนมัสการจะทำให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าที่เราเชิญชวนมาคริสตจักรรู้สึกตกใจกลัวหรือหนีออกจากคริสตจักร เมื่อเห็นคริสเตียนแสดงอากัปกิริยาต่าง ๆ ในการนมัสการพระเจ้า เพราะรู้สึกไม่คุ้นเคย หรือบางคนอาจจะคิดว่างานประกาศต่าง ๆ ที่คริสตจักรจัดขึ้นไม่จำป็นต้องมีการนมัสการก็ได้ เนื่องจากกลัวว่าผู้ที่มาร่วมงานเป็นครั้งแรกจะตกใจกลัว และไม่กล้าตัดสินใจรับเชื่อ โดยลืมคิดไปว่า ผู้ที่ทำให้คนเปิดใจออกคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานในใจของผู้ที่อยู่ท่ามกลางการนมัสการ หลายคนที่มาเชื่อพระเจ้าได้เล่าคำพยานของตนเองให้ฟังว่า ครั้งแรกที่มาคริสตจักรนั้นรู้สึกประทับใจในเสียงเพลงนมัสการ หลายคนสัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้าได้ตั้งแต่ครั้งแรกในการนมัสการ

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า ในการที่เราจะนำให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าได้มาพบพระเจ้านั้น เราเองเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่แตะใจและทำให้เขาเปิดใจออกคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราจึงควรเปิดโอกาสให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนร่วมในการนำคนให้เปิดใจออกรับความรอด พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า การนมัสการจะทำให้ใจของคนเปิดออก พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำงานในจิตใจของผู้ที่ยังไม่เชื่อให้ยอมรับฟังสัจธรรมความจริงเรื่องพระเจ้า และตัดสินใจเชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าอย่างง่ายดาย ดัง สดุดี 40:3 ได้กล่าวไว้ว่า “ พระองค์ทรงบรรจุเพลงใหม่ในปากข้าพเจ้า  เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา  คนเป็นอันมากจะเห็นและเกรงกลัว  และวางใจในพระเจ้า ”

ด้วยเหตุนี้การนมัสการจึงเป็นการเปิดโอกาสให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในจิตใจของคนได้อย่างเต็มที่ พระองค์จะทรงละลายใจคนที่แข็งกระด้างให้อ่อนนุ่มลง ละลายจิตใจที่ต่อต้านเรื่องราวพระกิตติคุณให้เปิดออกยอมรับเชื่อวางใจในพระเจ้าอย่างง่าย ๆ ดังนั้น ในงานประกาศต่าง ๆ ของคริสตจักรจึงไม่ควรละเลยที่จะมีการนมัสการพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจโดยสมาชิกทุกคนในคริสตจักร เพื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเคลื่อนใจคนเหล่านั้นได้

การนมัสการนำมาซึ่งวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ

โลกของเราเต็มไปด้วยลัทธิปรัชญาความเชื่อต่าง ๆ มากมาย บางความเชื่อก็เชื่อในเรื่องพระเจ้าหรือผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ บางความเชื่อก็ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แม้กระทั่งในท่ามกลางความเชื่อที่เชื่อเรื่องพระเจ้านั้น ก็ยังมีความเห็นเรื่องพระเจ้าที่แตกต่างกันในรายละเอียด หลายคนเชื่อในพระเจ้าที่ตนอธิษฐานพูดคุยด้วย แต่อาจจะไม่เคยได้รับการโต้ตอบจากพระที่ตนเชื่อ กระนั้นก็ยังรักษาความเชื่อของตนไว้ได้อยู่ แต่สำหรับคริสเตียน เราเชื่อในพระเจ้าผู้สามารถโต้ตอบกับเราได้ด้วยและวิธีหนึ่งที่พระเจ้าสามารถตรัสกับเราได้ก็คือการตรัสผ่านคนของพระองค์เหมือนการพูดผ่านไมโครโฟนที่เราเรียกว่า การเผยพระวจนะ  การเผยพระวจนะมักจะเกิดควบคู่กับการนมัสการเสมอ หลายครั้งเมื่อคริสเตียนนมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจโดยการร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่พระเจ้า  พระองค์ก็จะทรงตรัสกับประชากรของพระองค์ผ่านทางการเผยพระวจนะ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของถ้อยคำหนุนน้ำใจหรือเป็นคำพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคต คำเผยพระวจนะเป็นถ้อยคำที่มีผลมากต่อจิตใจของผู้ที่นมัสการ เป็นสิ่งที่ช่วยรื้อฟื้นจิตใจของผู้ที่พระเจ้าตรัสด้วยให้มีความสดชื่นในการดำเนินชีวิตมีกำลังใจในการเผชิญปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งยังให้ทิศทางในอนาคตในการดำเนินชีวิตและการรับใช้อีกด้วย เมื่อเอลีชาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องการรับฟังพระสุรเสียงจากพระเจ้า ท่านได้เรียกหานักดนตรี และเมื่อนักดนตรีเริ่มต้นบรรเลงเพลงนมัสการพระเจ้า พระคำของพระเจ้าก็ลงมาเหนือท่าน และท่านก็เริ่มต้นเผยพระวจนะแก่พระราชาแห่งอิสราเอล เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ใน 2พงศ์กษัตริย์ 3:15-16 ว่า “ ขอทรงนำผู้เล่นเครื่องสายมาให้ข้าพระบาทสักคนหนึ่ง"  และเมื่อผู้เล่นเครื่องสายบรรเลงแล้วฤทธานุภาพของพระเจ้าก็มาเหนือท่าน  และท่านทูลว่า  "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า...” หรือในยุคคริสตจักรสมัยแรกที่เมืองอันทิโอกในระหว่างที่คริสเตียนในเมืองนั้นกำลังนมัสการพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะให้แต่งตั้งบารนาบัสและเซาโลเป็นผู้นำในการทำพระราชกิจของพระเจ้า ดังใน กิจการฯ 13:2ได้กล่าวไว้ว่า  “ เมื่อคนเหล่านั้นกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและถืออดอาหาร  พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า  "จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น" ” การนมัสการจึงเป็นเวลาที่ดีที่เปิดโอกาสให้พระเจ้าตรัสกับคนของพระองค์ได้

การนมัสการนำมาซึ่งการปลดปล่อยฝ่ายวิญญาณ

ดนตรีเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมากทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ดนตรีที่ดีก็มีผลในทางที่ดีต่อสุขภาพและจิตใจของคน ดนตรีไม่ดีหลายครั้งก็ทำลายชีวิตของคน   เคยมีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นจำนวนมากฟังเพลงร็อคที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงร็อคของวงดนตรีหลายวงที่ประกาศว่าตัวเองขายวิญญาณให้กับซาตาน นักดนตรีทุกคนในวงจะต้องนมัสการซาตานก่อนขึ้นเล่นดนตรีเพื่อรับการเจิมจากมัน คนที่ฟังดนตรีพวกนี้ก็จะกลายเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง หลายคนเกิดอาการประสาทหลอน หลายคนเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย เพราะอิทธิพลของเพลงพวกนี้ที่ฟัง   ในทางการแพทย์พบว่า ดนตรีที่ดีทำให้จิตใจของคนไข้สบายขึ้น และยังสามารถรักษาโรคบางอย่างได้โดยไม่ต้องใช้ยาแต่ประการใด ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ดนตรีที่มีการเจิมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าจะสามารถปลดปล่อยคนจากการรบกวนของผีวิญญาณชั่ว และสามารถปลดปล่อยคนจากโซ่ตรวจพันธนาการฝ่ายวิญญาณได้ ทำให้คนมีอิสรภาพฝ่ายวิญญาณ ไม่ต้องตกเป็นทาสหรือถูกจำจองโดยผีวิญญาณชั่วอีกต่อไป สดุดี 149:5-8 กล่าวว่า “ ให้ธรรมิกชนลิงโลดในชัยเกียรติ  ให้เขาร้องเพลงด้วยความชื่นบานบนที่นอนของเขาให้การสดุดีอย่างสูงแด่พระเจ้าอยู่ในลำคอของเขา  และให้ดาบสองคมอยู่ในมือของเขา เพื่อทำการแก้แค้นบรรดาประชาชาติ  และทำการลงโทษชนชาติทั้งหลาย  เพื่อเอาตรวนล่ามบรรดาพระราชาของเขา  และเอาเครื่องเหล็กจำจองล่ามบรรดาเจ้านายของเขา ” เพลงนมัสการสำหรับคริสเตียนแล้ว เป็นบทเพลงแห่งการปลดปล่อย แต่สำหรับวิญญาณชั่วแล้ว เพลงนมัสการกลับกลายเป็นเพลงแห่งความเจ็บปวด ทุรนทุราย  ทุกครั้งที่มีการนมัสการ ผีมารซาตานจะรู้สึกทนทุกข์ทรมานมาก มารจึงกลัวการนมัสการของพระเจ้าดังตัวอย่างของกษัตริย์ซาอูล ใน 1ซามูเอล 16:23 ที่กล่าวถึงว่าพระองค์ทรงถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง และต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก แต่เมื่อดาวิดได้บรรเลงดนตรีให้พระองค์ฟัง พระองค์ก็หายเป็นปกติ หลายครั้ง เมื่อมีการขับผีที่เข้าสิงคน เพียงแต่นมัสการพระเจ้าเท่านั้นเอง ผีร้ายก็จะดิ้นทุรนทุรายมาก จนต้องหนีออกจากร่างของคนนั้นทันที เพราะไม่สามารถทนฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้            

การนมัสการนำมาซึ่งชัยชนะเหนือจิตใจที่ท้อถอย

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ และทุกคนต้องการกำลังใจ เพราะกำลังใจเป็นเสมือนน้ำมันที่หล่อลื่นให้ชีวิตของเราดำเนินไปได้ด้วยกำลังที่ไม่เคยหมดสิ้น  ในการดำเนินชีวิตของคริสเตียน พระเจ้าไม่เคยสัญญากับเราว่าชีวิตของเราจะราบรื่นปราศจากปัญหาใด ๆ เหมือนถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนคิดตรงกันข้าม เราต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมายทุกวัน ทั้งปัญหาในการรับใช้ ปัญหาในการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ หลายครั้งในยามที่เราอ่อนแอ มารมักจะใช้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มาบั่นทอนจิตใจเราทีละเล็กทีละน้อย จะทำให้เราเกิดความท้อถอยไม่มีกำลังใจในการทำงาน ไม่อยากที่จะลุกขึ้นจากการนอนจมปลักอยู่ในกองพะเนินของปัญหาอันหนักหน่วงที่พร้อมใจกันโถมทับลงมานั้น ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับปัญหาใด ๆ อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางปัญหาเช่นนั้น พระเจ้าก็ทรงปรารถนาให้คริสเตียนมีกำลังใจอยู่เสมอในการดำเนินชีวิตการนมัสการพระเจ้าจะช่วยขับไล่ความท้อถอยออกไปจากจิตใจของเรา จะกระทำให้เรามีกำลังใจในทางที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ได้ ดังที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่า “ และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า  และพระราชาทั้งหลาย  ยังความสุกใสแห่งการขึ้นของเจ้า ”  ( อิส-ยาห์ 60:3 )           

ครั้งหน้า เมื่อเราเผชิญกับปัญหาและรู้สึกท้อถอยใจ แทนที่เราจะวิ่งหนีจากปัญหาที่เผชิญและแกล้งทำเป็นลืมมันเสีย หันไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อคลายเครียดด้วยการดูหนังฟังเพลงที่หาสาระไม่ได้และไม่เคยช่วยเราอย่างแท้จริง ให้เราหันหน้าเข้ามาหาพระเจ้าด้วยการนมัสการพระองค์ดีกว่า อัญเชิญพระเจ้าให้เสด็จเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิสังขรณ์ชีวิตของเรา เพื่อจิตวิญญาณที่เหือดแห้งของเราจะได้รับการรดน้ำฝ่ายวิญญาณให้ชุ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อนั้น เราจะกลายเป็นคนที่ไม่เคยหมดกำลังในพระเจ้าเลย

การนมัสการนำมาซึ่งสันติสุขใจจิตใจ

คงไม่มีใครที่อยากมีแต่ความทุกข์ใจ แม้คนที่ยอมยากลำบากในการทำมาหากินทำงานหนักตัวเป็นเกลียว ก็ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อจะแลกกับเงินที่คิดว่าจะซื้อหาความสุขได้ ทุกคนในโลกนี้ล้วนอยากมีแต่ความสุขกายสบายใจทั้งสิ้น และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองเกิดความพึงพอใจ แต่ใครเล่าจะสามารถมีความสุขสมหวังได้อย่างที่คิดหมายไว้
คนทั่วไปที่ไม่รู้จักพระเจ้ามักจะมีวิธีการแสวงหาความสุข โดยการไปชมภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยดาราที่ตนเองโปรดปราน หรือนั่งฟังเพลงที่ตนเองชื่นชอบกับเพื่อนฝูง พร้อมกับเสพสุราของมึนเมาต่าง ๆ บางคนต้องลงทุนใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจะทำให้ตนเองได้รับความสุขแต่แท้จริงความสุขจากสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความสุขเพียงชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานความสุขเหล่านั้นก็จะสูญหายไปหมดสิ้นเหมือนหมอกที่จางหายไปในยามสาย มิหนำซ้ำ หลายคนต้องหมดตัวเพราะถลุงเงินไปกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จนหมดสิ้น บางคนหอบหิ้วเอาโรคภัยไข้เจ็บกลับบ้านด้วยแต่เราปรารถนาจะพบกับความสุขที่แท้จริง ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเข้ามาแสวงหาพระเจ้า เข้ามานมัสการพระองค์ด้วยความจริงใจ เพราะ   “ ความสุขเป็นของบุคคลที่อาศัยในพระนิเวศของพระองค์เขาร้องเพลงสรรเสริญพระองค์เสมอ ” (สดุดี 84:4) เราจะพบกับขุมทรัพย์แห่งความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขถาวรที่อยู่กับเราตลอดไป โดยที่เราไม่จำเป็นต้องสูญเสียเงินทองจำนวนมากมายในการที่จะซื้อหาความสุขเหล่านี้ เป็นความสุขที่เรามีได้ตลอดเวลา ในทุกสถานที่ คริสเตียนจึงกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดโดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ใดในชีวิต

การนมัสการนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตเหมือนพระลักษณะพระเจ้า

คงไม่มีใครที่คิดใฝ่ฝันหรือตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าอยากจะเป็นโจร หรือมีนิสัยเกเรเป็นอันธพาล ทุกคนอยากเป็นคนดีทั้งสิ้น อยากมีนิสัยดี เป็นที่รักใคร่ของคนอื่นแต่หลายครั้ง การพยายามควบคุมตัวเองทำตัวให้เป็นคนดีก็เป็นสิ่งที่ยากนัก บางทีทำได้ไม่นาน นิสัยเก่าก็โผล่ขึ้นมา เราจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ถาวรก็ต่อเมื่อมีพระเจ้าเข้ามาในชีวิต และเพาะลักษณะนิสัยใหม่ให้เกิดขึ้นในตัวเรา

สดุดี 115:8 ได้กล่าวถึงคนที่นมัสการูปเคารพที่สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ว่า “ ผู้ที่ทำรูปเหล่านั้นจะเป็นเหมือนรูปเหล่านั้น  เออ  บรรดาผู้ที่วางใจในรูปเหล่านั้นก็เช่นกัน ” นั่นแสดงว่าเราสามัคคีธรรมกับพระแบบใด เราก็จะเป็นเหมือนพระแบบนั้น ใครก็ตามที่นมัสการพระแห่งสงครามก็จะมีนิสัยดุร้ายและชอบทะเลาะวิวาทกับคนอื่น ใครที่นมัสการพระที่ชอบให้คนมาถวายสิ่งโน้นสิ่งนี้ก็จะเป็นคนที่มีวิญญาณโลภเหมือนพระองค์นั้น ถ้าเรานมัสการ
พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่สูงสุดผู้ทรงเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์และชอบธรรม เราก็จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์และชอบธรรมเหมือนพระเจ้า หลายคนที่มารู้จักกับพระเจ้าจึงมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หลายคนสามารถเลิกบุหรี่เลิกเหล้าได้อย่างง่ายดาย แม้ก่อนที่จะมารู้จักพระเจ้าจะพยายามสักแค่ไหนก็ไม่สามารถเลิกได้ แต่พอมารู้จักพระเจ้ากลับรู้สึกเกลียดเหล้าและบุหรี่เหมือนไม่เคยเสพมาก่อน นี่คือฤทธิ์อำนาจที่เกิดจากการนมัสการพระเจ้า เมื่อเรานมัสการพระเจ้าด้วยการดำเนินชีวิตที่รู้จักพระเจ้าในแต่ละวัน ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนการหว่านเมล็ดพืชลงในดิน เมื่อเวลาผ่านไปเมล็ดที่เราหว่านจะต้องโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ตามพันธุ์ของมันอย่างไม่ต้องสงสัย

คนใดก็ตามที่รู้สึกชีวิตไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง รู้สึกต้องฝืนใจตัวเองมากในการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามน้ำพระทัยพระเจ้า เป็นบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นคนที่ไม่ค่อยได้นมัสการพระเจ้าเท่าไร ทั้งในด้านของการนมัสการด้วยเสียงเพลงและการนมัสการด้วยการดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้า

การนมัสการนำมาซึ่งความเชื่อในพระเจ้า

ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิตคริสเตียน เพราะความเชื่อเป็นเหมือนกุญแจที่ไขประตูแห่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ความเชื่อทำให้พระเจ้าสามารถสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ คนที่มีความเชื่อจึงมักจะมีประสบการณ์ในความไม่จำกัดของพระเจ้า ตรงกันข้าม คนที่ไม่มีความเชื่อก็มักจะมีแต่หลักการแห่งความจริงในสมอง แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความจริงที่ตนรู้ใครก็ตามที่เป็นคนที่มีความเชื่อจึงเป็นคนที่ได้เปรียบ เพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้จะไม่มีเลย

พระเจ้าทรงพอพระทัยผู้ที่มีความเชื่อ ดังที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้กล่าวไว้ว่า  “  แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว  จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย  เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น  ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่  และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ” (ฮีบรู 11:6)  ตรงกันข้ามพระเจ้าทรงไม่พอพระทัยผู้ที่ขาดความเชื่อ

เมื่อครั้งที่พระเยซูทรงใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าสาวกของพระองค์นั้น แม้พระองค์จะทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ต่อหน้าต่อตาเหล่าสาวกหลายครั้งหลายคราแต่บางครั้งพวกเขาก็ขาดความเชื่อทำให้พระเยซูทรงกริ้วและต่อว่าพวกเขา (มัทธิว 8:26) แต่เมื่อนายร้อยมีความเชื่อก็เป็นเหตุให้พระเยซูพอพระทัยยิ่งนัก และทรงรักษาโรคของทาสของเขาได้ (ลูกา 7:9) การนมัสการจะช่วยทำให้เราประจักษ์แจ้งถึงการทรงพระชนม์อยู่ของพระเจ้า เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณและพระองค์อยู่ในสภาพที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ หลายครั้งเราจึงมักจะขาดความเชื่อในการทำการของพระองค์ แต่การนมัสการทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทำให้เรามีความเชื่อในพระเจ้า (อพยพ 15:1-21)