






| ผลที่เกิดขึ้นเมื่อนมัสการ |
|
|
|
| บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ | ||||
การนำมาซึ่งการทรงสถิตของพระเจ้าคนเรามักจะมีความรู้สึกอุ่นใจ เมื่อมีคนที่ตนมั่นใจได้ว่าจะเป็นแหล่งที่ตนสามารถพึ่งพิง เป็นผู้ช่วยเหลือในทุกโอกาส เป็นผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ด้วยในชีวิต สำหรับคริสเตียนเรารู้สึกอุ่นใจและมั่นใจเมื่อพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา เพราะการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตของคริสเตียนเป็นสิ่งมีความสำคัญ และเป็นหลักประกันสำหรับความสำเร็จทุกด้านในชีวิต ทั้งนี้ เมื่อพระเจ้าสถิตอยู่กับผู้ใดผู้นั้นจะเกิดผลในทุกสิ่งที่กระทำอย่างเกินธรรมชาติ ดังเช่นตัวอย่างของอิสอัค เมื่อพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน ท่านก็จำเริญขึ้นในอาชีพการงานจนกลายเป็นคนที่มั่งคั่งร่ำรวยอย่างมาก (ปฐมกาล 26 :12 – 16,18) หรือชีวิตของโยเซฟที่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก แม้ว่าท่านจะถูกพวกพี่ชายกลั่นแกล้งโดยขายให้กับพ่อค้าชาวมีเดียน แต่เพราะโยเซฟเป็นคนที่รักพระเจ้าและพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน พระเจ้าจึงทรงอวยพรท่านให้เจริญขึ้นในการงานที่ท่านได้กระทำเมื่อเป็นทาสในประเทศอียิปต์ การนมัสการนำมาซึ่งการปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่มีฤทธิ์อำนาจไม่จำกัด สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทำไม่ได้จึงไม่มีเลย ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ามีมากเหมือนน้ำปริมาณมหาศาลเหนือเขื่อนใหญ่ ที่รอวันถูกปลดปล่อยออกมา พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจมากนัก แต่หลายครั้งคนของพระเจ้าไม่ได้ทำสิ่งที่เอื้ออำนวยให้ปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าออกมา ทำให้ไม่เห็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า จึงยิ่งทำให้ขาดความเชื่อ และทำให้พระเจ้าไม่สามารถสำแดงสิ่งใดมากยิ่งไปอีก และหนทางในการปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าก็คือหนทางแห่งการนมัสการที่เป็นเหมือนพลังมหาศาลที่สามารถทลายเขื่อนใหญ่ปลดปล่อยกระแสน้ำแห่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่มีพลังในการทลายอุปสรรคทุกสิ่งที่ขวางหน้าอยู่ได้เมื่อประชากรของพระเจ้าพร้อมใจกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนมัสการพระเจ้าพระองค์ทรงเทฤทธิ์อำนาจอย่างไม่จำกัดมาช่วยเหลือประชากรของพระองค์ให้พ้นจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เลวร้ายและดูเหมือนว่าเกินกำลังความสามารถที่มนุษย์ทั่วไปจะกระทำได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว สถานการณ์ทุกสถานการณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับกลายเป็นสถานการณ์ที่ดีได้ เมื่อครั้งที่เปาโลและสิลาสถูกจำคุกที่เมืองฟิลิปปี ด้วยเหตุที่ท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐด้วยใจร้อนรนและถูกต่อต้าน แม้สถานการณ์จะเลวร้ายและอาจไม่ชวนให้นมัสการพระเจ้ามากนักเพราะอยู่ในคุกที่ยากลำบาก และมีสภาพที่แตกต่างจากสภาพของคุกปัจจุบันมากนัก แต่เมื่อท่านทั้งสองไม่ยอมจำนนให้กับสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่กลับร่วมใจกันนมัสการพระเจ้าด้วยสุดใจ พระองค์ทรงปลดปล่อยท่านทั้งสองให้พ้นจากพันธนาการโซ่ตรวนที่จองจำท่านอยู่ พระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวนี้ไว้อย่างชัดเจนใน กิจการฯ16:25-26 ว่า “ ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า นักโทษทั้งหลายในคุกก็ฟังอยู่ ในทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน” การนมัสการทำให้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสำแดงออก การนมัสการนำมาซึ่งการช่วยกู้จากพระเจ้าสังคมทุกวันนี้เป็นสังคมแห่งการแข่งขันกัน ทุกคนต่างพยายามถีบตัวเองขึ้นและเหยียบคนอื่นเพื่อจะปีนป่ายในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนให้สูงขึ้นไปอีก ความช่วยเหลือกลายเป็นของมีค่าที่หายากนัก และแม้จะมีหลายคนที่อาจหยิบยื่นความช่วยเหลือของเขามาให้เราได้บ้าง แต่การช่วยเหลือของมนุษย์นั้นก็จำกัด เศรษฐีหลายคนแม้จะเป็นคนมีอันจะกิน แต่เมื่อล้มป่วยลง หลายคนป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง หรือกระทั่งโรคเอดส์ แม้จะมีเงินจำนวนมากมายเพียงไรที่จะจ้างหมอมาเยียวยารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เพราะความสามารถของหมอนั้นก็จำกัด มิหนำซ้ำ หลายครั้ง การช่วยเหลือของมนุษย์ก็ยังเคลือบแฝงไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ การกระทำภายนอกดูเหมือนรักและหวังดี แต่ภายในใจ เตรียมจ้องที่จะฮุบเอาผลประโยชน์ที่พึงจะหาได้หากไม่ระวังตัว อย่างไรก็ตาม แม้ธารน้ำใจของคนเรานับวันจะแห้งขอดลงทุกที แต่ก็ยังมีแหล่งแห่งการช่วยเหลือแหล่งหนึ่งที่ไม่เคยเหือดแห้งไป เป็นแหล่งที่ช่วยกู้เราในทุกสถานการณ์ ช่วยเหลือเราได้อย่างไม่จำกัดและไม่คาดหวังการตอบแทนจากเรา แต่ช่วยเหลือเพราะรักเรา นั่นคือพระเจ้า การนมัสการทำให้คนที่ยังไม่เชื่อได้รับการเตรียมใจให้พร้อมรับความรอดคริสเตียนหลายคนอาจจะมีความคิดว่า การนมัสการจะทำให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าที่เราเชิญชวนมาคริสตจักรรู้สึกตกใจกลัวหรือหนีออกจากคริสตจักร เมื่อเห็นคริสเตียนแสดงอากัปกิริยาต่าง ๆ ในการนมัสการพระเจ้า เพราะรู้สึกไม่คุ้นเคย หรือบางคนอาจจะคิดว่างานประกาศต่าง ๆ ที่คริสตจักรจัดขึ้นไม่จำป็นต้องมีการนมัสการก็ได้ เนื่องจากกลัวว่าผู้ที่มาร่วมงานเป็นครั้งแรกจะตกใจกลัว และไม่กล้าตัดสินใจรับเชื่อ โดยลืมคิดไปว่า ผู้ที่ทำให้คนเปิดใจออกคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานในใจของผู้ที่อยู่ท่ามกลางการนมัสการ หลายคนที่มาเชื่อพระเจ้าได้เล่าคำพยานของตนเองให้ฟังว่า ครั้งแรกที่มาคริสตจักรนั้นรู้สึกประทับใจในเสียงเพลงนมัสการ หลายคนสัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้าได้ตั้งแต่ครั้งแรกในการนมัสการ การนมัสการนำมาซึ่งวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะโลกของเราเต็มไปด้วยลัทธิปรัชญาความเชื่อต่าง ๆ มากมาย บางความเชื่อก็เชื่อในเรื่องพระเจ้าหรือผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ บางความเชื่อก็ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แม้กระทั่งในท่ามกลางความเชื่อที่เชื่อเรื่องพระเจ้านั้น ก็ยังมีความเห็นเรื่องพระเจ้าที่แตกต่างกันในรายละเอียด หลายคนเชื่อในพระเจ้าที่ตนอธิษฐานพูดคุยด้วย แต่อาจจะไม่เคยได้รับการโต้ตอบจากพระที่ตนเชื่อ กระนั้นก็ยังรักษาความเชื่อของตนไว้ได้อยู่ แต่สำหรับคริสเตียน เราเชื่อในพระเจ้าผู้สามารถโต้ตอบกับเราได้ด้วยและวิธีหนึ่งที่พระเจ้าสามารถตรัสกับเราได้ก็คือการตรัสผ่านคนของพระองค์เหมือนการพูดผ่านไมโครโฟนที่เราเรียกว่า การเผยพระวจนะ การเผยพระวจนะมักจะเกิดควบคู่กับการนมัสการเสมอ หลายครั้งเมื่อคริสเตียนนมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจโดยการร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่พระเจ้า พระองค์ก็จะทรงตรัสกับประชากรของพระองค์ผ่านทางการเผยพระวจนะ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของถ้อยคำหนุนน้ำใจหรือเป็นคำพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคต คำเผยพระวจนะเป็นถ้อยคำที่มีผลมากต่อจิตใจของผู้ที่นมัสการ เป็นสิ่งที่ช่วยรื้อฟื้นจิตใจของผู้ที่พระเจ้าตรัสด้วยให้มีความสดชื่นในการดำเนินชีวิตมีกำลังใจในการเผชิญปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งยังให้ทิศทางในอนาคตในการดำเนินชีวิตและการรับใช้อีกด้วย เมื่อเอลีชาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องการรับฟังพระสุรเสียงจากพระเจ้า ท่านได้เรียกหานักดนตรี และเมื่อนักดนตรีเริ่มต้นบรรเลงเพลงนมัสการพระเจ้า พระคำของพระเจ้าก็ลงมาเหนือท่าน และท่านก็เริ่มต้นเผยพระวจนะแก่พระราชาแห่งอิสราเอล เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ใน 2พงศ์กษัตริย์ 3:15-16 ว่า “ ขอทรงนำผู้เล่นเครื่องสายมาให้ข้าพระบาทสักคนหนึ่ง" และเมื่อผู้เล่นเครื่องสายบรรเลงแล้วฤทธานุภาพของพระเจ้าก็มาเหนือท่าน และท่านทูลว่า "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า...” หรือในยุคคริสตจักรสมัยแรกที่เมืองอันทิโอกในระหว่างที่คริสเตียนในเมืองนั้นกำลังนมัสการพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะให้แต่งตั้งบารนาบัสและเซาโลเป็นผู้นำในการทำพระราชกิจของพระเจ้า ดังใน กิจการฯ 13:2ได้กล่าวไว้ว่า “ เมื่อคนเหล่านั้นกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและถืออดอาหาร พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า "จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น" ” การนมัสการจึงเป็นเวลาที่ดีที่เปิดโอกาสให้พระเจ้าตรัสกับคนของพระองค์ได้ การนมัสการนำมาซึ่งการปลดปล่อยฝ่ายวิญญาณดนตรีเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมากทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ดนตรีที่ดีก็มีผลในทางที่ดีต่อสุขภาพและจิตใจของคน ดนตรีไม่ดีหลายครั้งก็ทำลายชีวิตของคน เคยมีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นจำนวนมากฟังเพลงร็อคที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงร็อคของวงดนตรีหลายวงที่ประกาศว่าตัวเองขายวิญญาณให้กับซาตาน นักดนตรีทุกคนในวงจะต้องนมัสการซาตานก่อนขึ้นเล่นดนตรีเพื่อรับการเจิมจากมัน คนที่ฟังดนตรีพวกนี้ก็จะกลายเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง หลายคนเกิดอาการประสาทหลอน หลายคนเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย เพราะอิทธิพลของเพลงพวกนี้ที่ฟัง ในทางการแพทย์พบว่า ดนตรีที่ดีทำให้จิตใจของคนไข้สบายขึ้น และยังสามารถรักษาโรคบางอย่างได้โดยไม่ต้องใช้ยาแต่ประการใด ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ดนตรีที่มีการเจิมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าจะสามารถปลดปล่อยคนจากการรบกวนของผีวิญญาณชั่ว และสามารถปลดปล่อยคนจากโซ่ตรวจพันธนาการฝ่ายวิญญาณได้ ทำให้คนมีอิสรภาพฝ่ายวิญญาณ ไม่ต้องตกเป็นทาสหรือถูกจำจองโดยผีวิญญาณชั่วอีกต่อไป สดุดี 149:5-8 กล่าวว่า “ ให้ธรรมิกชนลิงโลดในชัยเกียรติ ให้เขาร้องเพลงด้วยความชื่นบานบนที่นอนของเขาให้การสดุดีอย่างสูงแด่พระเจ้าอยู่ในลำคอของเขา และให้ดาบสองคมอยู่ในมือของเขา เพื่อทำการแก้แค้นบรรดาประชาชาติ และทำการลงโทษชนชาติทั้งหลาย เพื่อเอาตรวนล่ามบรรดาพระราชาของเขา และเอาเครื่องเหล็กจำจองล่ามบรรดาเจ้านายของเขา ” เพลงนมัสการสำหรับคริสเตียนแล้ว เป็นบทเพลงแห่งการปลดปล่อย แต่สำหรับวิญญาณชั่วแล้ว เพลงนมัสการกลับกลายเป็นเพลงแห่งความเจ็บปวด ทุรนทุราย ทุกครั้งที่มีการนมัสการ ผีมารซาตานจะรู้สึกทนทุกข์ทรมานมาก มารจึงกลัวการนมัสการของพระเจ้าดังตัวอย่างของกษัตริย์ซาอูล ใน 1ซามูเอล 16:23 ที่กล่าวถึงว่าพระองค์ทรงถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง และต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก แต่เมื่อดาวิดได้บรรเลงดนตรีให้พระองค์ฟัง พระองค์ก็หายเป็นปกติ หลายครั้ง เมื่อมีการขับผีที่เข้าสิงคน เพียงแต่นมัสการพระเจ้าเท่านั้นเอง ผีร้ายก็จะดิ้นทุรนทุรายมาก จนต้องหนีออกจากร่างของคนนั้นทันที เพราะไม่สามารถทนฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้ การนมัสการนำมาซึ่งชัยชนะเหนือจิตใจที่ท้อถอยกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ และทุกคนต้องการกำลังใจ เพราะกำลังใจเป็นเสมือนน้ำมันที่หล่อลื่นให้ชีวิตของเราดำเนินไปได้ด้วยกำลังที่ไม่เคยหมดสิ้น ในการดำเนินชีวิตของคริสเตียน พระเจ้าไม่เคยสัญญากับเราว่าชีวิตของเราจะราบรื่นปราศจากปัญหาใด ๆ เหมือนถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนคิดตรงกันข้าม เราต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมายทุกวัน ทั้งปัญหาในการรับใช้ ปัญหาในการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ หลายครั้งในยามที่เราอ่อนแอ มารมักจะใช้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มาบั่นทอนจิตใจเราทีละเล็กทีละน้อย จะทำให้เราเกิดความท้อถอยไม่มีกำลังใจในการทำงาน ไม่อยากที่จะลุกขึ้นจากการนอนจมปลักอยู่ในกองพะเนินของปัญหาอันหนักหน่วงที่พร้อมใจกันโถมทับลงมานั้น ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับปัญหาใด ๆ อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางปัญหาเช่นนั้น พระเจ้าก็ทรงปรารถนาให้คริสเตียนมีกำลังใจอยู่เสมอในการดำเนินชีวิตการนมัสการพระเจ้าจะช่วยขับไล่ความท้อถอยออกไปจากจิตใจของเรา จะกระทำให้เรามีกำลังใจในทางที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ได้ ดังที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่า “ และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และพระราชาทั้งหลาย ยังความสุกใสแห่งการขึ้นของเจ้า ” ( อิส-ยาห์ 60:3 ) การนมัสการนำมาซึ่งสันติสุขใจจิตใจคงไม่มีใครที่อยากมีแต่ความทุกข์ใจ แม้คนที่ยอมยากลำบากในการทำมาหากินทำงานหนักตัวเป็นเกลียว ก็ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อจะแลกกับเงินที่คิดว่าจะซื้อหาความสุขได้ ทุกคนในโลกนี้ล้วนอยากมีแต่ความสุขกายสบายใจทั้งสิ้น และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองเกิดความพึงพอใจ แต่ใครเล่าจะสามารถมีความสุขสมหวังได้อย่างที่คิดหมายไว้ การนมัสการนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตเหมือนพระลักษณะพระเจ้าคงไม่มีใครที่คิดใฝ่ฝันหรือตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าอยากจะเป็นโจร หรือมีนิสัยเกเรเป็นอันธพาล ทุกคนอยากเป็นคนดีทั้งสิ้น อยากมีนิสัยดี เป็นที่รักใคร่ของคนอื่นแต่หลายครั้ง การพยายามควบคุมตัวเองทำตัวให้เป็นคนดีก็เป็นสิ่งที่ยากนัก บางทีทำได้ไม่นาน นิสัยเก่าก็โผล่ขึ้นมา เราจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ถาวรก็ต่อเมื่อมีพระเจ้าเข้ามาในชีวิต และเพาะลักษณะนิสัยใหม่ให้เกิดขึ้นในตัวเรา การนมัสการนำมาซึ่งความเชื่อในพระเจ้าความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิตคริสเตียน เพราะความเชื่อเป็นเหมือนกุญแจที่ไขประตูแห่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ความเชื่อทำให้พระเจ้าสามารถสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ คนที่มีความเชื่อจึงมักจะมีประสบการณ์ในความไม่จำกัดของพระเจ้า ตรงกันข้าม คนที่ไม่มีความเชื่อก็มักจะมีแต่หลักการแห่งความจริงในสมอง แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความจริงที่ตนรู้ใครก็ตามที่เป็นคนที่มีความเชื่อจึงเป็นคนที่ได้เปรียบ เพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้จะไม่มีเลย
|