• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
นมัสการ”ในความเข้าใจ ของผม PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

นมัสการ ในความเข้าใจ ของผม


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน


เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ถามตนเองว่า ผมเห็นความสำคัญของการนมัสการตั้งแต่เมื่อไร และผมก็สามารถบอกได้ว่า “ไม่ทราบ” แต่ผมก็รู้สึกจริงๆ ว่า การนมัสการก็คือการที่เรารู้จักผู้ที่เรานมัสการ เราเริ่มนมัสการอย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อเราเริ่มรู้จักพระเจ้าที่เรานมัสการ และเมื่อเราโตขึ้นในความสัมพันธ์กับพระองค์ เราก็กลายเป็นผู้ที่นมัสการพระเจ้าโดยไม่รู้ตัวขึ้นมา การเติบโตกับพระเจ้าจะคู่ไปกับกาลเวลาที่ผ่านไป หากเราเป็นคริสเตียนที่ปกติ เพราะเราจะเห็นคุณค่าของพระเยซูมากขึ้น และกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้เราอยากเข้ามาหาพระองค์ และอยากที่จะมีโอกาสพูดคุยและนมัสการ เป็นเรื่องแปลกบางทีในส่วนตัวของเรา บางครั้งเราร้องเพลงไป เราก็รู้สึกซาบซึ้งใจ น้ำตาเราก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะความสัพพันธ์ที่มีต่อพระเจ้า เป็นดังที่เราผูกใจของเราไว้กับพระองค์จนทำให้เป็นประสบการณ์ที่เห็นคุณค่าของพระเจ้า จึงแสดงความรักต่อพระองค์ นมัสการก็คือความรักที่มีต่อพระเจ้าที่แสดงออกมาในความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นจากการที่คนนั้นรู้จักกับพระเจ้า

ดังนั้นไม่มีใครนมัสการพระเจ้าได้ โดยที่เขาไม่รู้จักพระองค์และได้รักพระองค์ นี่คือเหตุที่คนไม่รู้จักพระเจ้า เขาก็พยายามสร้างพระเจ้าขึ้นมาในใจ พยายามสวด กราบไหว้ สิ่งโน้นสิ่งนี้ พยายามสร้างกฎต่างๆ ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เราสัมผัสกับพระเจ้าได้ เนื่องจากเขาไม่รู้จักกับพระองค์ การนมัสการจึงเป็นความสัมพันธ์และการรู้จักกับพระเจ้า นี่คือเหตุที่ถ้ายิ่งเราเป็นคริสเตียนนานเท่าไร เรายิ่งเห็นพระเจ้าชัดเจนมากขึ้น และเมื่อเข้ามาหาพระองค์ สิ่งต่างๆ ในความรู้สึกก็แสดงออกมา ตาใจเราเปิด เรามองเห็นถึงความจริงต่างๆ เกี่ยวกับพระองค์ แม้ในยามที่เราท้อถอย เราก็เข้ามาหาพระองค์ ซบที่ตักของพระองค์ อธิษฐานนมัสการพระองค์ เรากลับออกมาด้วยกำลังและความชื่นชมยินดี เพราะว่าเราได้สัมผัสกับพระเจ้า หรือในเวลาที่เรามีโอกาสอธิษฐานอ่านพระคัมภีร์ เราจะเกิดความเข้าใจพิเศษในฝ่ายวิญญาณ และเราจะซาบซึ้งในพระองค์ สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งจะเสริมทำให้เราได้นมัสการดีขึ้น และชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ความคิด ทัศนคติต่างๆ จะเปลี่ยนแปลง คนที่นมัสการพระเจ้าจะไม่มีทางที่เขาจะเป็นเหมือนเดิม เขาจะเปลี่ยนแปลงไป


ทุกครั้ง ที่เราพบพระเจ้าในการนมัสการจะไม่มีวันที่เราจะเป็นเหมือนเดิม จะเติบโตขึ้นจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น พอเรานมัสการอย่างถูกต้อง เรากลายเป็นคนที่สัมผัสความจริง เรากลายเป็นคนที่รู้จักกับพระเจ้า เราเห็นตัวเราเองเปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น นี้คือเหตุที่ผมไม่สามารถจะเชื่อได้ว่าคนที่มานมัสการแล้ว เขายังคงดำเนินชีวิตเหมือนเดิมต่อไป จริงๆ แล้ว เมื่อเราออกจากการนมัสการชีวิตของเราต้องเปลี่ยนไม่มากก็น้อย และค่อยๆ เปลี่ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นประสบการณ์ของคนที่นมัสการจริงๆ และชีวิตจะเติบโตเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นวันต่อวันๆ อันเกิดจากการสัมผัสกับพระเจ้า การนมัสการจึงเปลี่ยนชีวิตของคน ถ้าหากเราหรือใครก็ตามนมัสการถูกต้อง สิ่งอื่นๆ จะถูกต้องไปด้วยหมด ถ้าเราถูกต้องกับพระเจ้า เราจะถูกต้องกับมนุษย์ ถ้าเราไม่ถูกต้องกับมนุษย์ก็เพราะเราไม่ถูกต้องกับพระเจ้า
ทุกอย่างในชีวิตคริสเตียนจึงรวมศูนย์อยู่ที่การรู้จักกับพระเจ้า และการมีความสัมพันธ์กับพระองค์ โดยผ่านการนมัสการ ถ้าใครนมัสการไม่เป็น เขาจะไม่สามารถดำเนินชีวิตถูกต้องกับพระเจ้าและกับคนอื่นๆ รอบข้างเขาได้ บางคนบอกว่า การนมัสการเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคย เพราะนมัสการทุกวันอาทิตย์ ก็ไม่เห็นจะตื่นเต้นเท่าไร เราก็ร้องเพลงเมื่อเรามานมัสการ ไม่รู้ว่าจะต้องเรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับการนมัสการ แต่จริงๆ แล้ว เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตด้านอื่นๆ ของเราด้วย ถ้าเรานมัสการถูกต้องด้านอื่นๆ ก็จะถูกต้อง ขอพระเจ้าเปิดตาใจของเราให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในการนมัสการ หากเราเข้าใจจริงๆ ในเรื่องนี้ เรื่องอื่นๆ จะง่ายมากขึ้น ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่จะง่าย ปัญหาความทุกข์ระทมต่างๆ จะหลุดหาย การเติบโตกับพระเจ้าจะเกิดขึ้น การรับใช้จะเกิดผล การสำแดงของพระเจ้าจะชัดเจน สิ่งต่างๆ ที่ท่านร้องขอต่อพระเจ้านั้นจะเริ่มต้นเห็นคำตอบขึ้นมา จนท่านจะต้องแปลกประหลาดใจ นมัสการกลายเป็นเหมือนเส้นผมที่บังภูเขา ที่ใกล้ แต่ก็เหมือนไกล ง่ายแต่ก็เหมือนยาก การนมัสการเป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยตรง เราควรมีใจปรารถนาที่จะเป็นผู้ที่นมัสการพระเจ้าสูงที่สุด ไม่ใช่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับใครต่อใคร แต่เป็นความปรารถนาส่วนตัวที่จะนมัสการให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในความเป็นมนุษย์ หมายความว่าถ้าเรานมัสการพระเจ้าอย่างสูงสุดจริงๆ จากหัวใจของเรา เราจะไม่มีทางที่จะเป็นคนที่มีความคิดฝ่ายเนื้อหนังได้เลย ไม่มีทางที่เราจะเป็นคนที่แช่ตัวอยู่ในความบาป ไม่มีทางที่จะเป็นคนที่ขาดชัยชนะในชีวิต ไม่มีทางที่เราจะอ่อนแอ แต่จะเป็นคนที่มีความชุ่มชื่น เป็นคนที่รักความบริสุทธิ์ มีความงดงาม สะอาด มีความสุข มีสันติภาพ มีความรัก มีความยินดี เป็นคนที่มีพระเจ้าล้อมรอบอยู่

หัวข้อนมัสการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของเรา การนมัสการจะเป็นคำตอบของชีวิต เป็นคำตอบของคริสตจักร และผมจะไม่แปลกใจเลยที่บางคนจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าในการนมัสการ แล้วจะได้รับบางสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตก่อนหน้านี้ คุณจะได้ยินเสียงพระเจ้าชัดเจนขึ้น และคุณจะชัดเจนในความเชื่อของคุณกับพระเจ้า เหมือนคนต่างๆ ที่อยู่ในพระคัมภีร์ มีปัญหาหนึ่งสำหรับคนไทยเมื่อมารู้จักกับพระเจ้าคือ เบื้องหลังบริบทพื้นภูมิความคิดและโครงสร้าง คำสอนจริยธรรม และศีลธรรมเดิมที่เคยรับไว้ โดยทำให้เราคิดว่า เมื่อเวลาเรามาหาพระเจ้า เราต้องเป็นคนดีพร้อมตามหลักธรรมบัญญัติ โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คริสเตียนไทยส่วนหนึ่งเชื่อว่าเรารอดโดยพระคุณ แต่ความเชื่อนี้มันเพียงแต่อยู่ในสมอง จริงๆ แล้วพวกเขายังเกาะยึดอยู่กับการรอดโดยการกระทำอยู่นั่นเอง เราจึงสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้กับตนเองมากมาย และเราจัดมาตรฐานตนเองจากการการะทำของเรา และเราก็ชื่นชมตนเองจากความสำเร็จที่เราประพฤติตามกฎเกณฑ์นั้น และเราก็วัดคนอื่นด้วยมาตรฐานนั้นด้วยเช่นกัน เรากลายเป็นเหมือนฟาริสีในพระคัมภีร์ที่วัดคนอื่นๆ ด้วยการกระทำของตนเอง มาตรฐานของตนเอง แม้เป็นมาตรฐานที่อยู่ในพระคัมภีร์ซึ่งก็ดี แต่นี่ไม่ใช่วิถีความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เราจึงคอยพิพากษาคนโน้นคนนี้ ปรักปรำคนโน้นคนนี้ โดยใช้ธรรมบัญญัติเป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่โดยพระคุณของพระเจ้า ความเข้าใจเรื่องพระคุณ และความสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยพระคุณเป็นเหตุให้เรานมัสการไม่ได้ เพราะเราจะคิดตลอดเวลาว่าเราไม่สามารถ เราเป็นคนบาป เราจะคิดตลอดเวลาว่าพระเจ้าอยู่ไกล เพราะเราดีไม่พอ พระเจ้าคงไม่พอใจเรา และนี่เองเป็นอุปสรรคของการนมัสการ ทำให้เราไม่สามารถนมัสการได้อย่างจริงจัง ดังนั้นอุปสรรคของการนมัสการจึงกลายเป็นตัวของเราเองที่ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริง การขาดความสัมพันธ์นี้แหละ เป็นเหตุให้เรากลายเป็นคนซึ่งเป็นคริสเตียนที่นาน 10 ปี 20 ปี แล้วไม่ได้สัมผัสพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเจ้าจึงเป็นเพียงพระเจ้าที่ผ่านมาทางคนอื่น ส่วนตนเองไม่เคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าโดยตรง เราจึงกลายเป็นคนรอดโดยพระคุณแต่ประพฤติตามธรรมบัญญัติ และดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระคุณของพระเจ้า เราจำเป็นจะต้องรู้จักกับพระองค์จริงๆ สัมพันธ์กับพระองค์จริงๆ และมาพบพระเจ้าอย่างพระองค์เป็น และมองตนเองอย่างที่พระเจ้ามองเรา การนมัสการจะเกิดขึ้นกับเราแน่นอน

ด้วยเหตุนี้เอง การนมัสการจึงไม่ใช่การที่เราเพียงแต่มาร้องเพลง คริสตจักรจำนวนมากทั่วโลกนี้ หวังดีอยากจะนมัสการพระเจ้า และคิดว่าการนมัสการคือการร้องเพลงเท่านั้น แท้จริงแล้วบางครั้งเราร้องเพลง แต่ก็ยังไม่ได้นมัสการเลย แต่การนมัสการก็รวมไปถึงการร้องเพลงที่ออกมาจากชีวิตจริงๆ ของเราได้ คริสตจักรควรสอนสมาชิกให้นมัสการพระเจ้า เพื่อคุณจะเบาแรง เพราะถ้าสมาชิกของคุณมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า นมัสการพระเจ้า เขาจะไม่มีทางมีชีวิตเหมือนเดิม ชีวิตเขาจะเปลี่ยน พระวิญญาณของพระเจ้าจะทำงานในใจของเขา และเขาจะเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างถาวร ภายในของเขาจะได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาในตัวของเขาจะเป็นจริงขึ้น และยิ่งเขามีชีวิตดีขึ้น เขาจะนมัสการดีขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ เราจึงต้องเติบโตขึ้นในการนมัสการพระเจ้า และควรคาดหวังว่า ทุกคนจะโตขึ้นในการนมัสการ และจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นตลอดชีวิตคริสเตียนนี้ และเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา เราจะนมัสการเหมือนอย่างพระองค์เป็นอยู่นั้น จะนมัสการถูกต้องอย่างชาวสวรรค์กระทำกัน ในวิวรณ์บทที่ 4 และ 5 เราได้เห็นการนมัสการที่แท้จริง มันมาจากชีวิตที่เทออกกับพระเจ้า ชีวิตที่เห็นคุณค่าของพระเจ้า ชีวิตที่รู้จักพระเจ้า ผู้ปกครองหรือผู้อาวุโส 24 คนนั้นก็แสดงออกในการนมัสการอย่างจริงจัง มันเป็นอาการของสิ่งที่มาจากภายในของพวกเขา เป็นการรู้จักพระเจ้า และประจักษ์แจ้งในใจถึงความเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง ขอให้แกนชีวิตของเราตรงไปที่พระเจ้า ไม่โค้งงอเปลี่ยนทิศทางไปจากสภาพที่พระเจ้าอยากให้เราเป็น คือการนมัสการพระเจ้า จงนมัสการพระเจ้าเถิด