|
|
ความหมายการสรรเสริญและการนมัสการ
|
ความหมายของการสรรเสริญ
เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทย เราจะพบคำว่า “สรรเสริญพระเจ้า” “สรรเสริญพระองค์” “สรรเสริญพระนาม” หรือคำอื่น ๆ ในทำนองนี้ร้อยกว่าครั้ง คำต่าง ๆ ดังกล่าวถูกแปลมาจากคำ ๆ เดียวในภาษาอังกฤษคือคำว่า “Praise” ซึ่งแปลว่าสรรเสริญ ยกย่อง ชมเชย ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ด้วยเหตุว่าในภาษาเดิมคือภาษาฮีบรูนั้นใช้หลายคำที่แปลว่า “สรรเสริญ” ซึ่งแต่ละคำนั้นก็มีรายละเอียดปลีกย่อยของความหมายที่แตกต่างกันออกไป ทุกคำนั้นจะให้ความหมายในทำนองของการแสดงกิริยาอาการภายนอกที่ออกมาจากท่าทีภายในใจ หาใช่เป็นเพียงคำพูดที่เปล่งออกจากปากว่า “สรรเสริญพระเจ้า” เท่านั้นไม่
คำว่า “สรรเสริญ” เป็นคำกิริยาที่ให้ความหมายถึงการแสดงออกของความรู้สึกเห็นคุณค่า ยอมรับนับถืออย่างจริงใจ เป็นการยกย่องให้เกียรติพระเจ้า ในภาษาฮีบรูมีคำหลายคำที่กล่าวถึงการสรรเสริญ
ฮาลาล ( halal ) หมายถึง การส่งเสียงดัง คุยโวโอ้อวด เป็นการแสดงความชื่นชมยินดีอย่างรุนแรงเหมือนคนขาดสติ ใช้ในการเฉลิมฉลอง สรรเสริญพระเจ้า คำนี้มักถูกใช้ในสภาพของบุคคลที่เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรง เหมือนนักกีฬาที่แข่งขันในกีฬาที่ต้องต่อสู้ด้วยความยากลำบาก และรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อโฆษกประกาศว่าตนเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ คำนี้เป็นรากศัพท์ของคำว่า “ฮาเลลูยา” ซึ่งแปลว่าสรรเสริญพระเจ้า คำว่า “ฮาลาล” ใช้ในพระคัมภีร์หลายตอน เช่น 1พงศาวดาร 16:4 ว่า “และพระองค์ทรงตั้งคนเลวีบางคนให้เป็นผู้ปรนนิบัติหน้าหีบของพระเจ้า ให้ทูลยอพระเกียรติและสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล ” นอกจากนั้น ยังพบในพระคัมภีร์ข้ออื่น ๆ อีก เช่น สดุดี 56:10; 84:4; 102:18; 119:164 เป็นต้น
บาราค ( barak ) มีรากศัพท์จากคำที่ให้ความหมายว่า “คุกเข่า” คำนี้จึงสื่อความหมายถึงการสรรเสริญพระเจ้าด้วยความเคารพ ยำเกรง และให้เกียรติ เป็นภาพของการคุกเข่าเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการนบนอบ และกล่าวคำถวายพระพรแด่พระเจ้า “จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์” (สดุดี 103:1) คำว่า “ถวายสาธุการ” ในข้อนี้มาจากคำว่า “บาราค” นั่นเอง นอกจากนี้ คำ ๆ นี่ยังใช้ในพระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ อีก เช่น สดุดี 16:7 “ ข้าพเจ้าสรรเสริญพระเจ้า ผู้ประทานคำปรึกษาแก่ข้าพเจ้า เออ ในกลางคืนจิตใจของข้าพเจ้าเตือนสอนข้าพเจ้า ” และใน สดุดี 18:46; 26:12; 28:6 เป็นต้น
ซามาร์ ( zamar) เป็นการแสดงออกถึงการสรรเสริญด้วยการเล่นเครื่องสายเพื่อให้เกิดเสียงด้วยความชื่นชมยินดี คำนี้ถูกใช้หลายครั้งในพระคัมภีร์ เช่น สดุดี 61:8 “ แล้วข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ ตามที่ข้าพระองค์แก้บนอยู่แต่ละวันนั้น ” และใน สดุดี 149:3; 2 ซามูเอล 22:50; อิสยาห์ 12:5 เป็นต้น
ชาบาค (shabach) ให้ความหมายถึงการประกาศด้วยเสียงอันดังให้คนทั่วไปได้ทราบ เช่น ดาเนียลสรรเสริญพระเจ้า (ดาเนียล 2:23) รวมทั้งที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ เช่น สดุดี 63:3 “เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์” และในสดุดี 117:1; 147:12 เป็นต้น
ยาดาห์ (yadah) มาจากรากศัพท์คำว่า ยาด (yad) ซึ่งแปลว่า แขน คำนี้ให้ความหมายถึงการชูมือขึ้นสุดแขน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อถวายความยำเกรงหรือเพื่อการนมัสการ มักจะใช้ในความหมายถึงการนมัสการและการอธิษฐานในบรรยากาศของชุมชน เช่น สดุดี 35:18 ว่า “แล้วข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณพระองค์ในที่ชุมนุมใหญ่ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางคนเป็นอันมาก” หรือที่กล่าวไว้ใน 2 พงศาวดาร 7:3 ว่า “เมื่อบรรดาชนอิสราเอลได้เห็นไฟลงมาและพระสิริของพระเจ้าอยู่บนพระนิเวศ เขาทั้งหลายก็กราบซบหน้าลงถึงพื้นหิน และได้นมัสการกล่าวโมทนาพระเจ้าว่า"เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์"” และใน 2 พงศาวดาร 7:6; สดุดี 7:17; 28:7; 30:9; 33:2; 43:4-5
โทวด้าห์ (towdah) เป็นการใช้บทเพลงเพื่อขอบพระคุณถวายคำสรรเสริญแด่พระเจ้า แสดงถึงใจที่เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณจนต้องปลดปล่อยออกมาเป็นเสียงเพลงแห่งการสรรเสริญ ดังใน สดุดี 26:7 กล่าวว่า “ พลางร้องเพลงโมทนาพระคุณ และบอกเล่าถึงพระราชกิจอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์ ” และในพระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ เช่น เลวีนิติ 7:12 “ ถ้าเขาถวายเป็นเครื่องโมทนาพระคุณ ก็ให้เขาถวายขนมไร้เชื้อเคล้าน้ำมันขนมแผ่นไร้เชื้อทาน้ำมัน ขนมยอดแป้งคลุกน้ำมันให้ดีพร้อมกับเครื่องบูชาโมทนา” สดุดี 100:4 “จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์” และใน เอสรา 10:11; เยเรมีย์30:11 เป็นต้น
เทฮิลลาห์ (tehillah) ให้ความหมายถึงการยกย่องสรรเสริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเสียงเพลง คำนี้จึงสื่อถึงการร้องเพลงจากจิตใจของเราที่พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา และด้วยคำสรรเสริญเช่นนี้เอง พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะสถิตอยู่ด้วย ดังใน สดุดี 22:3 ได้กล่าวว่า “… พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล” รวมทั้งได้ทรงสัญญาด้วยว่าจะทรงนำชัยชนะมาสู่กองทัพของคนอิสราเอลในสมัยกษัตริย์เยโฮชาฟัท เรื่องราวนี้ได้ถูกบันทึกไว้ใน 2 พงศาวดาร 20:22 ว่า “และเมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้าทรงจัดกองซุ่มคอยต่อสู้กับคนอัมโมน โมอับ และชาวภูเขาเสอีร์ผู้ได้เข้ามาต่อสู้กับยูดาห์ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป” ตัวอย่างพระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ เช่น สดุดี 35:28 “ แล้วลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่า ถึงความชอบธรรมของพระองค์ และจะสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ ” และในอพยพ 15:11; สดุดี 119:171; อิสยาห์60:6 เป็นต้น
ดังนั้นในการประชุมนมัสการในคริสตจักร ผู้นำนมัสการควรเปิดโอกาสให้ที่ประชุมร้องเพลงจากใจถวายแด่พระเจ้า ไม่ควรละเลยการร้องเพลงจากใจอย่างยิ่ง เพราะการสรรเสริญพระเจ้าดังกล่าวจะนำพระพรมาสู่ชีวิตอย่างมากมาย นอกจากนั้น ยังมีอีกคำหนึ่งที่กล่าวถึงการสรรเสริญพระเจ้า เป็นคำที่สำคัญมากสำหรับคริสเตียนทั่วทั้งโลก นั่นคือคำว่า “ฮาเลลูยา”
ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยตลอดทั้งเล่มเราจะไม่พบคำนี้เลย แต่จะพบคำว่า “อาเลลูยา” (alleluia) แปลว่าสรรเสริญพระเจ้าเถิด ซึ่งปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เพียงบางข้อคือ วิวรณ์ 19:1,3,4,6 ในภาษาฮีบรูคำว่า “ฮาเลลูยา” มาจากรากศัพท์คำว่า ฮาลาล ( halal ) แปลว่าโอ้อวด ชมเชย เป็นการแสดงออกที่ดูเหมือนโง่เขลา คำนี้เมื่อรวมกับคำว่า jah ซึ่งเป็นชื่อของพระเจ้าที่ชาวอิสราเอลเรียกกันสั้น ๆ เป็นคำว่า hallelujah ให้ความหมายถึงการแสดงออกของคริสเตียนถึงความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้า โดยการส่งเสียงดังพูดถึงพระเจ้าที่เรารักด้วยการเทิดทูนและเห็นคุณค่าที่เต็มล้นอยู่ภายในจิตใจ เป็นการแสดงออกอย่างเต็มกำลังโดยไม่ละอาย ด้วยความตื่นเต้นเหมือนไม่สามารถควบคุมตนเองได้
ในพระคัมภีร์ภาษาเดิม คำว่า “ฮาเลลูยา” ถูกใช้ในพระธรรมสดุดี 24 ครั้ง ในระหว่างบทที่ 104-150 ในคำแปลภาษาไทยว่า “จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด” ถ้าเราพินิจพิจารณาในรายละเอียดของการใช้คำนี้ เราจะพบพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างน้อย 2 ประการ
ประการที่หนึ่ง เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างสรรเสริญพระองค์ ในสดุดี 148 ทั้งบทได้กล่าวถึงว่าให้ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นสรรเสริญพระเจ้า ตั้งแต่เหล่าทูตสวรรค์ พลโยธา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ สัตว์ ต่าง ๆ รวมทั้งบรรดาสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลาย
ประการที่สอง เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชนชาติของพระองค์โดยเฉพาะที่ทรงปรารถนาให้สรรเสริญพระเจ้า สดุดี 105-6 ได้หนุนใจให้ทุกคนที่มีประสบการณ์กับพระเจ้าได้สรรเสริญพระองค์ โดยการระลึกถึงการอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิต
สำหรับพระคัมภีร์ใหม่นั้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เราจะไม่พบคำว่า “ฮาเลลูยา” ในพระธรรมเล่มใดเลย จะพบแต่คำว่า “อาเลลูยา” เท่านั้น ในวิวรณ์บทที่ 19 ซึ่งยอห์น ได้บรรยายไว้ว่าท่านได้ยินเสียงดังกึกก้องดุจเสียงฝูงชนจำนวนมาก ดุจเสียงฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องว่า “อาเลลูยา” (ข้อ 1) คนเหล่านั้นร้องเป็นครั้งที่สอง ว่า “อาเลลูยา” (ข้อ 3) และผู้ปกครองทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่ก็ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้าผู้ทรงประทับบนพระที่นั่งและร้องว่า “อาเมน อาเลลูยา” และยอห์นได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมากดุจเสียงน้ำมากหลาย เสียงฟ้าร้องสนั่นว่า “อาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงควบคุมอยู่” (ข้อ 6)
จะเห็นได้ว่า คำว่า “ฮาเลลูยา” มีความหมายมากกว่าคำพูดเพียงสี่พยางค์ที่คริสเตียนพูดกันจนเคยชินเป็นแฟชั่นเท่านั้น แต่เป็นคำที่แสดงถึงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าจนอดไม่ได้ที่จะต้องเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าออกมาอย่างสุดใจให้ผู้อื่นได้ทราบถึงความรักภักดีที่เรามีต่อพระเจ้า เราจึงไม่ควรเปล่งเสียงฮาเลลูยาออกมาจากปากอย่างไม่มีความหมายใด ๆ จากหัวใจของเราเลย แต่เราควรเปล่งเสียง “ฮาเลลูยา สรรเสริญพระเจ้า” อย่างมีความหมายแท้จริงที่ออกมาจากภายในใจของเรา
ความหมายของการนมัสการ
เมื่อพูดถึงการนมัสการ คริสเตียนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพของคนจำนวนมากที่กำลังยืนร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าอย่างสุดหัวใจในคริสตจักร บางคนอาจคุกเข่าก้มกราบนมัสการ บางคนร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจในความรักของพระเจ้า และเมื่อถามคนส่วนใหญ่ถึงความหมายของการนมัสการแล้ว ก็มักจะได้คำตอบว่าคือการร้องเพลงยกย่องพระเจ้า แท้ที่จริงแล้ว การนมัสการไม่ใช่เป็นเพียงการร้องเพลงสรรเสริญยกย่องพระเจ้าเท่านั้น เพราะการนมัสการในพระคัมภีร์นั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งมากยิ่งกว่าการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
เมื่อเราศึกษาคำในภาษาเดิมที่ให้ความหมายถึงการนมัสการ จะทำให้เรามีความชัดเจนในความหมายของการนมัสการมากยิ่งขึ้น ในภาษาฮีบรูมีคำอยู่ประมาณ 10 คำที่ให้ความหมายถึงการนมสการ แต่คำหนึ่งที่ถูกใช้มากที่สุดคือคำว่า ชาชาห์ (shachah) ถูกใช้มากกว่า 170 ครั้งในพระคัมภีร์เดิม ให้ความหมายถึงการก้มกราบแสดงความเคารพยำเกรง หรือการแสดงความนอบน้อมถ่อมตัวลงต่อผู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือบุคคลสำคัญที่อยู่ตรงหน้า เช่น เหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่อับราฮัมเป็นชายสามคน อับราฮัมได้ก้มกราบนมัสการพระเจ้าดังที่ได้บันทึกไว้ ปฐมกาล 18:1-2 ว่า “พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านที่หมู่ต้นก่อหลวงที่มัมเร ขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์เวลาแดดร้อนท่านเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นชายสามคนยืนอยู่ข้างหน้าท่าน เมื่อท่านเห็นเขาทั้งสามท่านก็วิ่งจากประตูเต็นท์ไปต้อนรับเขากราบลงถึงดิน” คำว่า “ก้มกราบลงถึงดิน” นี้เองคือคำว่า ชาชาห์
ในภาษากรีกมีอยู่ 7 คำที่ใช้ในความหมายของการ “นมัสการ” แต่คำที่ถูกใช้มากที่สุดคือคำว่า พรอสคูนีโอ (proskuneo) มาจากรากศัพท์ 2 คำ คือคำว่า พรอส (pros) แปลว่า ไปยัง และคำว่า คูนีโอ (kuneo) แปลว่า จูบ เมื่อนำมารวมกันจึงให้ภาพของการหมอบกราบ การแสดงความเคารพยำเกรง ให้ความรู้สึกเหมือนสุนัขที่เข้าไปเลียแข้งเลียขาเจ้าของเพื่อแสดงความภักดีต่อนายของมัน
กล่าวโดยสรุป การนมัสการจึงหมายถึงการที่ผู้เชื่อได้เข้ามาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า และได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ได้สัมผัสถึงพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา มีความรู้สึกเห็นคุณค่าพระเจ้าอย่างมากในจิตใจของเราจนอดไม่ได้ที่จะต้องแสดงออกด้วยความเต็มใจเป็นคำสรรเสริญ คำยกย่อง คำโมทนาพระคุณและด้วยท่าทางภายนอกที่สอดคล้องกับความรู้สึกภายในจิตใจของเรา ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่เรามีต่อพระเจ้า
การนมัสการจึงเป็นผลตามมาจากการที่เราได้รู้จักพระลักษณะของพระเจ้า เป็นความประจักษ์แจ้งในการรู้จักพระเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ไม่เพียงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แม้ว่าพระเจ้าจะทำสิ่งใดต่อเราหรือไม่ จะอวยพรเราตามความคาดหวังของเราหรือไม่ เราก็ปรารถนาจะนมัสการพระองค์ตามอย่างที่พระองค์ทรงเป็น
การนมัสการจึงเป็นมากกว่าการร้องเพลงยกย่องพระเจ้า แต่ในความหมายแนวกว้างนั้น การนมัสการหมายถึง การแสดงออกทุกอิริยาบถของเราที่ได้มอบถวายชีวิตให้พระเจ้าเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ดังที่กล่าวไว้ใน โรม 12:1 ว่า “… ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย” ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพูด จะกิน จะนอน หรือจะทำอะไรก็ตาม ก็ให้เรากระทำอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้า เสมือนว่าเราได้ถวายตัวให้กับพระเจ้าแล้ว อย่าให้ผู้อื่นสะดุดหรือตำหนิเราได้เพราะการกระทำของเรา แต่จงให้คนทั้งปวงสรรเสริญพระเจ้าเมื่อเห็นการกระทำของเรา ถ้าเราเป็นนักเรียนนักศึกษา เราก็ควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ได้ผลการเรียนที่ดี ไม่ทุจริตในการทำข้อสอบเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของครูบาอาจารย์ หรือถ้าเราเป็นคนทำงานประกอบธุรกิจการค้า เราก็ควรทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงบริษัท จนเป็นที่ถูกอกถูกใจเจ้านายและได้รับการเลื่อนตำแหน่ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการนมัสการพระเจ้าอ่าการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น
นอกจากนี้เรายังสามารถนมัสการพระเจ้าได้ด้วยการกระทำความดี ดังที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้กำชับเราว่า “ จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ” (ฮีบรู 13:16) การทำความดีเป็นการนมัสการพระเจ้าวิธีหนึ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และปรารถนาให้คริสเตียนดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับพระวจนะ เราสามารถทำความดีได้มากมายหลายวิธี เช่น การช่วยเหลือพาคนที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนส่งโรงพยาบาล หรือการเก็บกระเป๋าเงินของผู้ที่ทำหล่นหายสิ่งคือเจ้าของโดยไม่ยักยอกนำเงินของเขามาใช้ ดังนั้น โดยสรุปแล้ว การดำเนินชีวิตทุกอิริยาบถในชีวิตประจำวันของเราที่กระทำอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้าก็นับเป็นการนมัสการพระเจ้านั่นเอง
นอกจากนั้นการนมัสการยังให้ความหมายในแนวแคบ หมายถึง การตั้งเวลาไว้อย่างเจาะจงเพื่อแสดงความรู้สึกที่เห็นคุณค่า คุณงามความดีของพระเจ้า โดยการใช้ดนตรีและเสียงเพลงในการนมัสการพระเจ้า ทั้งในเวลาส่วนตัวและการนมัสการร่วมกับพี่น้องในภาพรวมของคริสตจักร การนมัสการในชีวิตส่วนตัวมีความสำคัญต่อคริสเตียนมาก แท้จริง เราสามารถร้องเพลงนมัสการพระเจ้าได้ในทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นขณะที่เรากำลังขับรถไปทำงาน เดินทางอยู่บนรถเมล์ หรือกำลังอาบน้ำ เราก็สามารถร้องเพลงนมัสการพระเจ้าได้ ดังเช่นผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้กล่าวไว้ว่า “ตั้งแต่ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงที่ดวงอาทิตย์ตก พระนามของพระเจ้าเป็นที่สรรเสริญ ” (สดุดี 113:3)
นอกจากคริสเตียนต้องนมัสการพระเจ้าในชีวิตส่วนตัวแล้ว เรายังควรเรียนรู้ที่จะนมัสการร่วมกับพี่น้องในคริสตจักรเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเจ้าร่วมกันด้วย
|