• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การนมัสการ : การทำความดีต่อผู้อื่น PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการ : การทำความดีต่อผู้อื่น


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน


หลายปีมาแล้วเพื่อนของผมสองคนได้ท้าทายผมด้วยความคิดเห็นที่น่าสนใจมากประการหนึ่ง  คนหนึ่งบอกผมว่าเขารู้สึกว่ามี 4 หัวข้อหลักๆ ในพระกายของพระเยซูคริสต์ที่คริสเตียนสนใจ  นั่นคือการประกาศ, การอธิษฐานฟื้นฟู, การสรรเสริญนมัสการ และการช่วยเหลือหรือการกระทำดีต่อสังคม แต่ละหัวข้อนี้มีพื้นฐานอยู่ในพระคัมภีร์และได้กระทำกันอย่างแพร่หลายในคริสตจักรทุกวันนี้

เพื่อนผมได้สังเกตว่า เขาได้เห็น 3 สิ่งแรกคือ การประกาศ, การอธิษฐานและการนมัสการได้ถูกนำเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในระดับที่สมดุลผ่านการประชุมต่างๆ เช่นการประชุมอธิษฐานและการนมัสการ  แต่ทว่าประการที่สี่นั้น ได้แก่ การช่วยเหลือและการกระทำดีต่อสังคม ดูเหมือนกับว่าอยู่ห่างไกลจากสามสิ่งแรก
ต่อมา เพื่อนอีกคนหนึ่งของผมได้แบ่งปันว่าเขาได้เห็นถึงการเชื่อมโยงในพระคัมภีร์ระหว่างการนมัสการและการช่วยเหลือและการกระทำดีต่อสังคม  ซึ่งแท้จริงแล้วเขารู้สึกได้ว่าพระเจ้าตรัสในจิตใจของเขาว่า “กลิ่นหอมของการนมัสการนั้นคือ การทำความดีงาม”  เขาเข้าใจว่า สองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดซึ่งไม่สามารถแยกจากกันได้   โดยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจค้นคว้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างการนมัสการและการกระทำดีต่อสังคมเป็นส่วนตัว และผมประหลาดใจในสิ่งที่ผมได้พบนั้น

จากมุมมองของพระคัมภีร์ พระเจ้าได้ทรงสำแดงว่าพระองค์ทรงสนใจการกระทำดีของเรา หน้าที่ของเราก็คือการให้ความช่วยเหลือสังคมมากยิ่งกว่าการใช้บทเพลงสรรเสริญของเรา และมากยิ่งกว่าการนมัสการของเราในเช้าวันอาทิตย์  พระองค์ทรงปรารถนาวิถีชีวิตของเรามากกว่าสิ่งที่กล่าวมานั้น

ผมได้ศึกษาในบทแรกของพระธรรมอิสยาห์ข้อ 10-16 ซึ่งกล่าวถึงท่าทีในใจของการนมัสการ  เป็นเวลาหลายปีที่ผมได้คิดถึงพระวจนะพระเจ้าตอนนี้  พระเจ้าทรงตักเตือนประชากรของพระองค์ในเรื่องการนมัสการ พวกเขาพลาดแรงจูงใจที่แท้จริงในการนมัสการ พวกเขามีแต่พิธีกรรมภายนอก  เมื่อผมได้เริ่มต้นศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำความดีและช่วยเหลือสังคมและการนมัสการ  ผมค้นพบว่าข้อความนี้เป็นเรื่องใหม่ ผมยอมรับว่า ผมไม่เคยสังเกตอย่างแท้จริงถึงพระวจนะพระเจ้าในตอนนี้มาก่อนว่า “จงฝึกกระทำดี  จงแสวงหาความยุติธรรม  จงบรรเทาผู้ถูกบีบบังคับ  จงป้องกันให้ลูกกำพร้าพ่อ  จงสู้ความเพื่อหญิงม่าย”   อสย.1:17 ในช่วงสุดท้ายที่พระเจ้าได้ต่อว่า ตำหนิและต่อต้านประชากรของพระองค์ถึงสิ่งผิดในการนมัสการของพวกเขา พระเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า “จงแสวงหาความยุติธรรม”  พระองค์กล่าวว่าพวกเขาควร “บรรเทาผู้ถูกบีบบังคับ” พระเจ้าสั่งให้เขา “จงป้องกันลูกกำพร้าพ่อ” แม้แต่ “จงสู้ความเพื่อหญิงม่าย”  ผมได้พลาดมุมมองใดหรือไม่ หรือพระเจ้าได้เชื่อมสองสิ่งนี้ด้วยกันคือ การนมัสการและ การกระทำความดีและช่วยเหลือสังคมสังคม

เยเรมีย์ก็เช่นกัน ได้ประกาศอย่างหนักแน่นตักเตือนประชาชนชาวอิสราเอลว่า เมื่อพวกเขาเข้ามานมัสการพระเจ้า พวกเขาต้องไม่พึ่งพาการกระทำของพวกเขาหรือคำพูด หรือแม้แต่พวกเขากำลังนมัสการพระเจ้าในพระวิหารของพระเจ้า  พระคัมภีร์ได้บอกให้ประชาชนเปลี่ยนวิถีชีวิตและการกระทำของตน “เพราะว่า  ถ้าเจ้าซ่อมวิถีและการกระทำของเจ้าจริงๆ ถ้าเจ้าให้ความยุติธรรมต่อกันและกันจริงๆ”  ยรม.7:1-8    "เราเกลียดชัง  เราดูหมิ่นบรรดาวันเทศกาลของเจ้าและไม่ชอบในการประชุมตามเทศกาลของเจ้าเลย  แม้ว่าเจ้าถวายเครื่องเผาบูชาและธัญญบูชาแก่เรา  เราก็ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น  และศานติบูชาด้วยสัตว์อ้วนพีของเจ้านั้น  เราจะไม่มองดู  จงนำเสียงเพลงของเจ้าไปเสียจากเรา  เราจะไม่ฟังเสียงพิณใหญ่ของเจ้า  แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลลงอย่างน้ำ  และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธารที่ไหลอยู่เป็นนิตย์   “อาโมส 5:21-24”

และนี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าได้กล่าวว่า หากพวกเราไม่ได้กระทำความดี ไม่ได้กระทำความยุติธรรมในชีวิตของพวกเรา  บทเพลงสรรเสริญของเราก็หมดความหมาย  พระเจ้าทรงสนพระทัยในชีวิตของเรามากกว่าคำพูดของเรา     เราสามารถเข้ามาในคริสตจักรของเราเพื่อร้องเพลงสรรเสริญ แต่หากว่าหูของเราไม่ได้ยินผู้ที่ร้องขอความยุติธรรม สิ่งที่เราร้องต่อพระเจ้าจะมีความหมายหรือ?  ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องบูชา  1ซมอ.15:22

ครั้งหนึ่งผมได้ยินว่านักเขียนเพลงของ Integrity Music เกี่ยวกับการเข้าพบแม่ชีเทเรซา ในอินเดีย  ระหว่างการสนทนาเขาได้ถามถึงความหมายของ “การนมัสการ” กับท่าน  คำตอบของท่านทำให้เขาประหลาดใจ ท่านตอบว่าเมื่อท่านได้ช่วยเหลือเด็กกำพร้าบนถนน เมื่อท่านได้ให้แก้วน้ำเย็นแก่เด็กที่กระหายดื่ม ท่านได้กำลังนมัสการพระเจ้า   ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ที่พระเยซูได้กล่าวไว้ใน  มธ.25:31-40  หรอกหรือ

เมื่อผมเริ่มต้นศึกษามากขึ้น ผมได้พบหลักฐานมากยิ่งขึ้นที่พระเจ้าได้เชื่อมโยงการนมัสการของเรากับการกระทำสิ่งดีของเรา “ธัมมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้น  คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน” ยก.1:27ก   เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่ไม่ได้กล่าวถึงการร้องเพลงหรือการยกมือขึ้นเพื่อนมัสการ  ไม่มีการพูดถึงการอธิษฐานหรือการร้องขอใด ๆ  แต่ทว่าธัมมะที่บริสุทธิ์แท้จริงคือการดูแลคนยากจน

รม.15:1-6  โดยการแบ่งเบาภาระของกันและกัน เราสามารถเข้าสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งทำให้พระเจ้าได้รับพระเกียรติ  ซึ่งหมายถึงการนมัสการที่แสดงออกโดยการช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่เขาต้องการ

ผมยังได้ศึกษาข้อพระคัมภีร์ใน สดด.68:4-6  ท่ามกลางการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ดาวิดเริ่มต้น กล่าวอ้างถึงพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อบรรดาผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  สำแดงออกบนความรักของพระเจ้าต่อผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก  พระทัยของพระบิดาที่รักยิ่งในสวรรค์ทรงสนพระทัยในการกระทำมากยิ่งกว่าคำพูดใดๆเสียอีก

การนมัสการนั้นมากไปกว่าการร้องเพลงในเช้าวันอาทิตย์ และยิ่งไปกว่าการร้องเพลงตลอดสัปดาห์ของเรา การนมัสการนั้นต้องเป็นวิถีชีวิต  ต้องเป็นสิ่งที่พระเจ้ารับรองได้ในทุกสิ่งที่เราทำและกล่าวออกมา แม้แต่การทำสิ่งเล็กน้อยแก่คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก 

ครั้งสุดท้ายที่ท่านได้ให้น้ำเย็นแก่คนที่กระหายน้ำจริงๆ นั้นเมื่อไร?  เป็นเพื่อนกับคนกำพร้า เยี่ยมเยียนบ้านคนชรา เราได้นมัสการพระเจ้าอย่างเต็มที่แท้จริงหรือไม่ หากว่าเราไม่ได้มีชีวิตที่แสดงออกในสิ่งเหล่านี้?

วันหนึ่งระหว่างที่ผมได้ลงเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างการนมัสการและการกระทำความดีในสังคม  ในขณะที่ผมกำลังขับรถและก็ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าจากเทปเพลงในรถ  ระหว่างทางด่วนนั้น ผมสังเกตเห็นรถยางแบนในฝั่งตรงกันข้ามของถนน ผมเห็นหญิงชรากำลังเดินอยู่  ผมรู้สึกอย่างรุนแรงต่อสู้กันภายในที่จะกลับรถและไปรับเธอขึ้นมาหรือขับเลยไป   แต่ทันใดนั้น ผมระลึกขึ้นมาได้ว่านี่เป็นโอกาสที่  ผมจะได้แสดงออกถึงการนมัสการที่แท้จริง  ผมจึงกลับรถและพาหล่อนไปยังสถานีบริการ ระหว่างทางนั้น ผมได้เรียนรู้ว่า แม้ว่าบ้านของเราจะห่างกันถึง 30 กิโลเมตร แต่บ้านของหล่อนอยู่ห่างจากคริสตจักรเพียงสองหลังถัดไปเท่านั้น ผมได้มีโอกาสแนะนำตัวเองและเชิญหล่อนมาที่คริสตจักรด้วย

ผมสามารถขับรถและร้องเพลงนมัสการด้วยถ้อยคำของผมได้ต่อไป  ผมเลือกที่จะถวายเกียรติพระเจ้าด้วยการกระทำสิ่งที่ดีแก่คนในยามที่เขาต้องการ  นี่คือใจแห่งการนมัสการที่แท้จริง หลายครั้งในการประชุมนมัสการผมได้ยินพระธรรม ฮีบรู 13:15  “เหตุฉะนั้น  ให้เราถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไป  โดยทางพระองค์นั้น  คือคำกล่าวยอมรับเชื่อพระนามของพระองค์”

บ่อยครั้งที่พระคำตอนนี้ถูกใช้เพื่อช่วยให้คนเข้าใจถึงความจำเป็นของการสรรเสริญพระเจ้าด้วยคำพูดในทุกๆ สถานการณ์  สิ่งนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ว่าหากเราหยุดเพียงเท่านั้น เราได้พลาดเนื้อหาของตอนนี้ไป ซึ่งได้กล่าวไว้ต่อจากนั้นว่า “และอย่าละเลยที่จะกระทำการดีและแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” ข้อ 16 การร้องเพลงด้วยคำพูดเพื่อการสรรเสริญและนมัสการของเรานั้นไม่เพียงพอ พระองค์ต้องการวิถีชีวิตของเราและการกระทำของเราด้วยเช่นกัน

ท่านจะรับคำท้าทายนี้หรือไม่?   มากไปกว่าการร้องเพลงในเช้าวันอาทิตย์  ให้ชีวิตของเราอยู่เพื่อการนมัสการ  ให้เราสร้างรูปแบบของการนมัสการแก่คนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา  อย่าเพียงแต่ถูกยึดติดอยู่กับความสลับซับซ้อนในรูปแบบของดนตรี และหลงลืมพระทัยของพระเจ้าที่แท้จริง  พระองค์ทรงมีความห่วงใยอย่างใหญ่หลวงต่อคนทุกคน  ให้การนมัสการของเรานั้นไปไกลกว่ากำแพงทั้งสี่ด้านในคริสตจักร และมอบถวายชีวิตของเราให้พระเจ้าผ่านการกระทำความดีและช่วยเหลือสังคมแก่ผู้ที่มีความต้องการ นี่คือการนมัสการที่แท้จริง