|
บทความการนมัสการ -
เข้าใจการนมัสการ
|
|
|
การนมัสการ : การตอบสนองของเราต่อพระเจ้า
เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
|
“การนมัสการ” ก็คือการที่มนุษย์ตอบสนองต่อพระเจ้า และพระราชกิจของพระองค์ ใครก็ตามที่พบความจริงในพระเจ้า เขาก็ไม่สามารถที่จะเพิกเฉยต่อการนมัสการพระองค์ได้ หากเราจะดูพระคัมภีร์ใน 1 พกษ.18 ตั้งแต่ ข้อ 20 เป็นต้นไป เราจะพบการเผชิญหน้าระหว่างเอลียาห์ กับบรรดากับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล เป็นการเผชิญหน้ากันต่อหน้าคนอิสราเอลประชากรของพระเจ้า ข้อ 23-24 กล่าวว่า ”ขอให้เขามอบวัวผู้แก่เราสองตัว แล้วขอให้เขาทั้งหลายเลือกวัวเป็นของเขาตัวหนึ่ง ฟันเป็นท่อนๆ วางไว้บนกองฟืนแต่อย่าใส่ไฟ และข้าพเจ้าจะเตรียมวัวผู้อีกตัวหนึ่งนั้นวางไว้บนฟืน และไม่ใส่ไฟและท่านทั้งหลายจงร้องออกพระนามพระเจ้าของท่าน และข้าพเจ้าจะร้องออกพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าองค์ที่ทรงตอบด้วยไฟ พระองค์นั้นแหละทรงเป็นพระเจ้า" และประชาชนทั้งปวงก็ตอบว่า "อย่างที่พูดก็ดีแล้ว" พวกเขาต่างก็จัดหาสิ่งที่เอลียาห์และบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลต้องการทุกประการ และบรรดาผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น ก็เริ่มทำพิธีเรียกไฟจากฟ้าลงมา ตั้งแต่เช้าจนบ่ายก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดก็ถึงเวลาของเอลียาห์อธิษฐานขอไฟจากฟ้าลงมา ท่านสั่งให้เอาน้ำรดแท่นบูชาให้เปียกชุ่ม และเริ่มร้องขอต่อพระเจ้าเพื่อให้คนอิสราเอลเห็นว่า พระใดจะเป็นพระเจ้าที่แท้จริง และเมื่อท่านสิ้นสุดคำอธิษฐาน ไฟก็ลงมาจากฟ้าเผาไหม้ วัว ฟืน และน้ำจนหมดสิ้น พระคัมภีร์บอกต่อไปว่า เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เขาทุกคนต่างก็ซบหน้าลง และร้องว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า” (1พกษ18:39) ไม่มีใครสั่งให้พวกเขาก้มกราบลง หรือส่งเสียงร้องขอออกมา เพราะว่าเป็นการตอบสนองต่อสิ่งที่ได้เห็นพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นการนมัสการของทุกคน ที่เผชิญหน้ากับพระเจ้า ทุกคนที่สัมผัสกับพระเจ้า และเห็นพระราชกิจของพระเจ้า ก็จะรับประสบการณ์การนมัสการเช่นเดียวกันนี้เสมอ เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสรู้จักกับนักดนตรีระดับโลกท่านหนึ่ง ท่านมีชื่อเสียงมาก เป็นศาสตราจารย์ทางดนตรี และเชื่อในพระเจ้า ท่านมาเยี่ยมเยียนคริสตจักรของเราในวันอาทิตย์ ในบรรยากาศการนมัสการในสัปดาห์นั้นเราใช้วง Orchestra ที่เพิ่งรวมทีมกันได้ไม่นาน ทั้งทักษะยังต้องปรับปรุงกันอีกมาก ในบรรยากาศการนมัสการเราเริ่มต้นด้วยเพลงเร็วตามด้วยเพลงสรรเสริญช้า ปิดลงด้วยเพลงจากใจ หรือเพลงฝ่ายวิญญาณ และการใช้ของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่ผมกำลังนมัสการ ผมเห็นท่านยกมือขึ้นต่อพระเจ้า ใบหน้าของท่านแสดงความรู้สึกต่อพระเจ้าอย่างมาก เปี่ยมล้นไปด้วยความปีติในพระองค์ หลังจากท่านแบ่งปันกับผมว่า ท่านไม่เคยสัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อนเลย ท่านได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าโดยผ่านการนมัสการ 1คร.14 ชี้ให้เราเห็นบรรยากาศของการนมัสการ ซึ่งในที่ประชุมมีทั้งธรรมิกชนและคนที่ยังไม่เชื่อในพระคริสต์ และในบรรยากาศนมัสการบางคนก็มีคำเผยพระวจนะ ซึ่งเป็นเหตุให้บางคนสัมผัสพระเจ้าโดยผ่านถ้อยคำของเขา และยอมรับว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่น หมายเหตุ : การนมัสการ หมายถึง การกราบไหว้ การให้ความเคารพ บูชา เทิดทูน รัก และนบนอบเชื่อฟัง (1คร.14:24-25) “แต่ถ้าทุกคนเผยพระวจนะ คนที่ไม่เชื่อหรือคนที่รู้ไม่ถึงเข้ามา ทุกคนก็จะทำให้เขารู้สึกสำนึกและทำให้เขาพิจารณาจิตใจของตนเอง ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาจะเด่นชัดขึ้น เขาก็จะกราบลงนมัสการพระเจ้ากล่าวว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกท่านอย่างแน่นอน” อ.เปาโลชี้ให้เห็นว่าบางคนสัมผัสพระเจ้าในบรรยากาศการนมัสการ และเขาก็กราบลงนมัสการ ตอบสนองต่อพระเจ้า มธ.14:22-33 เราพบว่า บรรดาที่มีประสบการณ์เห็นความอัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จะตอบสนองด้วยการกราบลงนมัสการพระเจ้า เราอ่านพบว่า บรรดาอัครสาวกอยู่ในเรือตามลำพัง โดยพระเยซูไม่ได้เสด็จไปด้วย ในคืนนั้นเองก็เกิดพายุ เรือและคนอยู่ในเรือก็เดินทางอย่างยากลำบาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่น่าตกใจกลัวเท่ากับที่ได้เห็นคน ๆ หนึ่งเดินอยู่บนทะเล เหนือคลื่นลมแรง และเขาก็พบว่า บุคคลที่เดินอยู่นั้นเป็นพระเยซู พระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือธรรมชาติ เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า เมื่อพวกเขาได้ประจักษ์ดังนั้น จึงได้ก้มกราบลงนมัสการพระองค์ “เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือ จึงมาหมอบกราบพระองค์ ทูลว่า "พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว"” (มธ.14:33) ในทุกวันนี้ แม้ว่าเราอาจไม่มีประสบการณ์อย่างเอลียาห์ และบรรดาพวกอัครสาวกในการเผชิญหน้ากับพระเจ้า แต่พวกเราก็ไม่เคยขาดคำพยานถึงความจริงในการทรงพระชนม์อยู่ของพระเจ้า เราจะไม่สามารถนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง ถ้าเราไม่ได้ประจักษ์ชัดว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และทรงมีพระราชกิจอัศจรรย์เกินความเข้าใจของเรา จิตใจของเราจึงท่วมท้นไปด้วยความเคารพยำเกรง เทิดทูนพระองค์ เมื่ออยู่ต่อหน้าในการนมัสการทุกครั้ง แท้จริงเรายังมีโอกาสได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสมอในปัจจุบัน (รม.1:20) “ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย“ เรายังเห็นพระราชกิจของพระองค์ เรายังเห็นคนได้รับการไถ่ และการช่วยเหลือในพระนามของพระองค์ มีผู้คนยังรับความรอดอยู่ทุกวัน มีคนได้รับการรักษาจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างอัศจรรย์ทุกวัน เราทุกคนเห็นคำพยานมากมายในโลกอย่างเพียงพอ จนเราไม่สามารถที่จะเพิกเฉยอยู่ได้ โรเบริต์ จี ลี (Robert G. Lee) กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า “ถ้าฉันมีศีรษะสักพัน และแต่ละศีรษะมีลิ้นหนึ่งพันลิ้น และแต่ละลิ้นสามารถพูดได้หนึ่งพันภาษา และฉันสามารถพูดได้ตลอดไป ฉันก็ยังไม่สามารถสรรเสริญ พระเยซูอย่างพอเพียงและสมควรจริง ๆ ได้
ตลอดพระคัมภีร์และตลอดทุกยุคทุกสมัย เมื่อคนได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าและได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระองค์ สิ่งเดียวที่จะตอบสนองได้ก็คือการกราบลงนมัสการ ไม่จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงพระราชกิจของพระเจ้าเหล่านั้น ตรงกันข้าม เราสมควรที่จะตอบสนองด้วยการนมัสการพระองค์อย่างเต็มใจต่างหาก
ในชีวิตส่วนตัวของท่าน หากท่านไม่เคยมีประสบการณ์นมัสการพระเจ้าอย่างลึกซึ้งมาก่อนเลย เป็นไปได้ไหมที่ท่านไม่เคยสัมผัสพระเจ้า และไม่เคยมีประสบการณ์กับการเผชิญหน้ากับพระเจ้า ผมอยากหนุนใจท่านให้แสวงหาพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ ร้องทูลพระองค์ที่จะรับประสบการณ์แห่งความสุขในการนมัสการ เพราะการนมัสการที่แท้จริงนั้น จะเกิดขึ้นเป็นการตอบสนองต่อพระเจ้าเมื่อพบความจริงในพระองค์ พระเจ้าทรงพร้อมเสมอที่จะประทานประสบการณ์อันสดใหม่ให้กับท่าน เหมือนใน ยากอบ4:8 “ท่านทั้งหลายจะเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน”
|