• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การนมัสการ : การตอบสนองของเราต่อพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการ : การตอบสนองของเราต่อพระเจ้า


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน

 


“การนมัสการ”  ก็คือการที่มนุษย์ตอบสนองต่อพระเจ้า และพระราชกิจของพระองค์ ใครก็ตามที่พบความจริงในพระเจ้า  เขาก็ไม่สามารถที่จะเพิกเฉยต่อการนมัสการพระองค์ได้

หากเราจะดูพระคัมภีร์ใน 1 พกษ.18 ตั้งแต่ ข้อ 20 เป็นต้นไป เราจะพบการเผชิญหน้าระหว่างเอลียาห์ กับบรรดากับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล  เป็นการเผชิญหน้ากันต่อหน้าคนอิสราเอลประชากรของพระเจ้า ข้อ 23-24 กล่าวว่า ”ขอให้เขามอบวัวผู้แก่เราสองตัว  แล้วขอให้เขาทั้งหลายเลือกวัวเป็นของเขาตัวหนึ่ง  ฟันเป็นท่อนๆ  วางไว้บนกองฟืนแต่อย่าใส่ไฟ  และข้าพเจ้าจะเตรียมวัวผู้อีกตัวหนึ่งนั้นวางไว้บนฟืน  และไม่ใส่ไฟและท่านทั้งหลายจงร้องออกพระนามพระเจ้าของท่าน  และข้าพเจ้าจะร้องออกพระนามพระเยโฮวาห์  พระเจ้าองค์ที่ทรงตอบด้วยไฟ  พระองค์นั้นแหละทรงเป็นพระเจ้า" และประชาชนทั้งปวงก็ตอบว่า  "อย่างที่พูดก็ดีแล้ว"

พวกเขาต่างก็จัดหาสิ่งที่เอลียาห์และบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลต้องการทุกประการ และบรรดาผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น  ก็เริ่มทำพิธีเรียกไฟจากฟ้าลงมา ตั้งแต่เช้าจนบ่ายก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดก็ถึงเวลาของเอลียาห์อธิษฐานขอไฟจากฟ้าลงมา ท่านสั่งให้เอาน้ำรดแท่นบูชาให้เปียกชุ่ม และเริ่มร้องขอต่อพระเจ้าเพื่อให้คนอิสราเอลเห็นว่า พระใดจะเป็นพระเจ้าที่แท้จริง และเมื่อท่านสิ้นสุดคำอธิษฐาน  ไฟก็ลงมาจากฟ้าเผาไหม้ วัว ฟืน และน้ำจนหมดสิ้น  พระคัมภีร์บอกต่อไปว่า เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น  เขาทุกคนต่างก็ซบหน้าลง  และร้องว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า  พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า” (1พกษ18:39) ไม่มีใครสั่งให้พวกเขาก้มกราบลง  หรือส่งเสียงร้องขอออกมา เพราะว่าเป็นการตอบสนองต่อสิ่งที่ได้เห็นพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นการนมัสการของทุกคน ที่เผชิญหน้ากับพระเจ้า ทุกคนที่สัมผัสกับพระเจ้า และเห็นพระราชกิจของพระเจ้า  ก็จะรับประสบการณ์การนมัสการเช่นเดียวกันนี้เสมอ

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสรู้จักกับนักดนตรีระดับโลกท่านหนึ่ง  ท่านมีชื่อเสียงมาก เป็นศาสตราจารย์ทางดนตรี และเชื่อในพระเจ้า ท่านมาเยี่ยมเยียนคริสตจักรของเราในวันอาทิตย์ ในบรรยากาศการนมัสการในสัปดาห์นั้นเราใช้วง Orchestra ที่เพิ่งรวมทีมกันได้ไม่นาน  ทั้งทักษะยังต้องปรับปรุงกันอีกมาก  ในบรรยากาศการนมัสการเราเริ่มต้นด้วยเพลงเร็วตามด้วยเพลงสรรเสริญช้า ปิดลงด้วยเพลงจากใจ หรือเพลงฝ่ายวิญญาณ และการใช้ของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่ผมกำลังนมัสการ ผมเห็นท่านยกมือขึ้นต่อพระเจ้า ใบหน้าของท่านแสดงความรู้สึกต่อพระเจ้าอย่างมาก  เปี่ยมล้นไปด้วยความปีติในพระองค์  หลังจากท่านแบ่งปันกับผมว่า  ท่านไม่เคยสัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อนเลย  ท่านได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าโดยผ่านการนมัสการ

1คร.14 ชี้ให้เราเห็นบรรยากาศของการนมัสการ  ซึ่งในที่ประชุมมีทั้งธรรมิกชนและคนที่ยังไม่เชื่อในพระคริสต์ และในบรรยากาศนมัสการบางคนก็มีคำเผยพระวจนะ  ซึ่งเป็นเหตุให้บางคนสัมผัสพระเจ้าโดยผ่านถ้อยคำของเขา  และยอมรับว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่น

หมายเหตุ  :  การนมัสการ  หมายถึง  การกราบไหว้   การให้ความเคารพ  บูชา   เทิดทูน   รัก   และนบนอบเชื่อฟัง

(1คร.14:24-25) “แต่ถ้าทุกคนเผยพระวจนะ  คนที่ไม่เชื่อหรือคนที่รู้ไม่ถึงเข้ามา  ทุกคนก็จะทำให้เขารู้สึกสำนึกและทำให้เขาพิจารณาจิตใจของตนเอง  ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาจะเด่นชัดขึ้น  เขาก็จะกราบลงนมัสการพระเจ้ากล่าวว่า  พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกท่านอย่างแน่นอน” อ.เปาโลชี้ให้เห็นว่าบางคนสัมผัสพระเจ้าในบรรยากาศการนมัสการ   และเขาก็กราบลงนมัสการ  ตอบสนองต่อพระเจ้า

มธ.14:22-33 เราพบว่า บรรดาที่มีประสบการณ์เห็นความอัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จะตอบสนองด้วยการกราบลงนมัสการพระเจ้า เราอ่านพบว่า บรรดาอัครสาวกอยู่ในเรือตามลำพัง โดยพระเยซูไม่ได้เสด็จไปด้วย  ในคืนนั้นเองก็เกิดพายุ  เรือและคนอยู่ในเรือก็เดินทางอย่างยากลำบาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่น่าตกใจกลัวเท่ากับที่ได้เห็นคน ๆ หนึ่งเดินอยู่บนทะเล เหนือคลื่นลมแรง และเขาก็พบว่า บุคคลที่เดินอยู่นั้นเป็นพระเยซู  พระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือธรรมชาติ เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า เมื่อพวกเขาได้ประจักษ์ดังนั้น จึงได้ก้มกราบลงนมัสการพระองค์  “เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือ จึงมาหมอบกราบพระองค์ ทูลว่า "พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว"” (มธ.14:33)

ในทุกวันนี้ แม้ว่าเราอาจไม่มีประสบการณ์อย่างเอลียาห์ และบรรดาพวกอัครสาวกในการเผชิญหน้ากับพระเจ้า แต่พวกเราก็ไม่เคยขาดคำพยานถึงความจริงในการทรงพระชนม์อยู่ของพระเจ้า  เราจะไม่สามารถนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง ถ้าเราไม่ได้ประจักษ์ชัดว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และทรงมีพระราชกิจอัศจรรย์เกินความเข้าใจของเรา จิตใจของเราจึงท่วมท้นไปด้วยความเคารพยำเกรง เทิดทูนพระองค์ เมื่ออยู่ต่อหน้าในการนมัสการทุกครั้ง

แท้จริงเรายังมีโอกาสได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสมอในปัจจุบัน (รม.1:20) “ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว  สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น  คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์  ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง  ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย“  เรายังเห็นพระราชกิจของพระองค์  เรายังเห็นคนได้รับการไถ่  และการช่วยเหลือในพระนามของพระองค์  มีผู้คนยังรับความรอดอยู่ทุกวัน  มีคนได้รับการรักษาจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างอัศจรรย์ทุกวัน  เราทุกคนเห็นคำพยานมากมายในโลกอย่างเพียงพอ จนเราไม่สามารถที่จะเพิกเฉยอยู่ได้  โรเบริต์ จี ลี (Robert G. Lee) กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า “ถ้าฉันมีศีรษะสักพัน และแต่ละศีรษะมีลิ้นหนึ่งพันลิ้น และแต่ละลิ้นสามารถพูดได้หนึ่งพันภาษา และฉันสามารถพูดได้ตลอดไป ฉันก็ยังไม่สามารถสรรเสริญ พระเยซูอย่างพอเพียงและสมควรจริง ๆ ได้


ตลอดพระคัมภีร์และตลอดทุกยุคทุกสมัย เมื่อคนได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าและได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระองค์ สิ่งเดียวที่จะตอบสนองได้ก็คือการกราบลงนมัสการ  ไม่จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงพระราชกิจของพระเจ้าเหล่านั้น  ตรงกันข้าม  เราสมควรที่จะตอบสนองด้วยการนมัสการพระองค์อย่างเต็มใจต่างหาก


ในชีวิตส่วนตัวของท่าน หากท่านไม่เคยมีประสบการณ์นมัสการพระเจ้าอย่างลึกซึ้งมาก่อนเลย เป็นไปได้ไหมที่ท่านไม่เคยสัมผัสพระเจ้า และไม่เคยมีประสบการณ์กับการเผชิญหน้ากับพระเจ้า ผมอยากหนุนใจท่านให้แสวงหาพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ ร้องทูลพระองค์ที่จะรับประสบการณ์แห่งความสุขในการนมัสการ เพราะการนมัสการที่แท้จริงนั้น จะเกิดขึ้นเป็นการตอบสนองต่อพระเจ้าเมื่อพบความจริงในพระองค์ พระเจ้าทรงพร้อมเสมอที่จะประทานประสบการณ์อันสดใหม่ให้กับท่าน  เหมือนใน ยากอบ4:8 “ท่านทั้งหลายจะเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน”