• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การนมัสการ : การเปิดใจรับความรักของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการ : การเปิดใจรับความรักของพระเจ้า


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน

 


ในวันที่ข้าพเจ้าได้เข้ามาสู่พระคุณของพระเจ้านั้น เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงความจริงในพระธรรมยอห์น 3:16 ซึ่งไม่เป็นเพียงแค่ข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวกันทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว “พระเจ้าทรงรักโลก…” คือความจริง วันที่ข้าพเจ้าตระหนักว่า พระเจ้าทรงรักข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก และพระองค์รักข้าพเจ้าอย่างมาก ข้าพเจ้าได้เปิดใจรับความรักนั้น และข้าพเจ้าได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นความจริงที่ว่าการเข้ามาสู่ความสัมพันธ์แห่งความรอดในพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์นั้นคือ เงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อนสำหรับการนมัสการ  เพียงแต่เราเริ่มต้นเปิดใจของเราออกรับความรักของพระองค์ เราก็สามารถนมัสการพระองค์ได้อย่างแท้จริง  และเมื่อเราจริงใจ เรายังคงตระหนักว่าเราไม่สามารถที่จะหยุดแต่เพียงเท่านั้นได้ เราต้องเปิดใจของเราที่จะรับความรักของพระเจ้ามากขึ้นต่อไปอีก

ในการประชุมครั้งหนึ่ง ศาสนาจารย์ได้มีคำถามว่า มีสักกี่คนที่มีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อพวกท่านเริ่มต้นที่จะตระหนักถึงความรักของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมในชีวิตของท่าน  เกือบจะทุกคนที่ยกมือขึ้น  เพราะว่ามีบางสิ่งในชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปในการที่เปิดใจรับความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง และการรับความรักของพระเจ้าเช่นนั้นเอง ที่สามารถการแสดงออกในการนมัสการ อัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า “เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว     ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด  ถึงความกว้าง  ความยาว  ความสูง  ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้  เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม”   (อฟ.3:17ข.-19)  การรับความรักของพระเจ้านั้นเป็นเหตุให้เราได้รับการเติมให้เต็มมากขึ้น “เติบโตจนถึงความไพบูลย์ของพระเจ้า

หลักการในการรับความรักของพระเจ้านั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับคริสเตียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เราได้รู้จักพระเจ้าในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  คนส่วนมากเมื่อเข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้าในไม่นานก็มองความรักของพระเจ้าเป็นเหมือนกับการได้มาด้วยการกระทำ  พวกเขาคิดว่า พระเจ้าทรงรักพวกเขา จากสิ่งที่พวกเขากระทำ   หลังจากนั้นอีกหลายปีในการเดินกับพระเจ้านั้น  หลายครั้งเรายากที่จะมีความเชื่อว่าพระเจ้ายังคงรักเรา   ทั้งหมดนี้เพราะเรามีเหตุผลของเราเอง  เมื่อเราเข้าส่วนในอาณาจักรของพระเจ้าเป็นเวลายาวนานแล้ว เราควรที่จะรู้สึกในความรักของพระเจ้ามากขึ้นกว่าที่เราเคยเป็น

บ่อยครั้งที่เรารู้สึกเช่นเดียวกับที่เปาโลรู้สึกเมื่อท่านได้เขียนไว้ใน โรม 7:19  “ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ  ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ  แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ  ข้าพเจ้ายังทำอยู่” และในท่ามกลางความยากลำบาก เราไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งได้ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะรักเรา  และเรายังปฏิเสธที่จะเปิดใจของเราออกต่อความรักของพระองค์และจากนั้นเองเป็นเหตุให้เราก็ไม่ได้นมัสการพระองค์    ต่อจากข้อความข้างต้นเปาโลได้จมลึกลงไปมากกว่านั้นอีก  ใน  โรม 7:24  “โอย  ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้  ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้” และในที่สุดเปาโลได้เข้ามาถึงจุดที่ท่านได้เปิดใจของท่านรับความรักของพระเจ้า  ไม่มีสิ่งใดที่จะเยียวยาความบาปได้  ท่านเพียงแต่กลับใจและรับเอาความรักของพระเจ้า   และสิ่งที่เปาโลได้รับอย่างแท้จริงจากเหตุการณ์นี้ โรม.8:38-39   “เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า  แม้ความตาย  หรือชีวิต  หรือบรรดาทูตสวรรค์  หรือเทพเจ้า  หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้  หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า  หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย   หรือซึ่งสูง  หรือซึ่งลึก  หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น  จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า  ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” เพียงบทต่อไปหลังจากนั้น  เปาโลเป็นคนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง  เพียงเพราะว่าท่านได้เปิดใจออกรับความรักของพระเจ้า  ดังนั้นไม่ขึ้นกับว่านานเท่าไรที่เราเดินกับพระเจ้า  เรายังสามารถที่จะมีความสดใหม่ของพระเจ้าได้อยู่เสมอ

การเปิดใจรับความรักของพระเจ้านั้นไม่เพียงแต่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ใหม่เท่านั้น เมื่อข้าพเจ้าได้ค้นคว้าพระคัมภีร์เกี่ยวกับความรักของพระเจ้าในหัวข้อเรื่องการนมัสการนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจในสิ่งที่พบในพระคัมภีร์เดิม  มีบางสิ่งที่บ่งบอกถึงความรักของพระเจ้ามากมาย และข้าพเจ้าไม่สามารถนับได้  ข้าพเจ้าเพียงแต่พิจารณาในประโยคที่กล่าวถึงความรักของพระองค์ หรือ ขอบคุณพระองค์สำหรับความรักของพระองค์ ในบทที่ข้าพเจ้าประทับใจ เช่น


- สดุดี 36:7  ข้าแต่พระเจ้า  ความรักมั่นคงของพระองค์  ประเสริฐสักเท่าใด  ลูกหลานของมนุษย์เข้าลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีกของพระองค์
- สดุดี 63:3  เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต  ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์
- สดุดี 103:17  แต่ความรักมั่นคงของพระเจ้านั้นดำรงอยู่  ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล  ต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์  และความชอบธรรมของพระองค์ต่อหลานเหลน
- สดุดี 108:4   เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ใหญ่ยิ่งเหนือฟ้าสวรรค์  ความสัตย์ของพระองค์สูงถึงเมฆเพียงแต่เราเริ่มต้นเปิดใจรับความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง เราจะพบความเต็มล้นและความดื่มด่ำในการนมัสการของเรา

ข้าพเจ้าได้พบว่าหลายครั้งคริสเตียนมีท่าทีราวกับว่า พระเจ้ากำลังประทับอยู่บนสวรรค์และเฝ้ามองดูเพื่อจะลงโทษเราเมื่อเราทำความยุ่งยากต่างๆ อยู่ (ความบาป, การพลาดจากเป้าหมาย หรืออื่นๆ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ห่างไกลจากความรักของพระบิดาในสวรรค์

โปรดเข้าใจว่าพระเจ้าชังความบาป  ความบาปเป็นความน่าเกลียดน่าชัง และเป็นสิ่งที่ส่งพระเยซูคริสต์ไปที่กางเขน  ไม่มีข้อกล่าวอ้างใดๆ ที่สามารถรับได้สำหรับความบาป  แต่ทว่ามีการยกโทษ (สดุดี 130:3-4ก.) ข้าแต่พระเจ้า  ถ้าพระองค์จะทรงหมายความบาปผิดไว้  องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า  ผู้ใดจะยืนอยู่ได้  แต่พระองค์มีการอภัย  เพื่อเขาจะยำเกรงพระองค์”  และการยกโทษนั้นอยู่ในลักษณะความรักของพระเจ้า

เมื่อเราได้เรียนรู้ว่า พระเจ้ายังคงรักเรา ไม่ขึ้นอยู่กับที่ๆ เราอยู่หรือสิ่งที่เราได้ทำลงไป  เราจะพบกับความเป็นอิสระในการนมัสการซึ่งไม่อาจพบได้ในหนทางอื่นใด  เพียงแต่เราเปิดใจของเราออกต่อความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ เราก็สามารถจะอยู่ในความจริง ในการนมัสการพระองค์ได้
(  ถอดความจาก What’s worship โดย Tom Kraeuter )