• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การนมัสการ : การหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยความจริงของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการการหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยความจริงของพระเจ้า


เวลานานมาแล้ว ข้าพเจ้าเคยได้ยินอาจารย์ Terry Law ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีในการอภิปรายในการสัมมนา เขาได้พูดถึงพระวจนะพระเจ้า และระหว่างการอภิปรายนั้นท่านได้ยกพระธรรมสดุดี 107:20  “20พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์ไปรักษาเขาและทรงช่วยกู้เขาจากหลุมของเขา”  และ เทอรี่ได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า “สิ่งนี้กำลังกล่าวถึงเกี่ยวกับ ตัวหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระวาทะที่เป็นเนื้อหนัง”  ท่ามกลางที่ประชุมสองสามร้อยคนนั้นมีคนจำนวนหนึ่งที่แน่ใจอย่างแท้จริงว่าหนึ่งในสองนั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง  เทอรี่กล่าวว่าคำตอบที่ถูกต้องของคำถามคือ “ใช่”  และเขาได้อธิบายต่อไปอีกว่าเราต้องเข้าใจว่าทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกออกจากกัน พระวจนะพระเจ้าก็คือพระวจนะพระเจ้า ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ


ในยน.14:6    พระเยซูได้กล่าวแก่ผู้ที่ติดตามพระองค์ว่า  พระองค์เป็นความจริง ในยน.17:17 พระองค์กำลังอธิษฐานเผื่อเหล่าสาวกของพระองค์ พระองค์ร้องทูลต่อพระบิดาว่า “ขอทรงชำระเขาด้วยความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์คือความจริง”   อีกไม่นานที่พระเยซูคริสต์จะไม่ได้อยู่กับพวกเขาอีกต่อไป ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าคำอธิษฐานของพระองค์ที่นี่นั้นกำลังอ้างถึงคำพูด /ลายลักษณ์อักษร พระวจนะพระเจ้า ทั้งพระเยซูคริสต์ พระวาทะที่มีชีวิต และ คำพูดหรือลายลักษณ์อักษรแห่งความจริง ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจในชีวิตของเรา  สดด.138:2 ข “…เพราะพระองค์ทรงเชิดชูพระนามและพระวจนะของพระองค์เหนือสารพัด”


ลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นพระวจนะพระเจ้า เปรียบเหมือนดั่งการแปรเปลี่ยนชีวิตเป็นรายบุคคลที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์  สิ่งที่แย่ก็คือ เพราะว่ามันเป็นเพียงน้ำหมึกบนกระดาษที่เรามักจะวางมันในจุดที่ต่ำอย่างมากในสังคมของเราเสมอ    ทว่าสำหรับคริสตจักรเป็นการสำแดงของฤทธิ์อำนาจและความหมายอย่างยิ่งของพระวจนะพระเจ้าที่บันทึกไว้


หนังสือเนหะมีย์ได้บรรยายถึงความตราตรึงใจของประชากรของพระเจ้าซึ่งตระหนักถึงคุณค่าของพระวจนะพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้  การรื้อฟื้นสร้างกำแพงเมืองรอบเยรูซาเล็มได้เสร็จสิ้นลง  ประชาชนก็เริ่มต้นที่จะกลับเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง  หลังจากกระบวนการนี้เกิดขึ้น พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “ประชาชนทั้งปวงได้ชุมนุมพร้อมหน้ากันที่ลานเมืองหน้าประตูน้ำ และเขาบอกเอสราธรรมาจารย์ ให้นำหนังสือธรรมบัญญัติของโมเสสซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาแก่อิสราเอลนั้นมา”    นหม.8:1


เอสราได้ปฏิบัติดังนั้นและได้เริ่มต้นอ่านหนังสือจากธรรมบัญญัติ   “และท่านหันหน้าไปทางลานเมืองหน้าประตูน้ำ อ่านตั้งแต่เช้าตรู่จนเที่ยงวัน ต่อหน้าผู้ชายผู้หญิงกับบรรดาผู้ที่ฟังเข้าใจได้ และประชาชนก็ตะแคงหูฟังพระธรรม”  นหม.8:3  พวกเขา ”ตะแคงหู ฟัง”  ตั้งแต่เช้าตรู่จนเที่ยงวัน!   เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่พวกเขาได้มีต่อพระวจนะพระเจ้า


เอสราธรรมาจารย์ยืนอยู่บนแท่นไม้ ซึ่งเขาทำไว้เพื่อการนี้ ข้างๆท่านมีมัททีธิยาห์ เชมา อานายาห์ อุรีอาห์ ฮิลคียาห์และมาอาเสอาห์ยืนอยู่ข้างขวามือของท่าน กับมีเปดายาห์ มิชาเอล มัลคิยาห์ ฮาชูม ฮัชบัดดานาห์ เศคาริยาห์และเมชุลลามอยู่ข้างซ้ายมือของท่าน  และเอสราได้เปิดหนังสือต่อหน้าประชาชนทั้งปวงเพราะท่านอยู่สูงกว่า ประชาชน เมื่อท่านเปิดหนังสือประชาชนก็ยืนขึ้น


เอสราสรรเสริญพระเยโฮวาห์ พระเจ้าใหญ่ยิ่ง และประชาชนทั้งปวง ตอบว่า "อาเมน อาเมน" พร้อมกับยกมือขึ้นและเขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเจ้า ซบหน้าลงถึงดิน     นหม.8:4-6  มีความแตกต่างอย่างไรจากการตอบสนองโดยปกติของเราในทุกวันนี้  การอ่านพระคัมภีร์ในที่สาธารณะในทุกวันนี้มักจะพบว่ามีการตอบสนองอย่างกระตือรือร้นน้อยมากกว่าที่เห็นในพระคัมภีร์   เราต้องเริ่มต้นตระหนักถึงคุณค่าอย่างมหาศาลของพระวจนะพระเจ้า


บ่อยครั้งมากที่ความคิดในปัจจุบันนี้มีความผิดพลาดไป  ในหลายคริสตจักรได้เน้นเรื่องการมีประสบการมากกว่าความจริงที่ได้ถูกบันทึกไว้แล้วในพระคัมภีร์


ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมการสัมมนา 3 วันซึ่งมีความแตกต่างนิดหน่อยไปจากการสัมมนาตามปกติของข้าพเจ้า. ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นด้วยกับทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้น   ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ความจริงบางอย่างลึกซึ้งมาก  อย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าข้าพเจ้าเองเป็นความเคารพนับถือของคนเหล่านั้นต่อพระวจนะพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวหนังสือที่ได้ถูกพิมพ์ขึ้นมาบนหน้ากระดาษ หรือถูกกล่าวออกไปจากธรรมมาส  แต่เป็นพระวจนะพระเจ้า ซึ่งพระคำที่เป็นน่าทะนุถนอมและน่าลิ้มรส  พระคำซึ่งได้รับการประทับในจิตใจของเราไม่เพียงแต่รับฟังเท่านั้น


เราน่าที่จะปฏิบัติตามเรียนรู้สิ่งดีๆ  ของการเคารพนับถือพระคัมภีร์ที่บริสุทธิ์ ซึ่งได้รับการดลใจจากพระเจ้า  เราต้องเรียนรู้ในการกล่าวกับผู้เขียนสดุดีที่ว่า   ข้าพระองค์ได้เลือกทางความสัตย์ซื่อ ข้าพระองค์ตั้งกฎหมายของพระองค์ไว้ตรงหน้าข้าพระองค์ สดด.119:30


สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงผลกระทบข้างเคียงต่อพระเจ้า  การตระหนักถึงคุณค่าของความจริงของพระวจนะพระองค์เป็นสิ่งที่สำคัญ  เมื่อปิลาส ปอนทิอัสกำลังถามพระเยซู พระองค์ได้กล่าวดังนี้ว่า "ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา"  ยน.18:37   หนึ่งในเหตุผลหลักที่พระเยซูมาในโลกก็เพื่อ “เป็นพยานให้แก่สัจจะ”   ดังนั้น เราควรที่เห็นคุณค่าของความจริงนั้นอย่างไร?


เราต้องเริ่มต้นที่จะเข้าใจว่าการหล่อเลี้ยงจิตใจของเราด้วยพระคำพระเจ้า ภายในและภายนอกตัวมันเอง นั่นคือ การแสดงออกด้วยการนมัสการ ให้เวลากับข้าพเจ้าซัก 2-3 นาทีที่จะให้ความสมดุลในสิ่งนี้  ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าได้รับเชิญไปสอนการสัมมนาด้านการนมัสการซึ่งเป็นประเพณีของคริสตจักร ชายผู้ประสานงานการสัมมนาได้ทำงานเต็มเวลาในด้านการนมัสการในคริสตจักรมากว่า 10 ปีแล้ว  เมื่อข้าพเจ้ามาถึง เขาได้ย้ำกับข้าพเจ้าว่า มีเหตุผลหลักประการหนึ่งว่าทำไมเขาจึงต้องการจัดการสัมมนานี้ขึ้น  เขากล่าวว่า รูปแบบจิตใจของคนในคริสตจักรนี้คือ การเทศนา คือการนมัสการ   ซึ่งมีแนวความคิดว่าการเทศนามเท่าเทียมกับการนมัสการและการนมัสการก็เท่าเทียมกันกับการเทศนา  ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่มีความหลากหลายอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง, การถวายทรัพย์ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการอุ่นเครื่อง  จุดสูงสุดที่แท้จริงของการนมัสการคือ การเทศนา  เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้าพเจ้าสามารถช่วยที่ประชุมให้เข้าใจว่า แม้ว่าการเทศนาเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนั้นคือ การนมัสการ


เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งของการบันทึกไว้ถึงเรื่องของ 2 นิกายที่ข้าพเจ้าได้แบ่งปันนั้น ทั้งสองนิกายมาจากนิกายเดียวกัน  สิ่งที่มีพลังอย่างยิ่งใหญ่ (การให้คุณค่าของพระวจนะพระเจ้า) สามารถกลายเป็นจุดอ่อนได้หากว่าปฎิบัติมากเกินไป. ข้าพเจ้าไม่ได้เลือกจากคนที่มีพื้นฐานจากนิกายเดียวกัน  สิ่งเดียวกันสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าอยู่ในคริสตจักรอิสระต่างๆ


ย้อนกลับไปช่วงหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินเกี่ยวกับผู้สอนในคริสตจักรเพนเทคอส / คาริสแมติกที่เป็นที่รู้จักกันดีซึ่งเป็นผู้นำนมัสการและดนตรีว่าเป็น “Preliminary man”   เขาใช้คำนี้เพราะว่าสำหรับเขาภาพของความสำคัญที่สุดของการประชุมคือ การเทศนา  โปรดยกโทษในความเถรตรงของข้าพเจ้า แต่ว่าเมื่อเขาเริ่มต้นมองภาพการแสดงออกของคนที่นมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจผ่านบทเพลงในตอนกลางเหมือนกับการเริ่มต้น  พวกเขาก็ได้พลาดหัวใจของพระเจ้าไปเสียแล้ว


คำที่เป็นกุญแจหลักของที่นี่คือ ความสมดุล  สิ่งที่แย่ก็คือเรามักจะหันเหไปจากทิศทางใดทิศทางหนึ่งหรือทิศทางอื่นๆ มากเกินไป  พวกเราต้องไม่สูญเสียการมองอย่างแท้จริงของการหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยความจริงของพระเจ้า พระคำที่บริสุทธิ์ของพระองค์ ภายในและภายนอกตัวมันเองคือ การแสดงออกในการนมัสการ  อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกโดยการนมัสการเท่านั้น  มีสิ่งต่างๆ มากไปกว่านี้ในการนมัสการพระเจ้า