|
|
การนมัสการ : การใช้เวลากับพระเจ้า
|
ฟป.3:8 กล่าวว่า “ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึง พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ปรารถนาจะตรัสบางสิ่งบางอย่างแก่คริสตจักรในยุคนี้ ก็คงจะเป็น “การรู้จักพระเจ้า” ไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งสำหรับเราในเวลานี้มากไปกว่าการที่จะรู้จักพระองค์
เรากล่าวกันถึงการประกาศและฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรากล่าวกันถึงฤทธิ์เดชในการนำการสรรเสริญและนมัสการไปยังบรรดาประชาชาติ เรากล่าวกันถึงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้นหากพวกเราไม่รู้จักพระเจ้า แน่นอนชีวิตของเราอาจจะได้รับชัยชนะซักสองสามครั้ง หรือ เห็นหมายสำคัญการอัศจรรย์เล็ก ๆ น้อย ๆ ของพระเจ้า หากว่าเราได้รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วละก็ ไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดยั้งเราได้เลย
ครั้งหนึ่งมีคนเคยกล่าวไว้ว่า หากเราพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าแบบหน้าต่อหน้า จะช่วยทำให้เราประหยัดเวลาในการเข้าเรียนในชั้นเรียนการเป็นพยาน เป็นสิ่งที่ไม่น่าสงสัยเลยว่าการรู้จักพระเจ้าเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ “แต่ประชาชนผู้รู้จักพระเจ้าของเขาทั้งหลายจะยืนมั่นและปฏิบัติงาน” (ดาเนียล 11:32) อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวังท่าทีในใจในความปรารถนาจะรู้จักพระเจ้าด้วย การรู้จักพระเจ้าไม่ใช่มีแรงจูงใจอยากจะมีฤทธิ์อำนาจทำสิ่งใดก็ได้ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ผิด แรงจูงใจที่สูงสุดในการรู้จักพระเจ้าคือ การอยากรู้จักในความเป็นพระองค์ เราควรพิจารณาถึงการรู้จักพระเจ้าเพื่อการมีความสัมพันธ์กับพระองค์ “การรู้จักพระเจ้า” ข้าพเจ้าหมายถึง การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริงมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเจาะจง ใช้ความพยายามอย่างมากในการที่จะให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี
เมื่อข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงความสัมพันธ์ของข้าพเจ้าเองกับพระเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจที่มีบางสิ่งบางอย่างขาดไปในวิถีทางที่ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์กับพระองค์ ข้าพเจ้าตระหนักว่ามีบางสิ่งบางอย่างในความสัมพันธ์ของข้าพเจ้ากับพระเจ้าซึ่งควรได้รับการพัฒนาขึ้น ข้าพเจ้าอยากอธิบายถึงสิ่งนี้ว่า มีหลักเกณฑ์หลายประการซึ่งสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างคนสองคนได้ เช่น การใช้เวลาอย่างมากในความใกล้ชิดสนิทสนม การใช้เวลาในการตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ทว่าอาจเป็นได้ที่เป็นเพียงความสัมพันธ์แบบเพื่อนเท่านั้น อาจไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น หรือลึกซึ้ง เป็นเพียงความสัมพันธ์แบบธรรมดา ๆ ซึ่งเวลาเหล่านี้นี่เองที่อาจเป็นเวลาที่ไม่มีความหมายอะไรมากกว่าการนั่งลงคุยกันที่ระเบียง หรือคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศ การดูหนังด้วยกัน ไม่มีสิ่งใดลึกซึ้งจริง ๆ แต่ก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญมากส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ เราจำเป็นต้องมีเวลาเหล่านี้กับพระเจ้าด้วยเช่นกัน
ข้าพเจ้าไม่มีความยากลำบากในการนมัสการพระเจ้า และการสนิทสนมกับพระเจ้า โดยพระคุณของพระองค์ ข้าพเจ้ามาถึงระดับความเติบโตที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ต้องเล่นบทบาทหลักสำคัญอะไรมาก ข้าพเจ้าก็สามารถนมัสการพระเจ้าได้ พระองค์ทรงรักข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าจึงรักพระองค์ตอบ พระองค์ทรงมีคุณค่า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงนมัสการพระองค์
การมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างดีทำให้ข้าพเจ้าไม่มีปัญหาในการร้องทูลต่อพระองค์อีกด้วย หากข้าพเจ้าต้องการบางสิ่งอย่างเจาะจง ข้าพเจ้าไม่ต้องอายในการร้องทูลสิ่งนั้นต่อพระเจ้า หากข้าพเจ้าต้องการการนำทิศทาง ข้าพเจ้าเพียงร้องทูลสิ่งนั้น หากข้าพเจ้าต้องการสติปัญญาในการจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า ข้าพเจ้าก็จะร้องทูลต่อพระเจ้าให้จัดการสิ่งนั้น การร้องทูลพระเจ้าสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าต้องการจริง ๆ นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากสำหรับข้าพเจ้า
อย่างไรก็ตาม บางครั้งข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความยากลำบากในการเป็นเพื่อนกับพระองค์ ผู้อ่านกรุณาอย่าเพิ่งตัดสินในสิ่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปนี้จนกว่าท่านจะอ่านอย่างชัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ามีพระเจ้าที่อยู่ในฐานะสูง ที่ถูกตั้งไว้สำหรับการที่จะกราบไหว้บูชา พระเจ้าของข้าพเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงครู หรือวิทยากร ที่มาให้ความรู้ในการสัมมนานมัสการแล้วก็จากไป แต่อาจเป็นได้ที่พระองค์ไม่ได้คาดหวังกับข้าพเจ้ามากเกินไปเหมือนกับที่ข้าพเจ้ารู้สึกกับพระองค์ก็ได้ พระองค์อาจปรารถนาจะเป็นเพียงเพื่อนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่องค์พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ พระเยซูทรงตรัสว่า “.....แต่เราจะเรียกเขาว่า สหาย” (ยอห์น 15:15) แม้ว่าเราอาจเป็นคนรับใช้ของพระองค์และผู้ที่นมัสการพระองค์ แต่ว่าพระองค์ยังคงปรารถนาเวลาของความเป็นมิตรสหาย เป็นเพื่อน พระองค์ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับเราในวิถีชีวิตประจำวันของเราอย่าง “มิตรสหาย”
ความจริงนี้เอง เราจำเป็นต้องมีวินัยในการใช้เวลาอย่างมากที่แยกไว้เฉพาะสำหรับพระเจ้า เพื่อพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ หลักการนี้คล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ในการแต่งงาน ซึ่งแม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตแต่งงานจะใช้ไปกับลูก ๆ หรือคนอื่น ๆ การใช้เวลาร่วมกันของสามี ภรรยาก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน ความสัมพันธ์จำเป็นต้องใช้เวลาเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนมาเป็นความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเช่นเดียวกัน เราจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าของเราด้วยเช่นกัน ช่วงเวลาแห่งความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเยซูนำเราให้เป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวานที่พระคริสต์ถวายพระเจ้า ในหมู่คนที่กำลังจะรอดและคนที่กำลังประสบความพินาศ” (2โครินธ์ 2:15) หากว่าเรามีหน้าที่ที่จะเป็นกลิ่นหอม เราต้องอยู่ร่วมกับพระองค์ เราต้องรู้จักพระเจ้า
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนบทความนี้ ข้าพเจ้าสามารถได้ยินเสียงร้องของคนที่สิ้นหวังกล่าวว่า “แต่คุณไม่เข้าใจในสถานภาพของฉัน การรู้จักใครบางคน แม้แต่พระเจ้า ต้องใช้เวลาอย่างมาก และเวลานี่เองเป็นสิ่งที่ฉันไม่มี มันเป็นปัญหาสำหรับฉัน” ข้าพเจ้าสามารถย้ำอย่างชัดเจนกับความคิดเช่นนี้ได้ว่า จากช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามาเป็นคริสเตียน ข้าพเจ้าแน่ใจว่า พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าเพื่อรับใช้พระองค์ตลอดชีวิต ให้ข้าพเจ้าทำงานเกี่ยวกับการนมัสการ รอคอยเพื่อจะทำให้สิ่งที่พระเจ้าตรัสกับจิตใจข้าพเจ้าให้สำเร็จ ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกว่ามีเวลาอย่างเพียงพอที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าพูดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ลึก ๆ ภายในข้าพเจ้ารู้ดีว่า แม้แต่ทุกวันนี้ที่ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางความสำเร็จของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าทำ บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองออกนอกสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีค่าและสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การอธิษฐาน, การศึกษาพระคัมภีร์, การนมัสการส่วนตัว, การสามัคคีธรรมกับพระเจ้า สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าสามารถรู้จักพระเจ้าได้ บ่อยครั้งข้าพเจ้าละไว้จนกว่าข้าพเจ้าจะมีเวลาที่สะดวกสบาย
ในเวลานี้เราต้องหยุดการรับใช้เพียงแต่ปากของเรามาสู่ “การลำดับความสำคัญ” และให้การลำดับความสำคัญนี้มาแทนที่ในชีวิตของเรา ซึ่งหมายความว่า หากบ้านจะรกรุงรังซักนิดหน่อยก็คงจะไม่เป็นไร หรือหากคุณจะทำเงินได้น้อยอีกซักนิดเพราะคุณทำล่วงเวลาน้อยลงก็คงไม่เดือดร้อนนักใช่ไหม
การพลาดจากสิ่งที่ควรทำเป็นกุญแจสำคัญของเราในเวลานี้ : การรู้จักพระเจ้า ไม่มีเวลามากไปกว่านี้สำหรับชีวิตเราในปัจจุบัน เราต้องจัดช่วงเวลาของเราและทำอย่างต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพ (ฮีบรู 12:1) “เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์....”
การรู้จักพระเจ้า , การเพาะบ่มความสัมพันธ์กับพระองค์ เป็นการนมัสการอย่างหนึ่ง
|