|
|
การนมัสการ : การแสดงออกด้วยจิตใจ และการกระทำ
|
ในฉบับที่ก่อนหน้านี้ ผมได้พูดถึงว่า การนมัสการนั้นเป็นลำดับความสำคัญแรกสุดของมนุษย์ เหตุผลที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ก็เพื่อนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้องค์เดียว จริง ๆ แล้ว ในพระคัมภีร์บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่า การนมัสการไม่ใช่สิ่งที่เก็บไว้ในใจอยู่เฉย ๆ หรือไม่แสดงปฏิกิริยาใดใดออกมา ตรงกันข้าม ความหมายที่แท้จริงของการนมัสการเป็นการแสดงออกภายนอก เป็นปฎิกริยาที่คนรอบข้างสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตของคนใดคนหนึ่งที่กำลังนมัสการพระเจ้า
ในส่วนตัวของผมในฐานะผู้นำนมัสการ ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างมากที่เห็นคนของพระเจ้ายืนนิ่งหรือนิ่งเฉยในบรรยากาศของที่ประชุมซึ่งกำลังนมัสการพระเจ้าร่วมกัน แสดงว่าคริสเตียนหลายคน เข้าใจผิดถึงคำจำกัดความของการนมัสการพระเจ้า
คำว่า “นมัสการ” หมายถึงอะไร คำที่ให้ความหมายในพระคัมภีร์เดิม โดยปกติคำนี้แปลว่า “ก้มกราบ” ส่วนในภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับของพระคัมภีร์ใหม่ คำนี้แปลว่า “จูบ” (เป็นอาการของทาสที่แสดงความเคารพ และจงรักภักดีต่อนายของตน ด้วยการคุกเข่าลงจูบที่หลังมือของนาย) และคำในภาษากรีกอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจใน กจ.19:35 “ฝ่ายนายอำเภอเมื่อบังคับให้ประชาชนเงียบลงแล้วจึงกล่าวว่า "ดูก่อนท่านชาวเอเฟซัสทั้งปวง มีผู้ใดบ้างซึ่งไม่ทราบว่าชาวเมืองเอเฟซัสนี้ เป็นผู้รักษาดูแลพระวิหารของพระแม่เจ้าอารเทมิสที่เป็นใหญ่ และเป็นผู้รักษารูปศิลาซึ่งตกลงมาจากฟ้า”
คำว่า “ผู้รักษาดูแล” (ภ.อังกฤษ “a worshiper”) ให้ความหมายว่า “เป็นผู้กวาดพื้นในพระวิหารด้วยความสมัครใจ” การนมัสการในความหมายแท้นั้น เป็นการที่มากกว่าความรู้สึก แต่เป็นการแสดงออกมาภายนอก และแสดงออกด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงความรู้สึกของตนที่อยู่ในใจออกมา ในพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า ยาโคบก็กราบลงที่บนหัวนอน เพื่อนมัสการพระเจ้า
ปฐก.47:31 “อิสราเอลจึงบอกว่า "จงสาบานตัวให้เราด้วย" โยเซฟก็สาบานให้บิดา แล้วอิสราเอลก็กราบลงที่บนหัวนอน”
ฮบ.11:21 “เพราะยาโคบมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อจะตายจึงได้อวยพรแก่บุตรทั้งสองของโยเซฟ และได้นมัสการพระเจ้า เหนือหัวไม้เท้าของท่าน” “ยาโคบกราบลง” นี่เป็นการกระทำที่เห็นได้ทั่วไป ถ้าเราดูพระคัมภีร์ทั้งเล่ม การนมัสการนั้นไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกมาด้วยใจอย่างเดียวแน่นอน แม้เราไม่ต้องดูรากศัพท์ของคำที่ใช้ เราก็แน่ใจได้เลยว่า การนมัสการเป็นการแสดงออกมาด้วยการกระทำบางอย่างแน่
“แล้วเยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน และยูดาห์ทั้งปวงกับชาวเยรูซาเล็มได้กราบลงต่อพระเจ้า นมัสการพระเจ้า” 2 พศด.20:18
“เอสราสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าใหญ่ยิ่ง และประชาชนทั้งปวงตอบว่า "อาเมน อาเมน" พร้อมกับยกมือขึ้นและเขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเจ้าซบหน้าลงถึงดิน” นหม.8:6
“แล้วโยบก็ลุกขึ้น ฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะ กราบลงถึงดินนมัสการ” โยบ.1:20
“มาเถิดให้เรานมัสการและกราบลง ให้เราคุกเข่าลงต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” สดด.95:6
“ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า "จงจำเริญเถิด" หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์” มธ.28:9
“พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย” รม.12:1
“ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาจะเด่นชัดขึ้น เขาก็จะกราบลงนมัสการพระเจ้ากล่าวว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกท่านอย่างแน่นอน” 1 คร.14:25
“ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้า พระที่นั่งร้องว่า” วว.4:10
ขอให้เข้าใจว่า การนมัสการนั้นต้องเริ่มต้นจากจิตใจ แต่ไม่ใช่เฉพาะจิตใจแน่นอน การนมัสการต้องแสดงออกมาภายนอกเป็นการกระทำบางอย่างด้วย อย่างไรก็ตาม การแสดงออกมาภายนอกอย่างเดียวโดยปราศจากจิตใจ ก็ไม่ใช่การนมัสการเช่นกัน พระเจ้าทรงต้องการทั้งจิตใจและการกระทำด้วย
ผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักพลับพลาโมเสส เป็นสถานนมัสการที่พระเจ้าเป็นผู้ให้รายละเอียดในการสร้างทั้งขนาดและวิธีการสร้าง ทำไมพระเจ้าทรงกระทำเช่นนั้น พระองค์ทรงสนพระทัยในขนาด ความกว้าง ความยาว ความสูง ลวดลายต่าง ๆ ของอุปกรณ์ที่ใช้ในพลับพลา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นการบอกเราว่า การนมัสการนั้น พระเจ้าเป็นผู้กำหนดไม่ใช่มนุษย์กำหนดตามความพึงพอใจของตนเอง การนมัสการต้องกระทำอย่างจริงใจ
ในพระคัมภีร์เดิมได้กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่า อามาซิยาห์ กษัตริย์แห่งยูดาห์ ทรงครองราชย์ตั้งแต่อายุ 25 ปี (2พศด.25:1-28) ใน “ข้อ 2” ได้สรุปถึงสิ่งที่พระองค์ได้กระทำไว้ว่า “และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้า แต่มิใช่ด้วยพระทัยที่แท้จริง” อย่างไรเรียกว่า “มิใช่พระทัยที่แท้จริง” พระองค์ทรงกระทำสิ่งดี สิ่งที่ถูกต้อง แต่มิใช่ด้วยพระทัยที่จริงใจ ในภาษาอังกฤษแปลคำนี้ว่า “มิใช่ด้วยสิ้นสุดจิตสิ้นสุดใจของพระองค์” สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับเราได้ เราอาจพูดสิ่งที่ถูกต้อง ร้องเพลงอย่างไพเราะ แต่ปราศจากจิตใจที่แท้จริง นั้นก็มิใช่การนมัสการที่พระเจ้าทรงอยากจะพบในชีวิตของเรา
จากประสบการณ์ของผม บางครั้งที่ผมอยู่ต่อหน้าชุมชนเพื่อจะนำนมัสการ ผมพยายามจะหนุนใจนักดนตรีให้ทำเสียงประสานอย่างดีเยี่ยม พยายามทำให้เกิดความต่อเนื่องของเพลงมิให้สะดุดในระหว่างการเชื่อมต่อเพลง รักษาบรรยากาศอย่างดีที่สุด แต่เมื่อผมหันมาสำรวจตนเองผมพบว่า ผมเพียงแค่พยายามจะทำให้การนมัสการ “ดีขึ้น” ส่วนผมเองพลาดการนมัสการไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากผมยุ่งและกังวลอยู่กับหลายสิ่ง จนไม่ได้นมัสการในส่วนตัวของผม
ในการพัฒนาการพัฒนาในคริสตจักร หลายครั้งคริสตจักรมักจะเน้นไปที่ทักษะการเล่นดนตรี การตกแต่งเวที การจัดทำธงเพื่อนมัสการ หรือแม้แต่พยายามหนุนใจให้สมาชิกยกมือขึ้นเพื่อนมัสการ บางครั้งก็หนุนใจให้ปรบมือ โห่ร้อง สร้างบรรยากาศต่าง ๆ แต่จุดหนึ่งที่ง่ายที่จะลืมและละเลยไปก็คือ การเน้นให้ทุกคน “นมัสการพระเจ้า”
การนมัสการมิใช่สิ่งที่เพียงแค่มองดูห่าง ๆ หรือสังเกตการณ์ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่การนมัสการเป็นการที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เป็นงานของทุกคนที่ต้องอุทิศตนเอง ที่จะนำใจของตนก้าวเข้าไปในการสรรเสริญและนมัสการ แม้ว่าบรรยากาศไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีสิ่งใดใหม่ จงนำใจเข้าไปสู่การนมัสการอย่างง่าย ๆ อย่าสนใจบทเพลงที่แม้ไม่มีดนตรีที่ดี มากกว่าสนใจที่จะใช้เพลงนั้นนมัสการพระเจ้า อย่าสนใจว่าเพลงที่ใช้จะเป็นบทเพลงเก่าหรือไม่ แต่จงสนใจว่าใจของเราสดใหม่เสมอที่จะเข้าไปนมัสการพระองค์
อมส.5:21-23 "เราเกลียดชัง เราดูหมิ่นบรรดาวันเทศกาลของเจ้า และไม่ชอบในการประชุมตามเทศกาลของเจ้าเลย แม้ว่าเจ้าถวายเครื่องเผาบูชาและธัญญบูชาแก่เรา เราก็ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น และศานติบูชาด้วยสัตว์อ้วนพีของเจ้านั้น เราจะไม่มองดู จงนำเสียงเพลงของเจ้าไปเสียจากเรา เราจะไม่ฟังเสียงพิณใหญ่ของเจ้า”
ทำไมพระเจ้าไม่ทรงยอมรับการนมัสการของคนอิสราเอลในเวลานั้น คำตอบก็คือ พวกเขามีจิตใจที่ไม่ถูกต้อง “และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา” อสย.29:13
จิตใจที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ทุกวันนี้ ก็เป็นการง่ายที่จะทำผิดพลาดเหมือนชนอิสราเอลในสมัยโบราณ เราอาจทำหลายสิ่งที่ถูกต้องด้วยจิตใจที่ผิดก็เป็นได้ เราอาจนมัสการด้วยการแสดงออกหลายสิ่งที่ถูกต้อง แต่จิตใจของเราไม่ได้นมัสการพระเจ้าเลยก็อาจจะเป็นได้ เป็นไปได้ที่เราจะแสดงออกด้วยหลายสิ่งในการนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง แต่จิตใจมิได้นมัสการพระเจ้าเลย แต่เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ที่นมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องและพระเจ้าทรงยอมรับ จะปราศจากจิตใจที่ถูกต้องเมื่อมานมัสการพระองค์ เหตุฉะนั้น จงนมัสการพระเจ้าทั้งด้วยการแสดงออกมาภายนอกด้วยการกระทำตามที่พระคัมภีร์สอน และด้วยจิตใจที่ถูกต้องต่อพระองค์
|