• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
การนมัสการ : การแสดงออกด้วยจิตใจ และการกระทำ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการ : การแสดงออกด้วยจิตใจ และการกระทำ



ในฉบับที่ก่อนหน้านี้ ผมได้พูดถึงว่า การนมัสการนั้นเป็นลำดับความสำคัญแรกสุดของมนุษย์ เหตุผลที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ก็เพื่อนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้องค์เดียว จริง ๆ แล้ว ในพระคัมภีร์บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่า  การนมัสการไม่ใช่สิ่งที่เก็บไว้ในใจอยู่เฉย ๆ หรือไม่แสดงปฏิกิริยาใดใดออกมา  ตรงกันข้าม  ความหมายที่แท้จริงของการนมัสการเป็นการแสดงออกภายนอก เป็นปฎิกริยาที่คนรอบข้างสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตของคนใดคนหนึ่งที่กำลังนมัสการพระเจ้า


ในส่วนตัวของผมในฐานะผู้นำนมัสการ ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างมากที่เห็นคนของพระเจ้ายืนนิ่งหรือนิ่งเฉยในบรรยากาศของที่ประชุมซึ่งกำลังนมัสการพระเจ้าร่วมกัน แสดงว่าคริสเตียนหลายคน  เข้าใจผิดถึงคำจำกัดความของการนมัสการพระเจ้า

 

คำว่า “นมัสการ” หมายถึงอะไร คำที่ให้ความหมายในพระคัมภีร์เดิม โดยปกติคำนี้แปลว่า “ก้มกราบ” ส่วนในภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับของพระคัมภีร์ใหม่ คำนี้แปลว่า “จูบ” (เป็นอาการของทาสที่แสดงความเคารพ และจงรักภักดีต่อนายของตน  ด้วยการคุกเข่าลงจูบที่หลังมือของนาย)  และคำในภาษากรีกอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจใน กจ.19:35 “ฝ่ายนายอำเภอเมื่อบังคับให้ประชาชนเงียบลงแล้วจึงกล่าวว่า  "ดูก่อนท่านชาวเอเฟซัสทั้งปวง  มีผู้ใดบ้างซึ่งไม่ทราบว่าชาวเมืองเอเฟซัสนี้  เป็นผู้รักษาดูแลพระวิหารของพระแม่เจ้าอารเทมิสที่เป็นใหญ่  และเป็นผู้รักษารูปศิลาซึ่งตกลงมาจากฟ้า”


คำว่า “ผู้รักษาดูแล” (ภ.อังกฤษ “a worshiper”) ให้ความหมายว่า “เป็นผู้กวาดพื้นในพระวิหารด้วยความสมัครใจ” การนมัสการในความหมายแท้นั้น เป็นการที่มากกว่าความรู้สึก  แต่เป็นการแสดงออกมาภายนอก และแสดงออกด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงความรู้สึกของตนที่อยู่ในใจออกมา
ในพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า ยาโคบก็กราบลงที่บนหัวนอน เพื่อนมัสการพระเจ้า

 

ปฐก.47:31 “อิสราเอลจึงบอกว่า "จงสาบานตัวให้เราด้วย"  โยเซฟก็สาบานให้บิดา  แล้วอิสราเอลก็กราบลงที่บนหัวนอน”


ฮบ.11:21 “เพราะยาโคบมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อจะตายจึงได้อวยพรแก่บุตรทั้งสองของโยเซฟ  และได้นมัสการพระเจ้า  เหนือหัวไม้เท้าของท่าน”
“ยาโคบกราบลง” นี่เป็นการกระทำที่เห็นได้ทั่วไป  ถ้าเราดูพระคัมภีร์ทั้งเล่ม  การนมัสการนั้นไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกมาด้วยใจอย่างเดียวแน่นอน แม้เราไม่ต้องดูรากศัพท์ของคำที่ใช้ เราก็แน่ใจได้เลยว่า  การนมัสการเป็นการแสดงออกมาด้วยการกระทำบางอย่างแน่


“แล้วเยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน  และยูดาห์ทั้งปวงกับชาวเยรูซาเล็มได้กราบลงต่อพระเจ้า  นมัสการพระเจ้า” 2 พศด.20:18


“เอสราสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าใหญ่ยิ่ง และประชาชนทั้งปวงตอบว่า "อาเมน อาเมน" พร้อมกับยกมือขึ้นและเขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเจ้าซบหน้าลงถึงดิน”   นหม.8:6


“แล้วโยบก็ลุกขึ้น  ฉีกเสื้อคลุมของตน  โกนศีรษะ  กราบลงถึงดินนมัสการ”   โยบ.1:20


“มาเถิดให้เรานมัสการและกราบลง  ให้เราคุกเข่าลงต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” สดด.95:6


“ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า "จงจำเริญเถิด" หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์” มธ.28:9


“พี่น้องทั้งหลาย  ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า  ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์  เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย”    รม.12:1


“ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาจะเด่นชัดขึ้น  เขาก็จะกราบลงนมัสการพระเจ้ากล่าวว่า  พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกท่านอย่างแน่นอน”   1 คร.14:25


“ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น    และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์  และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้า พระที่นั่งร้องว่า”   วว.4:10


ขอให้เข้าใจว่า  การนมัสการนั้นต้องเริ่มต้นจากจิตใจ  แต่ไม่ใช่เฉพาะจิตใจแน่นอน  การนมัสการต้องแสดงออกมาภายนอกเป็นการกระทำบางอย่างด้วย อย่างไรก็ตาม การแสดงออกมาภายนอกอย่างเดียวโดยปราศจากจิตใจ  ก็ไม่ใช่การนมัสการเช่นกัน  พระเจ้าทรงต้องการทั้งจิตใจและการกระทำด้วย


ผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักพลับพลาโมเสส เป็นสถานนมัสการที่พระเจ้าเป็นผู้ให้รายละเอียดในการสร้างทั้งขนาดและวิธีการสร้าง ทำไมพระเจ้าทรงกระทำเช่นนั้น พระองค์ทรงสนพระทัยในขนาด ความกว้าง ความยาว ความสูง ลวดลายต่าง ๆ ของอุปกรณ์ที่ใช้ในพลับพลา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นการบอกเราว่า  การนมัสการนั้น พระเจ้าเป็นผู้กำหนดไม่ใช่มนุษย์กำหนดตามความพึงพอใจของตนเอง การนมัสการต้องกระทำอย่างจริงใจ

 

ในพระคัมภีร์เดิมได้กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่า อามาซิยาห์ กษัตริย์แห่งยูดาห์  ทรงครองราชย์ตั้งแต่อายุ 25 ปี  (2พศด.25:1-28)  ใน “ข้อ 2” ได้สรุปถึงสิ่งที่พระองค์ได้กระทำไว้ว่า  “และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้า  แต่มิใช่ด้วยพระทัยที่แท้จริง”  อย่างไรเรียกว่า “มิใช่พระทัยที่แท้จริง”  พระองค์ทรงกระทำสิ่งดี  สิ่งที่ถูกต้อง  แต่มิใช่ด้วยพระทัยที่จริงใจ  ในภาษาอังกฤษแปลคำนี้ว่า “มิใช่ด้วยสิ้นสุดจิตสิ้นสุดใจของพระองค์”  สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับเราได้  เราอาจพูดสิ่งที่ถูกต้อง  ร้องเพลงอย่างไพเราะ  แต่ปราศจากจิตใจที่แท้จริง  นั้นก็มิใช่การนมัสการที่พระเจ้าทรงอยากจะพบในชีวิตของเรา


จากประสบการณ์ของผม บางครั้งที่ผมอยู่ต่อหน้าชุมชนเพื่อจะนำนมัสการ ผมพยายามจะหนุนใจนักดนตรีให้ทำเสียงประสานอย่างดีเยี่ยม พยายามทำให้เกิดความต่อเนื่องของเพลงมิให้สะดุดในระหว่างการเชื่อมต่อเพลง  รักษาบรรยากาศอย่างดีที่สุด  แต่เมื่อผมหันมาสำรวจตนเองผมพบว่า  ผมเพียงแค่พยายามจะทำให้การนมัสการ “ดีขึ้น” ส่วนผมเองพลาดการนมัสการไปอย่างน่าเสียดาย  เนื่องจากผมยุ่งและกังวลอยู่กับหลายสิ่ง  จนไม่ได้นมัสการในส่วนตัวของผม


ในการพัฒนาการพัฒนาในคริสตจักร หลายครั้งคริสตจักรมักจะเน้นไปที่ทักษะการเล่นดนตรี การตกแต่งเวที การจัดทำธงเพื่อนมัสการ หรือแม้แต่พยายามหนุนใจให้สมาชิกยกมือขึ้นเพื่อนมัสการ บางครั้งก็หนุนใจให้ปรบมือ โห่ร้อง สร้างบรรยากาศต่าง ๆ แต่จุดหนึ่งที่ง่ายที่จะลืมและละเลยไปก็คือ การเน้นให้ทุกคน “นมัสการพระเจ้า”


การนมัสการมิใช่สิ่งที่เพียงแค่มองดูห่าง ๆ หรือสังเกตการณ์ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  แต่การนมัสการเป็นการที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เป็นงานของทุกคนที่ต้องอุทิศตนเอง ที่จะนำใจของตนก้าวเข้าไปในการสรรเสริญและนมัสการ  แม้ว่าบรรยากาศไม่มีความตื่นเต้น  ไม่มีสิ่งใดใหม่  จงนำใจเข้าไปสู่การนมัสการอย่างง่าย  ๆ อย่าสนใจบทเพลงที่แม้ไม่มีดนตรีที่ดี  มากกว่าสนใจที่จะใช้เพลงนั้นนมัสการพระเจ้า อย่าสนใจว่าเพลงที่ใช้จะเป็นบทเพลงเก่าหรือไม่  แต่จงสนใจว่าใจของเราสดใหม่เสมอที่จะเข้าไปนมัสการพระองค์


อมส.5:21-23 "เราเกลียดชัง เราดูหมิ่นบรรดาวันเทศกาลของเจ้า  และไม่ชอบในการประชุมตามเทศกาลของเจ้าเลย    แม้ว่าเจ้าถวายเครื่องเผาบูชาและธัญญบูชาแก่เรา  เราก็ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น  และศานติบูชาด้วยสัตว์อ้วนพีของเจ้านั้น  เราจะไม่มองดู   จงนำเสียงเพลงของเจ้าไปเสียจากเรา  เราจะไม่ฟังเสียงพิณใหญ่ของเจ้า”


ทำไมพระเจ้าไม่ทรงยอมรับการนมัสการของคนอิสราเอลในเวลานั้น คำตอบก็คือ พวกเขามีจิตใจที่ไม่ถูกต้อง     “และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา” อสย.29:13

 

จิตใจที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  แม้แต่ทุกวันนี้  ก็เป็นการง่ายที่จะทำผิดพลาดเหมือนชนอิสราเอลในสมัยโบราณ  เราอาจทำหลายสิ่งที่ถูกต้องด้วยจิตใจที่ผิดก็เป็นได้  เราอาจนมัสการด้วยการแสดงออกหลายสิ่งที่ถูกต้อง  แต่จิตใจของเราไม่ได้นมัสการพระเจ้าเลยก็อาจจะเป็นได้  เป็นไปได้ที่เราจะแสดงออกด้วยหลายสิ่งในการนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง  แต่จิตใจมิได้นมัสการพระเจ้าเลย  แต่เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ที่นมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องและพระเจ้าทรงยอมรับ  จะปราศจากจิตใจที่ถูกต้องเมื่อมานมัสการพระองค์ เหตุฉะนั้น จงนมัสการพระเจ้าทั้งด้วยการแสดงออกมาภายนอกด้วยการกระทำตามที่พระคัมภีร์สอน  และด้วยจิตใจที่ถูกต้องต่อพระองค์