• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
พระเยซูสอนเกี่ยวกับการนมัสการว่าอย่างไร PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

พระเยซูสอนเกี่ยวกับการนมัสการว่าอย่างไร

เมื่อพระเยซูดำเนินอยู่บนโลกนี้ในอดีต ทรงกล่าวถึง 2 สิ่งเสมอคือ “จงกลับใจใหม่” และ “เชื่อข่าวประเสริฐ” เพื่อพระเจ้าจะสามารถมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้   
มก.1:15  และตรัสว่า  "เวลากำหนดมาถึงแล้ว  และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว  จงกลับใจเสียใหม่  และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด"
ลก.13:3  เราบอกท่านทั้งหลายว่า  มิใช่  แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กลับใจใหม่จะต้องพินาศเหมือนกัน
ลก.24:47   และจะต้องประกาศทั่วทุกประชาชาติในพระนามของพระองค์  ให้เขากลับใจใหม่รับการยกบาป  ตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็มนี่เป็นเนื้อหาของคำสอนของพระเยซูตั้งแต่แรกที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นความจริงในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในวิถีชีวิตของเรา คือพระบิดาทรงปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับเรา


พระเยซูทรงมีสามัคคีธรรมกับพระบิดาโดยพระองค์ตรัสว่า “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยน.10:30) และอ.เปาโลก็ได้ย้ำว่า “คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ” (2คร.5:19) การมีความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องมีความรัก พระเยซูทรงสอนว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า โดยพระองค์ทรงยกข้อพระคัมภีร์ในพระคัมภีร์เดิมขึ้นมา “พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน” (ฉธบ.6:5, มก.12:30)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระเยซูกำลังพูดถึงการนมัสการ แท้จริงทั้งการอธิษฐานและการนมัสการเป็นการนำตัวของเราเอง เข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า

คนยิวให้ความสำคัญของการนมัสการ เช่น เขาเดินทางไปงานเทศกาล ซึ่งเป็นงานที่แสดงออกถึงการนมัสการร่วมกันของชุมชน

ยน.5:1  หลังจากนั้นก็ถึงเทศกาลของพวกยิว  และพระเยซูก็เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
ยน.7:37  ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า "ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่มเขาไปธรรมศาลาทุกสัปดาห์เพื่อการนมัสการร่วมกัน (ลก.4:16 “แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม”) และพระเยซูกับพวกสาวกก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ด้วย และเมื่อพระเยซูทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พวกกลุ่มคนที่ติดตามและเชื่อในพระเยซูก็ยังปฏิบัติกันต่อๆ มา
กจ.2:46  เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร  และหักขนมปังตามบ้านของเขา  ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวางทุกวันเรื่อยไป
กจ.9:20  ท่านไม่ได้รีรอ  ท่านประกาศตามธรรมศาลา  กล่าวเรื่องพระเยซูว่า  "พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า"


รูปแบบการอธิษฐานในที่ชุมชนตามที่พระเยซูทรงสอนนั้น เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการ พวกสาวกถามพระเยซูว่าควรอธิษฐานอย่างไร พระองค์ทรงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายควรอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า” และได้ให้รายละเอียดต่อไป (มธ.6:9-13)

เรื่องการอธิษฐานนั้น  พระเยซูยังทรงสอนให้อธิษฐาน  โดยประกอบไปด้วย
-    การสรรเสริญพระเจ้า
-    การยอมเชื่อฟังที่จะกระทำตามพระทัยพระองค์
-    การพึ่งพาในพระเจ้า  ในสิ่งที่เราต้องการ
-    การสารภาพบาปและการรับความจำเป็นที่จะต้องกระทำ หากจะได้รับการยกโทษบาป
-    การวิงวอนมิให้เข้าไปในการทดลองของมาร  อยู่ในมือมาร
-    คำพูดยกย่องพระเจ้าในตอนท้ายถึงสง่าราศีของพระเจ้า

เรื่องสถานที่ที่ใช้ในการนมัสการ

พระเยซูไม่ให้ความสำคัญของสถานที่ หรือวัตถุสิ่งใดๆ ในพระวิหาร แต่ให้ความสำคัญของพระเจ้า และเครื่องเผาบูชาที่ถูกต้อง

มธ.23:17  “โอ คนโฉดเขลาตาบอด สิ่งไหนจะสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารซึ่งกระทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์”  --  พระวิหารสำคัญกว่าทองคำ
มธ.23:19  “ช่างตาบอดกันเสียจริงหนอ สิ่งใดจะสำคัญกว่า เครื่องตั้งถวาย หรือแท่นบูชาที่กระทำให้เครื่องตั้งถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์” -- เครื่องบูชาสำคัญกว่าแท่นบูชา
มธ.23:21 “ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหาร ก็สาบานอ้างพระวิหาร และอ้างพระองค์ผู้ทรงสถิตในพระวิหารนั้นด้วย” – พระเจ้าสำคัญกว่าพระวิหาร
ยน.4:21  “พระเยซูตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม”  --  สถานที่ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป คนยิวให้ความสำคัญกับสถานที่อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์ และที่ตั้งของพระวิหาร
สดด.48:2 ภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์ มองขึ้นไปก็ดูงามเป็นความชื่นบานของแผ่นดินโลกทั้งสิ้น คือภูเขาศิโยน อุดรไกล ซึ่งเป็นนครของพระมหาราชา


ในพระคัมภีร์ใหม่  ที่ประทับของพระเจ้าไม่ใช่ในสถานที่ แต่เป็นในคน  (1คร.3:16-17  “16 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน 17 ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์  และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น”)

พระเยซูให้ความสำคัญกับชีวิตของคนที่นมัสการ มากกว่าสิ่งของที่เขานำมานมัสการ ; ชีวิตฝ่ายวิญญาณสำคัญกว่าฝ่ายเนื้อหนัง

มธ.5:23-24 23 เหตุฉะนั้น  ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว  และระลึกขึ้นได้ว่า  พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน 24 จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา  กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน  แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน
มธ.21:12-13  12 พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย 13 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "มีพระวจนะเขียนไว้ว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า  เป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร
ยน.2:16  และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า "จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย"
มธ.4:9-10 9 แล้วได้ทูลพระองค์ว่า  "ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา  เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน" 10 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า  "อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว

เรื่องพิธีกรรมต่างๆ

ตามความรู้สึกกว้างๆ พิธีกรรมนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่อยู่ภายใน เป็นการบอกว่าภายในของเราเป็นอย่างไร คริสเตียนมีพิธีกรรมหลักๆ อยู่ 2 อย่าง  พิธีบัพติศมา  พิธีมหาสนิท  (จริงๆ แล้วมีอีกอย่างหนึ่งคือ  การล้างเท้าให้กันและกัน  แต่คริสเตียนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน)  (ยน.13:1-10)
พิธีบัพติศมา 

-    เล็งถึงการกลับใจใหม่  กลับใจจากความบาป

มก.1:4  ท่านยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา  {พิธีชำระ  ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์  เล็งถึงการที่พระเจ้าทรงให้อภัยคนบาป}  ก็ได้ปรากฏตัวในถิ่นทุรกันดาร  ท่านได้ประกาศให้กลับใจเสียใหม่  และรับบัพติศมา  เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปเสีย

-      พระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาด้วย  แม้ว่าไม่มีบาปแต่ประการใด 

มก.1:9 ต่อมาพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และได้ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน

-    พระเยซูสั่งไว้ว่า  ใครเชื่อให้รับบัพติศมา

มธ.28:19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ  ให้เป็นสาวกของเรา  ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา  พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

พิธีมหาสนิท 

-    พระเยซูเป็นคนตั้งพิธีนี้ขึ้นอย่างเจาะจง

1คร.11:24-25  24 ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา" 25 เมื่อรับประทานแล้ว พระองค์จึงทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า "ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา"

-    พระเยซูสั่งว่า “จงทำอย่างนี้” เพื่อ

1.    ระลึกถึงพระองค์
2.    เป็นสัญลักษณ์ถึงพระกายและพระโลหิตที่ไหลออกเพื่อยกบาป เล็งถึงการที่พระองค์อยู่ท่ามกลางที่ประชุม
3.    เพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการขอบพระคุณ  ในพระราชกิจยิ่งใหญ่เพื่อเรา

ลก.22:19 พระองค์ทรงหยิบขนมปัง  โมทนาพระคุณ  แล้วหักส่งให้แก่เขาทั้งหลาย  ตรัสว่า  "นี่เป็นกายของเรา  [ซึ่งได้ให้สำหรับท่านทั้งหลาย  จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา"
มธ.26:28  ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา  อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา  ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก

เรื่องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง

ยน.4:23-24 23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์  ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง"

ในการสนทนาระหว่างพระเยซูกับหญิงชาวสะมาเรีย (ยน.4:21-24) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นการนมัสการของยิวแท้และพวกกึ่งยิว ทั้งสองมีวิธีนมัสการที่ไม่ครบถ้วน คนสะมาเรียนมัสการด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจ นอกจากนี้ สถานที่ก็จะเป็นสิ่งที่ยกเลิก เปลี่ยนมาเป็นนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง เนื่องจากพระบิดาทรงแสวงหา ทรงปรารถนา เช่นนั้น

บางคนบอกว่า ทั้งจิตวิญญาณและความจริงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้นการแสดงออกมาภายนอก ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด ซึ่งไม่ถูกต้องนักนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง  หมายความว่าอย่างไ

คำว่า “จิตวิญญาณ” เป็น “พระวิญญาณ” ที่อยู่ภายในชีวิตของเรา เรานมัสการโดยมีพระวิญญาณเคลื่อนไหวอยู่ในชีวิตของเรา การทรงสถิตของพระองค์สำแดงออกมาเป็นวิถีชีวิตภายนอกที่มองเห็นได้

คำว่า “ความจริง” พระคัมภีร์ไม่ได้บ่งบอกตรงๆ ว่าเป็นสิ่งใดเด่นชัด เป็นนามธรรมมากกว่า อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ก็ให้ความหมายในเชิงรูปธรรมด้วย “ความจริง” หมายถึง ความเที่ยงตรงไม่ผิดเพี้ยน ความซื่อสัตย์ ความตรงไปตรงมา ทั้งหมดใช้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

“ความจริง” สำหรับพระเยซูหมายถึง พระคำของพระเจ้าที่ตรัสกับคนของพระองค์ (ยน.17:17 “ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง  พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง”) การดำเนินชีวิตในความจริงก็คือ การดำเนินชีวิตในพระสัญญาของพระเจ้า และในธรรมบัญญัติของพระองค์  การนมัสการด้วยความจริงคือ  การนมัสการในรูปแบบการแสดงออกตามที่พระคัมภีร์สอน

นมัสการด้วย “จิตวิญญาณและความจริง” จึงหมายถึง การนมัสการที่มีพระเจ้าเป็นแรงจูงใจสำคัญ นมัสการด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพระเจ้า สามารถเห็นถึงความมีชีวิตชีวา มองเห็นได้ถึงการแสดงออกมาภายนอกที่บ่งบอกถึงท่าทีภายในจิตใจ การนมัสการพระเจ้าด้วยการแสดงออกตามที่พระคัมภีร์สอนไว้ให้เป็นหลักการการนมัสการของคริสเตียนเป็นการเฉลิมฉลอง เป็นการสรรเสริญอย่างชื่นชมต่อพระเยซูผู้ทรงเป็นพระคริสต์ เรานมัสการพระ-เจ้าโดยผ่านทางพระบุตรของพระองค์ ในการนมัสการพระองค์ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมด้วยกัน จำไว้ว่า พระเยซูทรงให้ทิศทางกับเราอย่างชัดเจน และทรงช่วยเราที่จะคิดและเข้าใจอย่างที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และปรารถนาให้เรานมัสการเช่นนั้น