พระเยซูสอนเกี่ยวกับการนมัสการว่าอย่างไร
เมื่อพระเยซูดำเนินอยู่บนโลกนี้ในอดีต ทรงกล่าวถึง 2 สิ่งเสมอคือ “จงกลับใจใหม่” และ “เชื่อข่าวประเสริฐ” เพื่อพระเจ้าจะสามารถมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้
มก.1:15 และตรัสว่า "เวลากำหนดมาถึงแล้ว และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด"
ลก.13:3 เราบอกท่านทั้งหลายว่า มิใช่ แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กลับใจใหม่จะต้องพินาศเหมือนกัน
ลก.24:47 และจะต้องประกาศทั่วทุกประชาชาติในพระนามของพระองค์ ให้เขากลับใจใหม่รับการยกบาป ตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็มนี่เป็นเนื้อหาของคำสอนของพระเยซูตั้งแต่แรกที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นความจริงในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในวิถีชีวิตของเรา คือพระบิดาทรงปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับเรา
พระเยซูทรงมีสามัคคีธรรมกับพระบิดาโดยพระองค์ตรัสว่า “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยน.10:30) และอ.เปาโลก็ได้ย้ำว่า “คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ” (2คร.5:19) การมีความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องมีความรัก พระเยซูทรงสอนว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า โดยพระองค์ทรงยกข้อพระคัมภีร์ในพระคัมภีร์เดิมขึ้นมา “พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน” (ฉธบ.6:5, มก.12:30)
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระเยซูกำลังพูดถึงการนมัสการ แท้จริงทั้งการอธิษฐานและการนมัสการเป็นการนำตัวของเราเอง เข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า
คนยิวให้ความสำคัญของการนมัสการ เช่น เขาเดินทางไปงานเทศกาล ซึ่งเป็นงานที่แสดงออกถึงการนมัสการร่วมกันของชุมชน
ยน.5:1 หลังจากนั้นก็ถึงเทศกาลของพวกยิว และพระเยซูก็เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
ยน.7:37 ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า "ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่มเขาไปธรรมศาลาทุกสัปดาห์เพื่อการนมัสการร่วมกัน (ลก.4:16 “แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม”) และพระเยซูกับพวกสาวกก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ด้วย และเมื่อพระเยซูทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พวกกลุ่มคนที่ติดตามและเชื่อในพระเยซูก็ยังปฏิบัติกันต่อๆ มา
กจ.2:46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวางทุกวันเรื่อยไป
กจ.9:20 ท่านไม่ได้รีรอ ท่านประกาศตามธรรมศาลา กล่าวเรื่องพระเยซูว่า "พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า"
รูปแบบการอธิษฐานในที่ชุมชนตามที่พระเยซูทรงสอนนั้น เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการ พวกสาวกถามพระเยซูว่าควรอธิษฐานอย่างไร พระองค์ทรงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายควรอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า” และได้ให้รายละเอียดต่อไป (มธ.6:9-13)
เรื่องการอธิษฐานนั้น พระเยซูยังทรงสอนให้อธิษฐาน โดยประกอบไปด้วย
- การสรรเสริญพระเจ้า
- การยอมเชื่อฟังที่จะกระทำตามพระทัยพระองค์
- การพึ่งพาในพระเจ้า ในสิ่งที่เราต้องการ
- การสารภาพบาปและการรับความจำเป็นที่จะต้องกระทำ หากจะได้รับการยกโทษบาป
- การวิงวอนมิให้เข้าไปในการทดลองของมาร อยู่ในมือมาร
- คำพูดยกย่องพระเจ้าในตอนท้ายถึงสง่าราศีของพระเจ้า
เรื่องสถานที่ที่ใช้ในการนมัสการ
พระเยซูไม่ให้ความสำคัญของสถานที่ หรือวัตถุสิ่งใดๆ ในพระวิหาร แต่ให้ความสำคัญของพระเจ้า และเครื่องเผาบูชาที่ถูกต้อง
มธ.23:17 “โอ คนโฉดเขลาตาบอด สิ่งไหนจะสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารซึ่งกระทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์” -- พระวิหารสำคัญกว่าทองคำ
มธ.23:19 “ช่างตาบอดกันเสียจริงหนอ สิ่งใดจะสำคัญกว่า เครื่องตั้งถวาย หรือแท่นบูชาที่กระทำให้เครื่องตั้งถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์” -- เครื่องบูชาสำคัญกว่าแท่นบูชา
มธ.23:21 “ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหาร ก็สาบานอ้างพระวิหาร และอ้างพระองค์ผู้ทรงสถิตในพระวิหารนั้นด้วย” – พระเจ้าสำคัญกว่าพระวิหาร
ยน.4:21 “พระเยซูตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม” -- สถานที่ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป คนยิวให้ความสำคัญกับสถานที่อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์ และที่ตั้งของพระวิหาร
สดด.48:2 ภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์ มองขึ้นไปก็ดูงามเป็นความชื่นบานของแผ่นดินโลกทั้งสิ้น คือภูเขาศิโยน อุดรไกล ซึ่งเป็นนครของพระมหาราชา
ในพระคัมภีร์ใหม่ ที่ประทับของพระเจ้าไม่ใช่ในสถานที่ แต่เป็นในคน (1คร.3:16-17 “16 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน 17 ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น”)
พระเยซูให้ความสำคัญกับชีวิตของคนที่นมัสการ มากกว่าสิ่งของที่เขานำมานมัสการ ; ชีวิตฝ่ายวิญญาณสำคัญกว่าฝ่ายเนื้อหนัง
มธ.5:23-24 23 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน 24 จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน
มธ.21:12-13 12 พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย 13 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "มีพระวจนะเขียนไว้ว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า เป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร
ยน.2:16 และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า "จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย"
มธ.4:9-10 9 แล้วได้ทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน" 10 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า "อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว
เรื่องพิธีกรรมต่างๆ
ตามความรู้สึกกว้างๆ พิธีกรรมนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่อยู่ภายใน เป็นการบอกว่าภายในของเราเป็นอย่างไร คริสเตียนมีพิธีกรรมหลักๆ อยู่ 2 อย่าง พิธีบัพติศมา พิธีมหาสนิท (จริงๆ แล้วมีอีกอย่างหนึ่งคือ การล้างเท้าให้กันและกัน แต่คริสเตียนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน) (ยน.13:1-10)
พิธีบัพติศมา
- เล็งถึงการกลับใจใหม่ กลับใจจากความบาป
มก.1:4 ท่านยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา {พิธีชำระ ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ เล็งถึงการที่พระเจ้าทรงให้อภัยคนบาป} ก็ได้ปรากฏตัวในถิ่นทุรกันดาร ท่านได้ประกาศให้กลับใจเสียใหม่ และรับบัพติศมา เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปเสีย
- พระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาด้วย แม้ว่าไม่มีบาปแต่ประการใด
มก.1:9 ต่อมาพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และได้ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน
- พระเยซูสั่งไว้ว่า ใครเชื่อให้รับบัพติศมา
มธ.28:19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
พิธีมหาสนิท
- พระเยซูเป็นคนตั้งพิธีนี้ขึ้นอย่างเจาะจง
1คร.11:24-25 24 ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา" 25 เมื่อรับประทานแล้ว พระองค์จึงทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า "ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา"
- พระเยซูสั่งว่า “จงทำอย่างนี้” เพื่อ
1. ระลึกถึงพระองค์
2. เป็นสัญลักษณ์ถึงพระกายและพระโลหิตที่ไหลออกเพื่อยกบาป เล็งถึงการที่พระองค์อยู่ท่ามกลางที่ประชุม
3. เพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการขอบพระคุณ ในพระราชกิจยิ่งใหญ่เพื่อเรา
ลก.22:19 พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เขาทั้งหลาย ตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา [ซึ่งได้ให้สำหรับท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา"
มธ.26:28 ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก
เรื่องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
ยน.4:23-24 23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง"
ในการสนทนาระหว่างพระเยซูกับหญิงชาวสะมาเรีย (ยน.4:21-24) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นการนมัสการของยิวแท้และพวกกึ่งยิว ทั้งสองมีวิธีนมัสการที่ไม่ครบถ้วน คนสะมาเรียนมัสการด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจ นอกจากนี้ สถานที่ก็จะเป็นสิ่งที่ยกเลิก เปลี่ยนมาเป็นนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง เนื่องจากพระบิดาทรงแสวงหา ทรงปรารถนา เช่นนั้น
บางคนบอกว่า ทั้งจิตวิญญาณและความจริงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้นการแสดงออกมาภายนอก ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด ซึ่งไม่ถูกต้องนักนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง หมายความว่าอย่างไ
คำว่า “จิตวิญญาณ” เป็น “พระวิญญาณ” ที่อยู่ภายในชีวิตของเรา เรานมัสการโดยมีพระวิญญาณเคลื่อนไหวอยู่ในชีวิตของเรา การทรงสถิตของพระองค์สำแดงออกมาเป็นวิถีชีวิตภายนอกที่มองเห็นได้
คำว่า “ความจริง” พระคัมภีร์ไม่ได้บ่งบอกตรงๆ ว่าเป็นสิ่งใดเด่นชัด เป็นนามธรรมมากกว่า อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ก็ให้ความหมายในเชิงรูปธรรมด้วย “ความจริง” หมายถึง ความเที่ยงตรงไม่ผิดเพี้ยน ความซื่อสัตย์ ความตรงไปตรงมา ทั้งหมดใช้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
“ความจริง” สำหรับพระเยซูหมายถึง พระคำของพระเจ้าที่ตรัสกับคนของพระองค์ (ยน.17:17 “ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง”) การดำเนินชีวิตในความจริงก็คือ การดำเนินชีวิตในพระสัญญาของพระเจ้า และในธรรมบัญญัติของพระองค์ การนมัสการด้วยความจริงคือ การนมัสการในรูปแบบการแสดงออกตามที่พระคัมภีร์สอน
นมัสการด้วย “จิตวิญญาณและความจริง” จึงหมายถึง การนมัสการที่มีพระเจ้าเป็นแรงจูงใจสำคัญ นมัสการด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพระเจ้า สามารถเห็นถึงความมีชีวิตชีวา มองเห็นได้ถึงการแสดงออกมาภายนอกที่บ่งบอกถึงท่าทีภายในจิตใจ การนมัสการพระเจ้าด้วยการแสดงออกตามที่พระคัมภีร์สอนไว้ให้เป็นหลักการการนมัสการของคริสเตียนเป็นการเฉลิมฉลอง เป็นการสรรเสริญอย่างชื่นชมต่อพระเยซูผู้ทรงเป็นพระคริสต์ เรานมัสการพระ-เจ้าโดยผ่านทางพระบุตรของพระองค์ ในการนมัสการพระองค์ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมด้วยกัน จำไว้ว่า พระเยซูทรงให้ทิศทางกับเราอย่างชัดเจน และทรงช่วยเราที่จะคิดและเข้าใจอย่างที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และปรารถนาให้เรานมัสการเช่นนั้น
|