ภาพลวงตาของการนมัสการ
เขียนโดย : อ. ประยุทธ สาริมาน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของคริสตจักรก็คือ การนมัสการ ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ใน USA. มีรายงานว่า คนอเมริกัน 38% เท่านั้นไปโบสถ์วันอาทิตย์ อะไรเป็นสาเหตุ ? สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ คริสตจักรไม่สามารถนำคนให้นมัสการพระเจ้าได้อย่างแท้จริง คริสตจักรเพียงช่วยให้คนพบพระเจ้าได้เล็กน้อยเท่านั้น
ยุคปัจจุบันเป็นจุดที่มีการเปลี่ยนทางด้าน IT อย่างมาก เรามีเทคโนโลยีก้าวไปอย่างรวดเร็ว มันเลยทำให้การนมัสการนั้นต้องปรับตัว การนมัสการซึ่งต้องมี IT เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งแสง - เสียง เครื่องดนตรี นักดนตรี ถ้าเราไม่ตาม IT จะได้ไหม เรารักษาความเก่าของเราไว้ต่อไปจะดีไหม ?
สมาชิกหลายคนมาโบสถ์ด้วยความรู้สึกผิวเผิน ไม่มีชีวิตชีวา ขาดแรงกระตุ้นผ่ายวิญญาณ เป็นระเบียบเคร่งครัด ความรู้สึกมีโอกาสเป็นศูนย์กลางของการนมัสการ มีโอกาสเป็นเป้าหมายของการนมัสการ ความรู้สึกในตัวของมันเองไม่ผิด แต่ถ้าความรู้สึกนำหน้าความจริง นั้นก็ไม่ถูกเหมือนกัน ลก. 10:27 " จงรักพระเจ้า ด้วยสุดจิต สุดใจ ... "
ภาพลวงตาของการนมัสการ
ความจริง 7 ประการ ที่เราต้องเผชิญในเรื่องการนมัสการ ที่เราต้องระวังในคริสตจักรปัจจุบัน
1. การนมัสการเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่เรานำเสนอต่อที่ประชุม
ความรู้สึกของเราอยู่ที่สมาชิกจะพอใจไหม มากกว่าจะรู้สึกว่า พระเจ้าพอพระทัยไหม ทีมนมัสการจะมุ่งเน้นที่ดนตรีดีไหม เตรียมเพลงดีไหม มีเพลงพิเศษไหม คำเทศนาดีไหม บรรยากาศดีไหม จริงๆ แล้วสิ่งต่างๆข้างบนนั้นดี และพระเจ้าก็ใช้สิ่งเหล่านี้แตะใจคนให้พบพระองค์
แต่ทั้งหมดไม่สำคัญเท่ากับเราจะ ใช้สิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นเป็นอุปกรณ์เท่านั้น ใช้ทุกสิ่งข้างต้นพาคนไปถึงจุดที่เขาจะสรรเสริญ ยกยอพระนาม เคารพยำเกรง โมทนาพระคุณ กลับใจใหม่ สารภาพบาป และอุทิศตนเอง ถวายชีวิตให้พระเจ้า แต่ปรากฏว่า คริสตจักรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสินค้าของตนมากกว่า ใช้สินค้าเหล่านี้ไปถึงเป้าหมายใหญ่ของคริสตจักรคือ ให้คนเติบโตกับพระเจ้า
2. การนมัสการเป็นการเสาะหาความพึงพอใจ
ดนตรีดีเยี่ยม เครื่องเสียงยอด บรรยากาศยิ่งใหญ่ แสง - เสียง เพียบพร้อม การแสดงบนเวทีไม่มีที่ติ ทุกคนเป็นสุขที่ได้ชมรายการต่างๆ มากกว่าได้ชมความงดงามของพระเจ้า เหมือนมนุษย์ชื่นชมกับสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมามากกว่า ชื่นชมพระผู้สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา
ทุกอาทิตย์คนจึงติดอยู่กับความรู้สึก เอาความรู้สึกเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จ วัดพระเจ้า วัดการนมัสการ คริสเตียนจึงเป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกเท่านั้น ความรู้สึกดี แต่อย่าเอาความรู้สึกไปวัดความจริงในพระเจ้า
3. การนมัสการก็คือดนตรี
ในพระคัมภีร์การนมัสการไม่ใช่ดนตรีแน่ บางคริสตจักรคิดว่า การนมัสการที่ดีขึ้นอยู่กับการมีดนตรีที่ดี ปัจจุบันมีเทปเพลงดี ๆ มากมาย คนเก่ง ๆ มาทำเทป ทุกคริสตจักรจึงหันไปแกะเทป พยายามจะให้เหมือน เพื่อจะนมัสการได้ดีเหมือนกับเทป ที่ประชุมค่อนข้างจะประทับใจในทักษะดนตรีของคุณ และคิดว่า การมีความสามารถทางดนตรีนั้น จะทำให้การนมัสการดีไปด้วย
4. การนมัสการนั้นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ต้องมีเครื่องดนตรีครบ มีออเคสตร้า มีเครื่องฉายวีดีโอ มีทีมนมัสการ มีเครื่องเสียงดี หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ จะทำให้การนมัสการไม่ดี : นั่นไม่จริง คุณสามารถจะพบพระเจ้าโดยไม่มีสิ่งค้ำจุนเหล่านี้ได้ไหม ?
ดาวิดนมัสการพระเจ้าท่ามกลางดวงดาว ท่ามกลางทะเลทราย โดยไม่มีเครื่องดนตรีสักชิ้น ในห้องนอนคุณพบพระเจ้าได้ไหม ? บนเตียงนอน ในโรงพยาบาล บนรถเมล์ ในตลาดที่มีเสียงด่าทอ? นี่แหละการนมัสการแท้
คริสตจักรควรสอนคนให้นมัสการพระเจ้าได้ แม้มีกีตาร์ตัวเดียว หรือไม่มีเลยก็ตาม ในชนบทหลังคามุงจากก็พบพระเจ้าเหมือนโบสถ์ใหญ่ๆ ที่มีทุกสิ่งครบครัน สมาชิก 5 คนก็มีบรรยากาศในการนมัสการพระเจ้าเท่ากับมีสมาชิก 5,000 คนได้
5. การนมัสการโดยการเลียนแบบจากประสบการณ์ที่พบเห็นมา
ใน USA. มีความจริงหนึ่งก็คือ 90% ของคริสตจักรมีสมาชิกต่ำกว่า 100 คน และมีมากกว่า 1,000 คริสตจักรที่มีสมาชิกน้อยกว่า 35 คน ทีมนมัสการของคริสตจักรเหล่านี้ก็มีเพียง 2 - 3 คนเท่านั้น น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยมีรูปแบบประเภทคริสตจักรเล็กๆ ให้เห็น มีแต่โบสถ์ใหญ่ๆ การนมัสการแบบโบสถ์ใหญ่ๆ มีเครื่องดนตรีครบครัน
เราควรจะเป็นแบบอย่างให้กับคริสตจักรเล็กๆ ด้วย ทีมนมัสการควรเป็นแบบอย่าง เอาคนเล่นกีตาร์ไม่เก่งมา นำนมัสการ แล้วบรรยากาศดี จะทำได้อย่างไร ไม่มีนักดนตรีที่เชี่ยวชาญจะทำให้การนมัสการดีได้อย่างไร บรรยากาศกลุ่มแคร์ที่บ้าน ที่มหาวิทยาลัย ที่สวนสาธารณะ ฯลฯ จะทำให้การนมัสการดีได้อย่างไร
การนมัสการไม่น่าจะมาจากการผลักดันของผู้นำนมัสการ หรือผู้นำของคริสตจักรแต่มันควรจะออกมาจากตัวสมาชิกเอง รู้จักการนมัสการอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่แบบอย่างการนมัสการนั้นมาจากความครบถ้วน ไม่มีแบบขาดแคลนความครบถ้วนให้เห็นเลย เราจึงเห็นทีมนมัสการแกะเทป และรู้สึกไม่ดีเมื่อทำได้ไม่เหมือนในปัจจุบัน
6. การนมัสการเป็นการผลักดันมาจากใครบางคน
จากศิษยาภิบาล จากผู้นำนมัสการ จากทีมนมัสการ การนมัสการไม่ได้มาจากการรู้จักพระเจ้าของสมาชิกอย่างแท้จริง การนมัสการควรมาจากใจของสมาชิกเอง มีกี่คนที่รู้ว่า การนมัสการไม่ใช่ประสบการณ์ ไม่ใช่การสวดมนต์ ไม่ใช่ดนตรี ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นพระเยซูคริสต์ ทรงพระชนม์ ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทรงเป็นพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางของที่ประชุมนั้น ไม่ใช่สิ่งอื่นใด บนเวทีคนที่เด่นที่สุดคือ พระเยซู พระองค์มิใช่ส่วนหนึ่งของการนมัสการ แต่เป็นทั้งหมด ปรัชญาของการนมัสการ คือ ทำให้พระเยซูเด่นขึ้นสูงสุด ทีมนมัสการควรแสดงตนเองว่า เป็นปุโรหิต มากกว่าเป็นปรมาจารย์ด้านดนตรี
7. คิดว่า สไตล์ของการนมัสการนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้
อย่าปิดกั้นตนเองโดยประสบการณ์ที่เคยมีมาในอดีต ท้องฟ้าใหม่ ทุกวันฉันใด การนมัสการก็สามารถมีสิ่งใหม่ๆ ไดเหมือนกัน สิ่งใหม่ อาจไม่ปลอดภัย ปัญหาก็คือ เราต่างต้องถ่อมใจที่จะเรียนรู้ให้อยู่ในเวลาของพระเจ้า
ความรู้สึกนั้นมักโกหกว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริง การนมัสการนั้นควรพัฒนาความรู้สึกกับพระเจ้า อย่าแสดงออกความรู้สึกกับการนมัสการ เมื่อเราถูกสั่งให้นมัสการ จงเอาความรู้สึกภายในส่วนที่ลึกที่สุดให้พระองค์ สร้างความสัมพันธ์กับพระองค์ให้มากขึ้น นั่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการนมัสการ”
|