• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
อุปสรรคของการนมัสการ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

อุปสรรคของการนมัสการ

เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน

 

แม้เราจะมีใจในการนมัสการพระเจ้า แต่หลายครั้งก็อาจจะพบกับอุปสรรคอันเกิดเนื่องจากความเป็นคนบาปของเราที่ทำให้เราไม่สามารถใกล้ชิดพระเจ้าในการนมัสการได้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงเท่านั้น ซาตานยังได้พยายามขัดขวางเราด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ให้เรานมัสการพระเจ้าได้อย่างปลดปล่อย พระองค์จึงไม่ได้รับการนมัสการอย่างที่ทรงสมควรจากชีวิตของเรา อุปสรรคเหล่านี้ได้แก่            

การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการนมัสการ

การขาดความเข้าใจในการนมัสการ บางครั้งก็เป็นอุปสรรคในการนมัสการ การที่เราจะเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้าได้นั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราเข้าไปหาพระองค์และร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์           

ในสมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าได้ทรงริเริ่มความคิดและบัญชาให้โมเสสสร้างพลับพลาตามแบบของพระองค์ เพื่อให้เป็นที่ประทับของพระเจ้าที่มนุษย์จะสามารถเข้ามาเฝ้าพระองค์ได้ ภายในพลับพลาที่โมเสสสร้างนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 บริเวณ บริเวณชั้นนอกเรียกว่า “วิสุทธิสถาน” ส่วนบริเวณที่อยู่ชั้นในเรียกว่า “อภิสุทธิสถาน” ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้า ภายในอภิสุทธิสถานนี้อนุญาตให้เฉพาะมหาปุโรหิตเท่านั้น สามารถเข้าไปได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพื่อนำเลือดของสัตว์เข้าไปทำพิธีลบมลทินบาปของตนเองและของชนชาติอิสราเอล และบริเวณระหว่างห้องทั้งสองนี้มีม่านขนาดใหญ่กั้นไว้           

พลับพลาในสมัยโมเสสนั้นเป็นภาพเงาที่เล็งถึงการนมัสการที่จะเกิดขึ้นในยุคพระคุณและในสวรรค์ ในยุคพระคุณนั้นเราสามารถใกล้ชิดพระเจ้าได้โดยทางพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า วินาทีที่พระเยซูทรงสิ้น พระชนม์  บนไม้กางเขนนั้น ม่านที่กั้นระหว่างวิสุทธิสถานและอภิสุทธิสถานได้ขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อนยาวตลอดจากบนถึงล่าง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วม่านผืนนี้หนาและหนักมาก ยากที่จะฉีกขาดได้โดยมือของมนุษย์ เราจึงสมควรที่จะขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงริเริ่มในการฉีกม่านที่กั้นขวางเราระหว่างเรากับพระองค์ออกด้วยเหตุแห่งความบาปของเรา เพื่อเราจะเข้าไปหาพระองค์ได้อย่างมีอิสรภาพ          

“เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย  เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซูตามทางใหม่และเป็นทางที่มีชีวิต  ซึ่งพระองค์ได้ทรงเปิดออกให้เราผ่านเข้าไปทางม่านนั้น  คือทางพระกายของพระองค์และเมื่อเรามีปุโรหิตใหญ่เหนือหมู่คนของพระเจ้าแล้ว  ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ด้วยไว้ใจเต็มที่  มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว  และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์” (ฮีบรู10:19-22)           

การที่พระเจ้าทรงกำหนดให้พระเยซูคริสต์ต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้น เป็นการเชื้อเชิญเราให้เข้าไปหาพระองค์ พระบิดาทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดคือพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเรา เพื่อทำให้เรากลับคืนดีและสามารถร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้อีกครั้งหนึ่ง เราต้องตระหนักว่าพระองค์ได้กระทำส่วนของพระองค์แล้ว ส่วนที่เราต้องทำคือการเชื่อฟังและก้าวไปสู่ที่ประทับของพระองค์ ดังที่เปาโลได้กล่าวไว้ใน 1 โครินธ์1:9 ว่า  "พระเจ้าเป็นผู้ทรงความสัตย์  พระองค์ได้ทรงเรียกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์  คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"          

ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเข้าไปสถานนมัสการที่คริสตจักรเพื่อนมัสการพระเจ้าเราจะต้องตระหนักว่าเราสามารถพบกับพระเจ้าได้เพราะเราเข้ามาทางพระเยซูคริสต์ การนมัสการของเราจึงจะเป็นที่ชื่นชมและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

การมีทัศนะต่อตัวเองที่ไม่ถูกต้อง

บางครั้งเราไม่สามารถพบพระเจ้าในการนมัสการได้ เนื่องจากเรามีทัศนะต่อตัวเองไม่ถูกต้อง หลายคนไม่รู้สึกปลดปล่อยในการนมัสการ เพราะมีใจปรักปรำเนื่องด้วยความบาปบางอย่าง ทำให้รู้สึกละอายในการเข้าเฝ้าพระเจ้าทำให้ไม่พบพระเจ้าในการนมัสการ คนเหล่านี้ไม่มีความเข้าใจในเรื่องการเข้ามาเฝ้าพระเจ้าโดยพระคุณไม่ใช่โดยความดีที่เราทำ บางคนอาจรู้สึกว่าตนมีบาปหนาจริง ๆ ตลอดชั่วชีวิตไม่มีความดีประการใดเลย ชอบทำผิดบาปอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถให้อภัยได้ แม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกขยะแขยงกับความบาปของตัวเอง ความรู้สึกเหล่านี้เองเป็นอุปสรรคต่อการนมัสการของเรา

“ แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา  เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง  ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น  ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป  พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์  ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ” (เอเฟซัส 2:4-5)

ก่อนที่เราจะนมัสการพระเจ้า เราต้องจัดการกับความรู้สึกต่าง ๆ  ที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้เสียก่อน เช่นเดียวกับที่ในพลับพลาของโมเสส ก่อนที่จะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ปุโรหิตจะต้องจัดการกับความบาปของตัวเองก่อน ถ้าไม่สามารถผ่านจุดนั้นไปได้ก็จะไม่สามารถเข้าไปนมัสการพระเจ้าในห้องชั้นในสุดคืออภิสุทธิสถานได้ จงจำไว้ว่าความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างเรากับพระเจ้านั้น มิได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราแต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำแล้วที่ไม้กางเขน ความชอบธรรมของเรานั้มีอย่างท่วมท้นและเพียงพอโดยพระคุณของพระเจ้า เราไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารอีกครั้งเมื่อมีคนจ่ายแทนเราแล้วฉันใด พระเยซูทรงจ่ายราคาแทนเราแล้วฉันนั้น เราจึงไม่ต้องรู้สึกฟ้องผิดอีกต่อไปในทุกเรื่องทุกกรณีของชีวิต ในทางตรงกันข้าม ความรู้สึกว่าเราไม่มีบาปอะไรในชีวิตเลย เราเป็นคนดีพร้อมอยู่แล้ว ก็เป็นอุปสรรคต่อการนมัสการพระเจ้าเช่นกัน แท้จริงการทำความดีของเรานั้นก็ห่างไกลจากมาตรฐานของพระเจ้ามากนัก ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้กล่าวไว้ใน อิสยาห์ 64:6 ว่า "ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่สะอาดและการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้นเหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก..."            

พระโลหิตพระเยซูคริสต์เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่เพียงพอต่อการชำระเราให้สะอาดและทำให้เราเป็นผู้ชอบธรรม พระคริสต์ได้ทรงสวมความชอบธรรมที่แท้จริงแล้วผ่านความเชื่อที่เรามีต่อพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงชอบธรรมในพระองค์เอง           

ความชอบธรรมที่พูดถึงนี้มิได้หมายถึงความชอบธรรม 85 % หรือ 99 % หรือเมื่อเรากำลังโกรธจัดแล้วกล่าวคำพูดหยาบคายออกมา ก็มิได้หมายความว่าเรากำลังทำบาป 85 % และเหลือความชอบธรรมเพียง 15 % เท่านั้น ใน 1 ยอห์น 1:9 กล่าวว่า  "ถ้าเราสารภาพบาปของเรา  พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม  ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา  และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" ความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้ากลับมาทันทีเมื่อเราสารภาพบาปของเรา พระเจ้ามิได้ทรงมีมาตรฐานความชอบธรรมเหมือนปรอทวัดอุณหภูมิที่ขึ้นลงได้อยู่ตลอดเวลาแต่เราสามารถชอบธรรมได้ตลอดเวลาโดยการเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ผู้ทรงไถ่เราไว้แล้วที่ไม้กางเขน           

ที่พลับพลาโมเสส เลือดของโค แพะ แกะนั้นสามารถปกคลุมความบาปของผู้ที่นำมาถวายแด่พระเจ้าได้ ดังใน เลวีนิติ 17 : 11 "เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังอยู่ในเลือด  เราได้ให้เลือดแก่เจ้าเพื่อใช้บนแท่น  เพื่อจะทำการลบมลทินบาปแห่งวิญญาณจิตของเจ้า  เพราะว่าโลหิตเป็นสิ่งที่ทำการลบมลทินบาป ด้วยชีวิตเป็นเหตุ"

คำว่า “ลบมลทินบาป” หมายถึง การปกคลุมหรือปกปิด ฮีบรู 9:22 กล่าวว่า "...ถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้วก็จะไม่มีการอภัยบาปเลย " ดังนั้น เมื่อเราสารภาพบาปของเรา พระโลหิตของพระเยซูก็ปกคลุมชีวิตของเราไว้ เราจึงเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าโดยพระเยซูนั่นเอง          

อย่าปล่อยให้ความรู้สึกผิดมากล่าวโทษตัวเราเองนั้นฟ้องอยู่ในจิตใจของเราเพราะนั่นเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ที่ขวางกั้นระหว่างเรากับพระเจ้า และในความเป็นจริงเราเองกำลังเป็นอุปสรรคขวางตัวเราเอง ( ฮีบรู 10 :22; เอเฟซัส 1:7; โรม 5:9; 8:33)           

ขอให้เราตระหนักว่างานของพระเยซูคริสต์ในโลกนี้นั้น คือการช่วยให้เราเป็นคนชอบธรรมโดยทางของพระองค์ หากเรายังกล่าวโทษตัวเองอยู่ เราก็กำลังทำให้งานของพระองค์ก้าวไปสู่ความล้มเหลว  และความเชื่อของเราเป็นความเชื่อจอมปลอม ความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นจากเราเอง ทั้ง ๆ ที่พระเยซูตรัสไว้ว่า “สำเร็จแล้ว”            


การมองพระลักษณะของพระเจ้าอย่างไม่ถูกต้อง

การมองพระลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากที่พระองค์ทรงเป็นนั้นเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงอย่างยิ่งต่อการนมัสการพระเจ้า ใน อพยพ 19-20 ประชาชนอิสราเอลพากันเตรียมตัวเพื่อจะไปเข้าเฝ้าพระเจ้าที่ภูเขาของพระองค์ แต่เมื่อเขาเห็นเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขา ได้ยินเสียงแตร ดังสนั่น ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ได้เห็นภูเขาสั่นสะเทือน พวกเขาไม่กล้าเข้าไปใกล้ และบอกกับโมเสสให้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเพียงลำพัง  “…ท่านจงนำความมาเล่าเถิด  พวกข้าพเจ้าจะฟัง  แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย  เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย" ”(อพยพ 20:19 )

มากยิ่งกว่านั้นพระคัมภีร์ยังบอกอีกว่าพวกเขายืนอยู่ไกล ๆ ห่างจากโมเสสด้วย เราจะเห็นว่าการมองพระเจ้าในบางมุมบางลักษณะ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและมีผลกระทบต่อความ สัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์ได้ เช่น ถ้าเรามองเพียงมุมเดียวว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งการพิพากษา และพระองค์จะลงโทษเราอย่างรุนแรงเมื่อเราทำผิด ก็จะมีผลทำให้เราเกิดความหวาดกลัวพระเจ้า เมื่อทำความผิดบาปก็ไม่กล้าเข้าไปหาพระองค์เพราะกลัวว่าจะถูกพระเจ้าลงโทษอย่างหนัก เห็นแต่ภาพที่พระองค์ถือไม้เรียวคอยจ้องเล่นงานเราตลอดเวลา           

อันที่จริง สดุดี 103:12  ได้กล่าวว่า  “ ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด  พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น ” และ  สดุดี 103:13 ก็กล่าวว่า  “ บิดาสงสารบุตรของตนฉันใด  พระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น ”  นั่นแสดงว่า พระเจ้าทรงพระเมตตาคุณต่อเราอย่างล้นเหลือ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าบางคนมองว่า พระเจ้าทรงมีพระคุณเพียงอย่างเดียวก็จะส่งผลทำให้ไม่เห็นความร้ายแรงของความผิดบาปที่ตัวเองทำลงไป เพราะคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่ใจดีคงจะไม่ลงโทษเราอย่างแน่นอน

อีกกรณีหนึ่ง ถ้าบางคนมองว่าพระเจ้ามีความจำกัด ก็จะส่งผลทำให้แสดงออกมาในมุมที่ว่าพระเจ้าไม่เข้าใจเรา จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาพระเจ้ามากนัก และจะทนไม่ได้ถ้าเห็นใครหรือได้ยินใครนมัสการเสียงดังและแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ ความคิดเช่นนี้ อาจเกิดขึ้นจากการที่มองพระเจ้าด้วยประ-
สบการณ์ที่ฝังใจในอดีตของคน ๆ นั้น เช่น มีพ่อที่โหดร้ายจึงคิดว่าพระเจ้าโหดร้ายไปด้วย หรือมีพ่อที่ใจดีจึงมองพระเจ้าใจดีไปด้วย เราจึงควรมองพระเจ้าอย่างสมดุลและครบถ้วนตามพระลักษณะทั้งหมดที่พระองค์เป็นอยู่ในพระ คัมภีร์            

การใช้ความรู้สึกอย่างไม่ถูกต้องของผู้ที่นมัสการ

พระเจ้าได้ทรงสร้างให้มนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึก เพื่อจะสามารถตอบสนองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ความรู้สึกจึงไม่ใช่สิ่งผิดแต่อย่างใด แต่เป็นกลาง ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ความรู้สึกอย่างถูกต้องหรือไม่ต่างหาก ดังนั้นเราจึงควรใช้ความรู้สึกของเราตามความจริงในพระวจนะพระเจ้า ในการนมัสการก็เช่นเดียวกัน เราต้องถวายเครื่องบูชาให้เป็นที่พอพระทัยแด่พระเจ้า ด้วยคำสรรเสริญที่ออกมาจากความรู้สึกของเรา
“เหตุฉะนั้น  ให้เราถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไป  โดยทางพระองค์นั้น  คือคำกล่าวยอมรับเชื่อพระนามของพระองค์ ” (ฮีบรู 13:15)             

การถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชา เป็นการแสดงการเชื่อฟังในพระคำพระเจ้า ในขณะที่ความรู้สึกของเราไม่เอื้ออำนวยให้สรรเสริญพระเจ้าได้ ในเวลานั้นเองเป็นเวลาที่เราต้องตัดสินใจที่จะสรรเสริญพระเจ้าอย่างเต็มที่ ดังนั้น การสรรเสริญจึงเป็นการตัดสินใจ เป็นความตั้งใจที่ไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก           

แท้จริง ไม่ว่าความรู้สึกของเราจะเป็นอย่างไร เราก็ควรมีการแสดงออกในการสรรเสริญ เพื่อในที่สุดความรู้สึกนั้นจะถูกเปลี่ยนตามการแสดงออกที่ถูกต้องตามความจริงในพระคัมภีร์เอง  การสรรเสริญพระเจ้าในขณะที่สภาพรอบข้างของเราน่าชื่นชม ทุกสิ่งดูสวยงามนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย เพราะสิ่งเหล่านั้นสรรเสริญพระเจ้าแทนเราอยู่แล้ว แต่พระเจ้าปรารถนาให้เราสรรเสริญพระองค์ได้ในทุกสถานการณ์ แม้ในเวลาที่เราขาดความชื่นชมยินดี เวลาที่เราพบกับปัญหาความทุกข์ใจ ซึ่งเป็นเวลาที่เสียงสรรเสริญจะออกมาจากปากของเรายากกว่าปกติ พระเจ้าปรารถนาให้เราสามารถผ่านสถานการณ์แห่งความยุ่งยากนั้นโดยการโมทนาพระคุณพระองค์ โดยไม่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึก การสรรเสริญเช่นนี้จะทำให้เราก้าวเข้าสู่การทรงสถิตของพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย

สิ่งที่เราต้องตระหนักมากกว่านั้น คือ การสรรเสริญพระเจ้าเป็นการทำสงครามฝ่ายวิญญาณซึ่งซาตานใช้ความคิดของเราเป็นสนามรบ ซาตานพยายามดึงเราออกจากการสรรเสริญด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัวเรา ด้วยความรู้สึกกังวล ด้วยความรู้สึกคล้อยตามสิ่งแวดล้อม แต่พระเจ้าทรงพยายามนำเรากลับเข้าสู่ความจริง ความเชื่อ และความหวังใจในพระองค์ เราจึงต้องก้าวไปสู่การสรรเสริญด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณที่เห็นพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่และทรงเป็นผู้ที่มีชัยชนะในสงครามนี้แล้ว

การสรรเสริญเป็นการใช้ลิ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต ทุกครั้งที่เราร้องเพลง ทุกครั้งที่เรายกยอพระนามพระเจ้า เรากำลังทำสิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดนั่นคือการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราให้อยู่ในวิถีทางของพระเจ้ามากขึ้น เรากำลังสารภาพความคิดแง่บวกออกมา สุภาษิต 18:21  สอนเราว่า  “ ความตายความเป็น  อยู่ที่อำนาจของลิ้น  และบรรดาผู้ที่รักมันก็จะกินผลของมัน ” การสรรเสริญพระเจ้าจึงเป็นการยืนยันความคิดทัศนคติภายในจิตใจของเรา ทำให้ความเชื่อทวีมากขึ้น ทำให้ความท้อใจหันหลังกลับไปและซาตานไม่สามารถเคลื่อนใจของเราได้

เปาโลบอกชาวโรมในจดหมายฝากถึงพวกเขาว่า   “ เรารู้ว่า  พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง  คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ ” (โรม 8:2 ) และเราสามารถพูดด้วยความเชื่อเช่นนี้ได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท เราต้องไม่เพียงพยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวเราเพื่อแก้ปัญหา เพราะพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเปลี่ยนชีวิตของเราเองโดยใช้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ  เหล่านั้นมาช่วยเรา เราจึงสามารถมีอิทธิพลเหนือสภาพแวดล้อมได้โดยการควบคุมไม่ให้สภาพแวดล้อมนั้น ๆ มีชัยชนะเหนือเรา และนั่นคือชัยชนะฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงของคริสเตียน

คริสเตียนทั่วโลกสามารถชนะอุปสรรคปัญหาดังที่กล่าวมาทั้งหมดในการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้าด้วยการสรรเสริญนมัสการได้โดยการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับความคิด ความรู้สึกของตัวเอง แล้วรับประสบการณ์แห่งความเข้าใจแห่งพระเยซูคริสต์เข้าไปแทนที่ พระเจ้าทรงมีชัยชนะแล้ว เราจึงมีชัยร่วมกับพระองค์แล้วเช่นกัน