• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
เข้าใจการนมัสการอย่างลึกซึ้ง PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

เข้าใจการนมัสการอย่างลึกซึ้ง

เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน


หากเราอยู่ในฐานะที่อายุยี่สิบกว่าๆ เป็นวัยรุ่น เป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ที่แตกต่างออกไปจากวัยอื่นๆ ดนตรีนมัสการของคนในช่วงอายุนี้ควรเป็นอย่างไร ดนตรีของพวกเขาควรเต็มไปด้วยจังหวะเร้าใจ เป็นจังหวะที่ต้องขยับแข้งขยับขาหรือไม่?  คำตอบในคำถามนี้คือ การจะทำสิ่งใดก็ตามในการนมัสการ จำเป็นต้องออกมาจากจิตใจภายในด้วยความจริงใจ จุดหมายปลายทางของการนมัสการนั้น ไม่ใช่การแสดงคอนเสิร์ต ไม่ใช่การแสร้งทำบางสิ่งหรืออวดอ้างความสามารถของตน ไม่ใช่เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ แต่เป็นสิ่งที่ไหลออกมาจากจิตใจภายใน แสดงออกมาภายนอกด้วยสิ่งที่เป็นอยู่ภายในจิตใจของคุณ การนมัสการเป็นความจริงใจต่อพระเจ้า หากเราสังเกตในพระธรรมสดุดี เราจะพบผู้เขียนแสดงความจริงใจต่อพระเจ้าด้วยการขอบพระคุณ ด้วยความชื่นชมยินดีในจิตใจ หรือแม้แต่จิตใจที่แสวงหาพระองค์ ด้วยคำถามว่า “พระองค์ทรงอยู่ที่ใด” เป็นเสียงร้องออกมาจากใจที่กระหายหา และต้องการจะพึ่งพาพระเจ้า ความลึกซึ้งในการนมัสการเป็นเรื่องส่วนบุคคลกับพระเจ้า นำจิตใจเข้าไปใกล้พระองค์ แสดงออกถึงความยำเกรงพระองค์อย่างชัดเจน ในฐานะที่พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา เราก้มกราบต่อพระองค์ผู้ทรงสร้างเรา เราเข้าไปใกล้พระองค์ด้วยความรัก เทิดทูนบูชาพระองค์


ในพระคัมภีร์ใหม่ คำที่ใช้ในภาษาเดิม (ภาษากรีก) ใช้ปกติด้วยคำว่า “Proskuneo” หมายถึง “การจูบ” ซึ่งเป็นการแสดงออกของทาส หรือคนรับใช้ที่แสดงความนบนอบด้วยการก้มลงจูบที่มือนายของตนด้วยความเคารพนบนอบ หรือเป็นอาการของสุนัขที่แสดงความรักนายของมันด้วยการเลียมือนาย เป็นภาพของการแสดงความเคารพยำเกรง ประสมประสานกับการแสดงความรัก เทิดทูน และบูชา การนมัสการอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่การแสดงความรู้สึกที่ไม่ชัดเจน ผิวเผิน เป็นมากกว่าการแสดงออกอย่างเปิดเผย แต่เป็นการระบายความในใจทั้งหมดแด่พระเจ้า แสดงออกอย่างใกล้ชิดพระองค์ คุณสามารถพูดความรู้สึกในใจต่อพระองค์ทั้งหมดได้ แม้บางเรื่องที่คุณไม่สามารถบอกใครได้เลยก็ตาม และในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็แสดงออกถึงความรู้สึกของพระองค์กับเราด้วย

 

ในยอห์น 15:15 พระเยซูทรงตรัสว่า “เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” พระองค์ทรงตรัสถึงความใกล้ชิดในฐานะเพื่อน คุณเป็นเพื่อนของพระเจ้า และในฐานะเพื่อน พระองค์ทรงเปิดเผยพระบิดากับเรา ทรงแบ่งปันสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระเจ้ากับเรา คงจะมีบางสิ่งที่เราสามารถบอกคนทั่วไป แต่บางสิ่งเราก็บอกได้เฉพาะเพื่อนของเราเท่านั้น พระเยซูก็เช่นกัน พระองค์ทรงสำแดงบางสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องทั่วๆ ไปกับเรา ในฐานะผู้ทรงสร้างโลก พระองค์ทรงสำแดงการทรงสร้างของพระองค์กับทุกคน

ในโรมบทที่ 1 บอกเราว่า เขาทั้งหลายไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะว่าพระองค์ได้แจ้งให้พวกเขาทราบแล้ว แต่ก็ยังมีข้อมูลที่สำคัญกว่านั้นที่แจ้งให้ทุกคนทราบ แต่จะมีบางคนเท่านั้นที่ตระหนักความจริง นั่นคือการที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษยชาติ ใน 1 โครินธ์ บอกเราว่า คนบางคนก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่เขลา แต่สำหรับพวกเราที่กำลังจะรอดก็เห็นว่า เป็นฤทธิเดชของพระเจ้า ในฐานะของเพื่อน พระองค์ทรงเปิดเผยกับเรา และจะเปิดเผยความล้ำลึกของพระเจ้ามากขึ้นๆ เรื่อยไป เป็นสัดส่วนกับความใกล้ชิดที่เรามีกับพระองค์

ถ้าคุณสนิทกับใครสักคน คุณก็เพียงแต่กระซิบที่หู เขาก็จะฟังคุณ โดยไม่จำเป็นต้องตะโกนแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ก็คงยังต้องมีการตะโกน หรือส่งเสียงดังได้ต่อไปแม้มีความสนิทสนม : บทเพลงแห่งความลึกซึ้งกับพระเจ้านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงเบาๆ หรือช้าๆ เสมอไป อาจเป็นเพลงเสียงดัง หรือเพลงเร็วๆ ก็ได้ เรากำลังเติบโตขึ้นในการนมัสการของเรา เนื่องจากพระลักษณะและความเป็นพระเจ้านั้นกว้างใหญ่ ไร้ขีดจำกัด และเต็มไปด้วยความล้ำลึกในพระองค์เกินความเข้าใจของเรา เราจึงจำเป็นต้องเติบโตขึ้น และแสวงหาการที่จะพบพระองค์ได้ในการนมัสการต่อไป โดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเราเรียกว่า “การนมัสการในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์” การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดอย่างลึกซึ้งกับพระเจ้า คุณจำเป็นต้องเข้าไปใกล้และฟังพระสุรเสียงของพระองค์...พระองค์อาจใช้วิธีกระซิบบอก หรืออาจใช้เสียงดังก็ได้ อย่างไรก็ตามในฐานะสหาย พระองค์มักใช้วิธีกระซิบบอกกับคุณ ถ้าคุณต้องการจะร้องเพลง หรือเล่นดนตรี หรือร่ายรำในพระ-วิญญาณด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จำเป็นที่คุณต้องเข้าไปใกล้พระเจ้า เพื่อคุณจะได้ยินเสียงของพระองค์ และคุณจะกลายเป็นกระบอกเสียงของพระองค์ การเผยพระวจนะเป็นสิ่งซึ่งเปิดเผยพระเยซูคริสต์ ในวิวรณ์บอกเราว่า “คำพยานกล่าวถึงพระเยซูนั้นเป็นหัวใจของการเผยพระวจนะ” (วว.19:10)

การสำแดงพระเยซูคริสต์กระทำได้ด้วยหลายๆ ทาง ดัวยการร้องเพลง ด้วยการร่ายรำ ด้วยเสียงดนตรี และด้วยการพูดคำพยาน บทเพลงที่นับว่าเป็นเพลงโดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ บทเพลงของ พระเจ้า หรือบทเพลงของการเผยพระวจนะ ซึ่งเป็นผลต่อจิตใจของผู้ฟังอย่างมาก ที่จะนำคนให้เข้ามาใกล้พระเยซูมากขึ้น บทเพลงของการเผยพระวจนะอาจเป็นเพลงเก่า แต่คุณรู้สึกว่าเป็นบทเพลงที่พระเจ้าทรงนำให้เปิดเผยองค์พระเยซูคริสต์ในขณะนั้น เป็นบทเพลงที่จะนำเราเข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์มากขึ้น เป็นเพลงที่เปิดเผยพระทัยของพระเจ้า บางครั้งอาจเป็นบรรยากาศเงียบๆ ก็ได้ อาจเป็นบรรยากาศอธิษฐาน คร่ำครวญในฝ่ายวิญญาณ แต่มีผลเสมอในการนำเราเข้าไปใกล้พระเจ้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้นกับการถวายเกียรติแด่พระเยซู การนมัสการโดยการทรงนำของพระวิญญาณไม่ใช่เรื่องใหม่ ในพระธรรมสดุดีเต็มไปด้วยสิ่งนี้ เป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงกาลอนาคต ซึ่งจะเปิดเผยให้เห็นองค์พระคริสต์ซึ่งจะมาภายหน้า (สดด.110; 22; 96; 97; 98; 99) ใน 1พกษ.3:15 เป็นตัวอย่างของการเล่นเครื่องดนตรีโดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ “และซา-โลมอนก็ตื่นบรรทม และ ดูเถิด เป็นพระสุบิน แล้วพระองค์ก็เสด็จมาที่กรุงเยรูซาเล็ม และประทับยืนอยู่หน้าหีบพันธสัญญาของพระเจ้า และถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องศานติบูชา และพระราชทานเลี้ยงแก่บรรดาข้าราชการของพระองค์” ในที่ประชุมนมัสการคุณอาจมีประสบการณ์เช่นนี้ได้ ขณะที่เราเล่นเครื่องดนตรี การสำแดงของพระเจ้าก็เข้ามาในเรา เพียงเมื่อเราเล่นเครื่องดนตรีเท่านั้น

เราควรมีความคาดหวังว่า เราจะเติบโตขึ้นในการมีประสบการณ์กับพระเจ้าในการทรงสำแดงของพระองค์ เมื่อเราได้ยินเสียงดนตรี เราก็สัมผัสได้ถึงพระทัยของพระเจ้าในบางด้าน อีกด้านหนึ่งในฐานะที่เราเป็นนักดนตรี เราก็ต้องเติบโตขึ้นกับพระเจ้า จนเราสามารถเป็นภาชนะของพระองค์ ให้พระองค์ใช้เราเป็นอุปกรณ์ผ่านความสามารถ ทักษะของเรา ที่จะสำแดงพระทัยของพระองค์ ในพระคัมภีร์เดิม เราพบว่า บุตรหลานของอาสาฟ ของเฮมาน และของเยดูธูน เป็นผู้เผยพระวจนะด้วยเครื่องดนตรี ด้วยพิณ ด้วยพิณใหญ่ และด้วยฉาบ (1พศด.25:3) ในการเล่นดนตรีและร้องเพลง ในการทรงนำของพระวิญญาณ คุณจำเป็นต้องมีทักษะอย่างเพียงพอ ทักษะนี้มาจากการฝึกซ้อมจนชำนาญ เป็นการเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงใช้คุณกว้างขวางมากขึ้น จนไม่มีความจำกัด หรืออุปสรรคที่จะเคลื่อนไปตามพระทัยของพระองค์ได้ คุณต้องจำใจว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างดนตรี และพระองค์ทรงเข้าใจทักษะดนตรีทุกชนิด และพระองค์ประสงค์ใช้คุณเป็นผู้เล่นแทน คุณจึงต้องพัฒนาทักษะของคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเล่นดนตรีและร้องเพลงในพระวิญญาณ เปรียบเหมือนกับการเดินบนเชือกที่ขึงไว้ มีกฎการเดินบนเชือกก็คือ การไม่มองดูเบื้องล่าง ให้มองขึ้นสูงสู่เบื้องบนและมองดูเชือก ดังนั้น จงมองดูที่พระเจ้าและเครื่องดนตรีของคุณ รวมใจไปที่พระเจ้า คุณอาจหลับตาเวลาเล่นดนตรีประเภทนี้ เพื่อให้ใจมีความจดจ่อในฝ่ายวิญญาณ อย่ามีความวิตกกังวล เคลื่อนต่อไป ขอพระเจ้าทรงอำนวยพรให้สามารถเติบโตขึ้น จนพระองค์ใช้คุณให้เป็นผู้เผยพระวจนะด้วยการร้องเพลงและเล่นดนตรีของพระองค์ในที่สุด...อาเมน