|
ตัวอย่างของการเผชิญปัญหาด้วยการอธิษฐาน
เขียน โดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
|
พระคัมภีร์
2พศด 20:1-5
1 และอยู่มาภายหลัง คนโมอับและคนอัมโมน และคนเมอูนีบางคนพร้อมกับเขาทั้งหลาย ได้ขึ้นมาทำสงครามกับเยโฮชาฟัท
2 มีคนมาทูลเยโฮชาฟัทว่า "มีคนหมู่ใหญ่มาสู้รบกับฝ่าพระบาทจากเอโดม จากฟากทะเลข้างโน้น และดูเถิด เขาทั้งหลายอยู่ในฮาซาโซนทามาร์" (คือ เอนกาดี)
3 และเยโฮชาฟัทก็กลัว และมุ่งแสวงหาพระเจ้า และได้ทรงประกาศให้อดอาหารทั่วยูดาห์
4 และยูดาห์ได้ชุมนุมกันแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า เขาทั้งหลายพากันมาจากหัวเมืองทั้งสิ้นแห่งยูดาห์ เพื่อแสวงหาพระเจ้า
5 และเยโฮชาฟัทประทับยืนอยู่ในที่ประชุมของยูดาห์และเยรูซาเล็ม ในพระนิเวศของพระเจ้า ข้างหน้าลานใหม่
คำนำ
บางคนกล่าวว่า พระคัมภีร์เดิมเป็นสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่น่าจะมีสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อพวกเราในยุคปัจจุบันเลย ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น พระเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลักการของหระองค์ที่ประทานกับพลไพล่ของพระองค์ยังคงเหมือนเดิม
ฮบ 13:8 พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล
ฮบ 1:12 พระองค์ทรงม้วนสิ่งเหล่านี้ไว้ดุจผ้าคลุม และสิ่งเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป {สำเนาต้นฉบับบางฉบับว่า พระองค์ทรงเปลี่ยนมันดุจเสื้อ} แต่พระองค์ยังทรงเป็นอย่างเดิม และปีเดือนของพระองค์ไม่สิ้นสุด
ผมเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้หลักการในสมัยพระคัมภีร์เดิมเพื่อนำมาใช้ในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระคัมภีร์ตอนนี้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นเรื่องของการอธิษฐาน และการได้รับคำตอบอย่างอัศจรรย์
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ตอนนี้
1. เป็นการพูดถึงชัยชนะของชนชาติอิสราเอลที่มีลักษณะไม่เหมือนตอนอื่นๆ
2. ชัยชนะในตอนอื่นๆ พระเจ้าทรงทำให้พวกเขาต้องออกแรงก่อน กว่าจะได้ชัยชนะมา
3. แต่ตอนนี้พระเจ้าเองทรงจัดการทั้งหมดเอง ในขณะที่ชนชาติอิสราเองเพียงแต่ยืนมองดูเท่านั้น
ผมเชื่อว่าเราสามารถมีชัยชนะอย่างอัศจรรย์เช่นนี้ได้ โดยอาศัยประสบการณ์ของกษัตริย์เยโฮชาฟัท เช่นนี้ได้เช่นกัน
ขณะที่คุณเริ่มต้นในการอธิษฐาน
1. จงเตือนตนเองให้ระลึกว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ใด
2พศด 20:6-9
6 และตรัสทูลว่า "ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าในฟ้าสวรรค์หรือ พระองค์มิได้ปกครองเหนือบรรดาราชอาณาจักรของประชาชาติหรือ ในพระหัตถ์ของพระองค์มีฤทธิ์และอำนาจ จึงไม่มีผู้ใดต่อต้านพระองค์ได้
7 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์มิได้ทรงขับไล่ชาวแผ่นดินนี้ออกไปเสียให้พ้นหน้าอิสราเอลประชากรของพระองค์หรือ และทรงมอบไว้แก่เชื้อสายของอับราฮัมมิตรสหายของพระองค์เป็นนิตย์
8 และเขาทั้งหลายได้อาศัยอยู่ในนั้น และได้สร้างสถานนมัสการแห่งหนึ่งในนั้นถวายพระองค์ เพื่อพระนามของพระองค์ ทูลว่า
9 "ถ้าเหตุชั่วร้ายขึ้นมาเหนือข้าพระองค์ทั้งหลายจะเป็นดาบ การพิพากษา หรือโรคระบาด หรือการกันดารอาหาร ข้าพระองค์ทั้งหลายจะยืนอยู่ต่อหน้าพระนิเวศนี้และต่อพระพักตร์พระองค์ เพราะพระนามของพระองค์อยู่ในพระนิเวศ และร้องทูลต่อพระองค์ในความทุกข์ใจของข้าพระองค์ทั้งหลาย และพระองค์จะทรงฟังและช่วยให้รอด"
กษัตริย์เยโฮชาฟัท เป็นกษัตริย์ที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าแม้ว่าในอดีตพระองค์เคยดำเนินชีวิตผิดพลาดไปบ้าง คือการไปผูกมิตรกับกษัตริย์อาหับ ผู้มิได้ดำเนินชีวิตในความยำเกรงพระเจ้า และพระองค์ก็กลับใจใหม่ หันมาหาพระเจ้า สารภาพบาป และได้รับการยกโทษแล้ว และนำชนชาติของพระเจ้าต่อไป ขณะนี้กษัตริย์และชนชาวอิสราเอลต้องพบกับศัตรูที่มารุกราน และทั้งหมดมาเฝ้าพระเจ้า และได้ประกาศความเชื่อของเขาออกไป
1) พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเรา
2) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
3) พระองค์ทรงปกครองเหนือบรรดาราชอาณาจักของประชาชาติต่างๆ รวมถึงอาณาจักรของศัตรูที่มารุกรานด้วย
4) พระเจ้าทรงกอรปด้วยฤทธิ์และอำนาจ
5) ไม่มีผู้ใดอาจต่อต้านพระองค์ได้
6) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
7) พระองค์ทรงเคยขับไล่คนคานาอันกันไปเสีย
8) ทรงมอบแผ่นดินนี้ให้กับเชื้อสายของอับราฮัม
9) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ได้ยินเสียงของเราในยามขัดสนอดอยากและในยามเกิดโรคภัยไข้เจ็บ มีภัยสงคราม และเมื่อถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าโจมตี พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เมื่อเราร้องทูล ก็ทรงเสด็จมาช่วยและทรงไถ่เราออกมาทั้งหมด ดังนั้น
10) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ช่วยเรา เพื่อได้รับการอัศจรรย์ เราจำเป็นต้องรู้ว่าพระองค์เป็นใคร และเราต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงมีพระราชกิจเช่นใด พระองค์จะทรงกระทำเช่นนั้นให้เราเหมือนกัน เหมือนที่ทรงกระทำในอดีต พระองค์ทรงสามารถทำได้เดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ เราต้องการผู้นำที่รู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้ใด เป็นผู้ที่ไม่อายที่จะประกาศความเชื่อของคน ท่ามกลางประชากรของพระเจ้า ผู้นำที่จะนำชนชาติของพระเจ้าไป ต้องเป็นผู้นำในการอธิษฐาน ในการกลับใจใหม่และในการแสวงหาพระเจ้า แสวงหาพระปัญญาของพระเจ้า แสวงหาการช่วยกู้ของพระองค์ เราต้องการผู้นำที่มีชีวิตในฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่รู้จักพระเจ้า ผู้ที่กล้าจะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆด้วยการยืนขึ้นต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า
2. จงทวงพระเจ้าถึงพระลักษณะของพระองค์เอง
2พศด 20:10-13
10 ดูเถิด บัดนี้คนอัมโมนและโมอับ และภูเขาเสอีร์ ผู้ซึ่งพระองค์ไม่ทรงยอมให้คนอิสราเอลบุกรุก เมื่อเขามาจาก แผ่นดินอียิปต์และผู้ซึ่งเขาได้หลีกไปมิได้ทำลายเสีย
11 ดูเถิด เขาทั้งหลายได้ให้บำเหน็จแก่เรา ด้วยมาขับเราออกเสียจากแผ่นดินกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นมรดก
12 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงกระทำการพิพากษาเหนือเขาหรือ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้คนหมู่มหึมานี้ ซึ่งกำลังมาต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์"
13 ในระหว่างนั้นคนทั้งปวงของยูดาห์ก็ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าพร้อมกับภรรยาและลูกหลานของเขา
1) พวกเรานั้นเป็นคนที่เชื่อฟังพระองค์
(ข้อ 10) “ดูเถิด บัดนี้คนอัมโมนและโมอับ และภูเขาเสอีร์ ผู้ซึ่งพระองค์ไม่ทรงยอมให้คนอิสราเอลบุกรุก เมื่อเขามาจากแผ่นดินอียิปต์และผู้ซึ่งเขาได้หลีกไปมิได้ทำลายเสีย”
2) พวกเรานั้นต้องการพระองค์จริงๆ
(ข้อ 12ก) “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงกระทำการพิพากษาเหนือเขาหรือ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้คนหมู่มหึมานี้ ซึ่งกำลังมาต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย”
3) พวกเรานั้นต้องพึ่งพระองค์จริงๆ
(ข้อ 12ข) “ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์"
4) พวกเราจะรอคอยพระองค์ด้วยความเชื่อ
(ข้อ 13) “ ในระหว่างนั้นคนทั้งปวงของยูดาห์ก็ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าพร้อมกับภรรยาและลูกหลานของเขา”
3. จงพูดถึงปัญหาให้ชัดเจน
(ข้อ 11-12)
11 ดูเถิด เขาทั้งหลายได้ให้บำเหน็จแก่เรา ด้วยมาขับเราออกเสียจากแผ่นดินกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นมรดก
12 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงกระทำการพิพากษาเหนือเขาหรือ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้ คนหมู่มหึมานี้ ซึ่งกำลังมาต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์" “ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้คนหมู่มหึมานี้ ซึ่งกำลังต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย” “ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด” “พระองค์จะไม่ทรงกระทำการพิพากเหนือเขาหรือ”
4. กระทำตามด้วยความเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์
2พศด 20:14-17
14 และพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาสถิตกับยาฮาซีเอลบุตรเศคาริยาห์ ผู้เป็นบุตรเบไนยาห์ ผู้เป็นบุตรเยอีเอล ผู้เป็นบุตรมัทธานิยาห์เป็นคนเลวีเชื้อสายของอาสาฟ เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางที่ประชุมนั้น
15 และเขาได้พูดว่า "ยูดาห์ทั้งปวงและชาวเยรูซาเล็มทั้งหลายกับกษัตริย์เยโฮชาฟัท ขอจงฟัง พระเจ้าตรัสดังนี้แก่ท่านทั้งหลายว่า "อย่ากลัวเลย และอย่าท้อถอยด้วยคนหมู่มหึมานี้เลย เพราะว่าการสงครามนั้นไม่ใช่ของท่าน แต่เป็นของพระเจ้า
16 พรุ่งนี้เช้าจงลงไปต่อสู้กับเขา ดูเถิดเขาจะขึ้นมาทางขึ้นที่ตำบลศิส ท่านทั้งหลายจะพบเขาที่ปลายหุบเขาทางตะวันออกของถิ่นทุรกันดารเยรูเอล
17 ไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้ โอ ยูดาห์ และเยรูซาเล็ม จงเข้าประจำที่ ยืนนิ่งอยู่และดูชัยชนะของพระเจ้าเพื่อท่าน" อย่ากลัวเลยอย่าท้อถอย พรุ่งนี้จงออกไปสู้กับเขาและพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน" ให้เราดูถ้อยคำของพระวิญญาณของพระเจ้า
• ถ้อยคำของพระเจ้ามาโดยคนที่มีความสัตย์ซื่อ
• “ยาฮาซีเอล” มีความหมายว่า “จับตามองที่พระเจ้า”
• ยาฮาซีเอล ไม่ได้หนีไปด้วยความกลัวแต่ร่วมอยู่ในประชุม ร่วมในความยากลำบาก ร่วมทุกข์ร่วมสุข
• ยาฮาซีเอล เป็นลูกหลานของอาสาฟ ซึ่งเป็นคนในช่วงอายุย้อนไป 5 รุ่น อาสาฟเป็นหัวหน้านักดนตรีของดาวิด เป็นคนที่มีการเจิมด้วยวิญญาณของการเผยพระวจนะ
• พระวจนะของพระเจ้าผ่านทาง ยาฮาซีเอล ว่า “สงครามนี้ไม่ใช่ของท่านแต่เป็นของพระเจ้า
• และได้แนะวิธีที่จะเผชิญกับศัตรู
- จงลงไปต่อสู้กับเขา
- ไม่จำเป็นที่จะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้
- จงเข้าประจำที่ ยืนนิ่งๆ และดูชัยชนะของพระเจ้าเพื่อท่าน
- อย่ากลัว อย่าท้อถอย
น่าสังเกต พระเจ้าไม่ต้องการให้หนีปัญหา พระองค์สั่งไม่ให้ต่อสู้ แต่ก็ไม่ให้วิ่งหนี
บทสรุป
2พศด 20:22-26
22 และเมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้าทรงจัดกองซุ่มคอยต่อสู้กับคนอัมโมน โมอับ และชาวภูเขาเสอีร์ ผู้ได้เข้ามาต่อสู้กับยูดาห์ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป
23 เพราะว่าคนของอัมโมนและของโมอับได้ลุกขึ้นต่อสู้กับชาวภูเขาเสอีร์ ทำลายเขาเสียอย่างสิ้นเชิง และเมื่อเขาทั้งหลายทำลายชาวเสอีร์หมดแล้ว เขาทั้งสิ้นช่วยกันทำลายซึ่งกันและกัน
24 เมื่อยูดาห์ขึ้นไปอยู่ที่เนินสูงที่ในถิ่นทุรกันดาร เขามองตรงไปที่คนหมู่ใหญ่นั้น และ ดูเถิด มีแต่ศพนอนอยู่บนแผ่นดิน ไม่มีสักคนเดียวที่รอดไปได้
25 เมื่อเยโฮชาฟัทและประชาชนของพระองค์มาเก็บของเสียจากเขาทั้งหลาย เขาพบสัตว์เป็นจำนวนมาก ข้าวของ เสื้อผ้า และของมีค่าต่างๆ ซึ่งเขาเก็บมามากสำหรับตัวจนขนไปไม่ไหว เขาเก็บของที่ริบได้เหล่านั้นสามวัน เพราะมากเหลือเกิน 2
6 ในวันที่สี่เขาทั้งหลายได้ชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์ ด้วยที่นั่นเขาสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระพร เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกที่นั้นว่าเบราคาห์ {แปลว่า พระพร การสรรเสริญ} จนถึงทุกวันนี้
• คนอิสราเอลเดินออกไป และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าไป และเฝ้ามองดูการอัศจรรย์
• พระเจ้าทรงทำให้กองทัพศัตรูเกิดความสับสนวุ่นวาย
• พวกเขาฆ่ากันและกันเอง
• คนอิสราเอลใช้เวลา 3 วันในการเก็บของที่ริบมาได้
• พวกเขาตั้งชื่อสถานที่นั้นว่า “เบราคาห์” แปลว่า พระพรจากการสรรเสริญ
ในการเรียนรู้จากบทเรียนนี้ จากคนอิสราเอล
1. จงเตือนตนเองให้ระลึกว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ใด
2. จงทวงพระเจ้าถึงพระลักษณะของพระองค์เอง
3. จงพูดถึงปัญหาให้ชัดเจน
4. จงกระทำตามด้วยการเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์
|