อาหารแท้สำหรับมนุษย์
เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
ยน.4:27-38
27 ในขณะนั้นสาวกของพระองค์ก็มาถึง เขาประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า "พระองค์ทรงประสงค์อะไร" หรือ
"ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง"
28 หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองบอกคนทั้งปวงว่า
29 "มาเถิด มาดูท่านผู้หนึ่ง ที่เล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้กระทำ ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม"
30 คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์
31 ในระหว่างนั้นพวกสาวกทูลเชิญพระองค์ว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า เชิญรับประทานเถิด"
32 แต่พระองค์ตรัสกับเขาว่า "เรามีอาหารรับประทานที่ท่านทั้งหลายไม่รู้"
33 พวกสาวกจึงถามกันว่า "มีใครเอาอาหารมาถวายพระองค์แล้วหรือ"
34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ
35 ท่านทั้งหลายว่า อีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวมิใช่หรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด ว่าทุ่งนาเหลืองอร่ามถึงเวลาเกี่ยวแล้ว
36 คนเกี่ยวก็กำลังได้รับค่าจ้าง และกำลังส่ำสมพืชผลไว้สำหรับชีวิตนิรันดร์ เพื่อทั้งคนหว่านและคนเกี่ยว จะชื่นชมยินดีด้วยกัน
37 เพราะในเรื่องนี้คำที่กล่าวไว้นี้เป็นความจริงคือ คนหนึ่งหว่านและอีกคนหนึ่งเกี่ยว
38 ท่านทั้งหลายไปเกี่ยวสิ่งที่ท่านมิได้ลงแรงทำ คนอื่นได้ลงแรงทำ และท่านได้รับประโยชน์จากแรงของเขา
• อาหารที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเสมอ บางคนมีสุนทรีย์ในการกินอย่างมาก พยายามเลือกร้านกิน ก๋วยเตี๋ยวต้องร้านนี้ บะหมี่ต้องกินร้านนี้ ไก่ย่างต้องตรงนั้น
• สาวก 12 คน ออกไปซื้ออาหารด้วยกัน กลับมาแกะห่อออก เขาไปซื้อที่เมืองสีคา พวกเขาคงจะหิวแล้ว และเขาก็อยากให้มีการเปิดการกินข้าวอย่างเป็นทางการ ถ้าพระเยซูยังไม่กินก่อนพวกเขาจะกินไม่ได้
• ในภาษากรีก บอกว่าเขาชวนแล้ว คะยั้นคะยอให้พระเยซูมาเปิดงานเสียที ทูลแล้วทูลเล่า พระเยซูก็ยังเฉยอยู่ ไม่มีท่าทีที่จะมากินเลย พวกสาวกพลัดกันมาเชิญ คนแล้วคนเล่า พระเยซูยังอยู่เฉย
• อาหารของพระเยซู เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณ ที่มีอิทธิพลให้ความต้องการทางร่างกายลดลง
• ความหิวฝ่ายร่างกายเทียบไม่ได้กับความอิ่มฝ่ายวิญญาณ
• พระเยซูมักจะสอน มักพูดเรื่องฝ่ายวิญญาณเสมอ และไม่ค่อยมีใครเข้าใจ เช่น กับนิโคเคมัส กับหญิงชาวสะมะเรีย ข้อ 34 พระเยซูบอก อาหารคือ ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและงานของพระองค์ให้สำเร็จ
ดังนั้นอาหารของพระเยซูคือ
1.การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
- คริสเตียนจำเป็นต้องรับน้ำพระทัยพระเจ้าในแต่ละวัน
- ทำไมพระเยซูจึงให้ 12 คนไปซื้ออาหารทั้งหมด ควรให้คนหนึ่งไปซื้อก็พอ สิ่งที่น่าเป็นไปได้คือพวกเขา คงอยากจะไปชมตลาด ดังนั้นพระเยซูจึงให้ไปหมดทุกคน
- มนุษย์สนใจฝ่ายร่างกายเสมอ เขากินอาหารทางความคิด ทางหู ทางจมูก ความรู้ เขาสนใจให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สบาย และปัจจัยทั้ง 4 สมบูรณ์
- พระเยซูไม่ได้ต่อต้านปัจจัย 4 แต่พระเยซูชี้ให้เห็นว่าปัจจัย 4 สำคัญแต่ไม่สำคัญที่สุด น้ำพระทัยพระเจ้าต่างหากที่สำคัญกว่า
- มนุษย์มักขอบคุณพระเจ้าเสมอในพระพรฝ่ายร่างกาย และความต้องการของตนเอง แต่เราไม่ค่อยขอบพระคุณในพระพรฝ่ายวิญญาณ
- บางคนอ้างน้ำพระทัยเมื่อมันสอดคล้องกับใจของเรา เช่น ของงานพระเจ้าก็ประทานแต่ทำงานวันอาทิตย์ด้วย เป็นน้ำพระทัยแน่ๆ
- ทุกเรื่องเป็นอย่างนี้เสมอ เราพยายามบิดทุกอย่างให้สอดคล้องกับใจของเรา เราชอบอ้างว่าเป็นน้ำพระทัยเสมอ
- เราจะรู้ได้อย่างไรอะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า
1.1 ขยายอาณาจักรของพระเจ้าออกไป
- อะไรก็ตามที่ขยายอาณาจักรพระเจ้าในทุกทาง ถวายเกียรติพระเจ้า ทุกอิริยาบถในชีวิต สามารถเข้าสู่น้ำพระทัยพระเจ้าได้
- มีแฟนก็สามารถเจริญเติบโตฝ่ายวิญญานได้ขึ้น
- มีงานก็สามารถมีส่วนถวายเกียรติพระเจ้าได้
- มีบ้านก็ใช้บ้านเป็นพรได้
- ในพระธรรมยอห์นมี 44 ครั้งใช้คำว่า “ใช้มา”
- พระเจ้าไม่ได้ให้เรามาอยู่ในโลกเพื่อให้เรามาหากิน ไม่ได้ให้เรามาหาชื่อเสียง เกียรติยศ แต่ใช้เรามาเพื่อให้คนอื่นรอดแล้วของกินจะตามมา ชื่อเสียงจะตามมา เกียรติยศจะตามมา เพื่อถวายเกียรติพระเจ้า เพื่อให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จมากขึ้น
- อยู่เพื่อพระเจ้าจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง
- เราอยู่เพื่อพระเจ้าโดยใช้วัตถุ ไม่ใช่อยู่เพื่อวัตถุโดยใช้พระเจ้า
1.2 พยายามตั้งใจให้ความสำเร็จเกิดขึ้น
- อย่าทำเพราะต้องทำ แต่ทำเพื่อให้สำเร็จ ตั้งใจให้สำเร็จงานอะไรก็ตาม อย่าทำเพราะถูกใช้ให้ทำ แต่ทำเพราะตั้งใจอยากให้สำเร็จ
- พระเยซูบอก “สำเร็จแล้ว” พระเยซูมาตั้งใจให้สำเร็จ ขั้นสุดยอด
1.2.1 อย่ามองดูว่าพร้อมหรือยัง อย่าชักช้าร่ำไร
- “อีก 4 เดือนจะถึงเวลาเกี่ยว” = ค่อยๆไปก็ได้ไม่ต้องเร่งด่วน เป็นสุภาษิตคำพังเพยของคนยิว
- ทัศนคติของพระเยซูคือ ทำงานของพระเจ้า ด้วยความรู้สึกเร่งด่วนหลายคนว่าช้าๆดี แต่พระเยซูว่า เร่งด่วน เร็วๆดี
1.2.2 เงยหน้าขึ้นดูงานของพระเจ้า อย่าดูเพชรพลอย อย่าดูเงินทอง อย่าดูเกียรติยศชื่อเสียง
- เงยหน้าขึ้นดูนา ยังมีงานอีกมากในประเทศไทย มีคนไม่เชื่อพระเยซูอีกมากมาย
- มีชาวนาคนไหนที่เห็นข้าวพร้อมแล้วแต่ไม่เก็บเกี่ยว
- เห็นมะม่วงสุกงอม แล้วยังไม่สอยเก็บ
- อย่าวางใจในทรัพย์สิน เงินทอง ความมั่นคงชีวิต อย่ารอ อย่าบอกว่ายังไม่พร้อม หาเหตุหาผลเสมอ แต่เร่งด่วนถึงเวลาแล้ว
- ข้อคิดที่น่าสนใจ แท้จริงต่อหน้าคือ ข้าวเพิ่งหว่านลงไป แต่พระเยซูมองดูเห็นแล้วว่าเหลืองอร่ามแล้ว นี่เป็นท่าทีในความคิดของพระเยซู
1.2.3 เห็นคุณค่างานของพระเจ้า
- บางคนบอกเสียดายความรู้ของคุณไปทำอะไรกับงานพระเจ้า
- จงเชื่อว่างานที่มีคุณค่าที่สุดคืองานพระเจ้า ชีวิตอนาคตสำคัญกว่าชีวิตในโลกนี้
- เดี๋ยวนี้ยังไม่เห็นความสำเร็จแต่เมื่อสำเร็จแล้ว จะเห็นคุณค่าแน่
- ถ้าท่านอยากเห็นภาพชัดๆ จงสร้างอาณาจักรความคิดแห่งความเชื่อขึ้นมา
- ถ้าท่านอยากเห็นความสะดวก จงสร้างอาณาจักรในโลกนี้
- ถ้าท่านอยากทำอะไรให้อยู่ถาวร จงสร้างอาณาจักรของพระเจ้า
1.2.4 ทำด้วยใจยินดี
- อย่าสูญเสียความยินดีในการทำงานของพระเจ้า อย่าบ่น อย่าต่อว่าพระเจ้า
1.2.5 ร่วมมือกัน อย่าทำคนเดียว
- ทำด้วยกัน ทำตามหน้าที่ของเรา
- พระเยซูบอกว่า คนหว่านจะไม่ทันคนเกี่ยวแสดงว่าไม่ได้ทำคนเดียว
หากเราสัตย์ซื่อในงานของพระเจ้า เมื่อวันหนึ่งมาถึงเราคงได้รับความสุขจากการงานของเรา การเก็บเกี่ยวจะเป็นของเรา แต่หากเราไม่ได้หว่านแล้วเราจะได้เก็บเกี่ยวหรือ
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
  
|