






| เข้าใจการนมัสการในคริสตจักร |
|
|
|
| บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ | ||
คริสเตียนบางคนมักเข้าใจผิดคิดว่าการนมัสการเป็นการแสดงที่มีผู้นำนมัสการหรือศิษยาภิบาลและนักร้องนักดนตรีเป็นผู้แสดงหลักบนเวที โดยพระเจ้าเองทางพระวิญญานบริสุทธิ์เป็นผู้กำกับบทการแสดงและมีสมาชิกในคริสตจักรเป็นผู้ร่วมแสดงหรือเป็นผู้ชมวิพากษ์วิจารณ์ แต่แท้ที่จริงแล้วสมาชิกต่างหากที่เป็นผู้แสดงหลักบนเวที ผู้นำนมัสการหรือศิษยา ภิบาลเป็นผู้บอกบท นักร้องนักดนตรีเป็นผู้ร่วมแสดง พระเจ้าเป็นผู้ชมและคอยวิจารณ์เราเพราะ พระเจ้าทรงแสวงหาผู้ที่นมัสการพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง
การแสดงออกในการนมัสการ ผู้ที่รู้จักพระเจ้าก็ได้รับสิทธิพิเศษที่สามารถนมัสการได้โดยความสัมพันธ์กับพระองค์ คริสเตียนเห็นคุณค่าของพระเจ้าและแสดงออกในความสัมพันธ์เป็นการนมัสการต่อพระเจ้าผู้สร้าง ส่วนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าก็ไม่สามารถนมัสการได้อย่างถูกต้องครบถ้วนเต็มที่ คริสเตียนที่รู้จักพระเจ้าจะแสดงออกในทุกอริยาบถแห่งชีวิตจากท่าทีที่เห็นคุณค่าของพระเจ้าซึ่งนับว่าเป็นการนมัสการ เราอาจจะแบ่งนิยามของการนมัสการได้สองลักษณะคือ นิยามในวงกว้างและในวงแคบ
การนมัสการในวงกว้าง หมายถึง การที่เราเห็นคุณค่าของพระเจ้าในทุกอิริยาบถของเรา คือในการเดิน การนอน การเรียน การเล่น หรือในการทำงานและการรับใช้ของเรา ในทุกส่วน ทุกเวลาของชีวิตนั้นไม่ว่ากิจกรรมใดๆ ที่เราทำเพื่อการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เรานับว่าเป็นการนมัสการพระองค์ทั้งสิ้น แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเราทำสิ่งใดก็ตามที่แม้ดูเหมือนกำลังให้เกียรติแด่พระเจ้าแต่ใจของเรามิได้เห็นคุณค่าพระองค์อย่างแท้จริงเราก็มิได้นมัสการพระองค์
การนมัสการในวงแคบ เป็นสิ่งที่เป็นความปรารถนาของพระเจ้าในชีวิตของคนที่รู้จักพระองค์ทุกคน เป็นเวลาเจาะจงเพื่อการแสดงออกอย่างตั้งใจและจดจ่อเพื่อที่จะสรรเสริญให้เกียรติและแสดงการเห็นคุณค่าพระเจ้าโดยการกล่าวเป็นคำพูดหรือบทเพลงเพื่อแสดงความรู้สึกในใจออกมาและแสดงท่าทางต่างๆเช่นการชูมือ การคุกเข่า การปรบมือถวายเกียรติและอื่นๆเพื่อให้เกียรติพระเจ้า
การนมัสการในลักษณะดังกล่าวข้างต้นเป็นนิยามของการนมัสการที่คริสเตียนมักใช้กัน หากเราเห็นคุณค่าของพระเจ้าในชีวิต ที่เราได้รับการไถ่โดยพระเยซูแล้วเราจะถวายเกียรติแด่พระองค์ และเมื่อเรายิ่งดำเนินชีวิตกับพระเจ้ามากเท่าไร เราก็จะยิ่งเห็นคุณค่าของพระเจ้าและจะนมัสการพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ในคริสตจักรซึ่งอยู่ในแผนการของพระเจ้าจะกลายเป็นเรื่องหลัก เรื่องเอกท่ามกลางชุมชนของพระองค์ การนมัสการเป็นเรื่องที่มีบทบาทสำคัญในครอบครัวของพระเจ้า ในคริสตจักรที่มีสง่าราศี ในความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าเมื่อคนของพระเจ้าไปถึงซึ้งความไพบูลย์ของพระองค์ ย่อมทำให้เขาสามารถนมัสการพระเจ้าได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น ถ้าเราไม่ได้เห็นคุณค่าของการนมัสการ เราก็ไม่สามารถนมัสการพระเจ้าโดยการแสดงออกในทุกอิริยาบถ ทั้งในวงกว้างและวงแคบ เราไม่สามารถเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเราจะไม่สามารถไปถึงแผนการที่ลึกซึ้งที่สุดของพระองค์ ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเรามีโอกาสเทิดทูนพระนามพระองค์ด้วยการอธิษฐาน การร้องเพลงนมัสการ มีโอกาสสรรเสริญหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อเป็นการระลึกถึงและให้เกียรติพระเจ้า แต่ถ้าหากว่าในการที่เรามีความสัมพันธ์ต่อพระองค์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกเสียเวลา ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าก็กำลังบุบสลายและบกพร่องไป คนที่จะดำเนินชีวิตเติบโตขึ้นในการเห็นคุณค่าพระเจ้าวันต่อวันย่อมจะต้องเติบโตขึ้นในการเห็นคุณค่าของการนมัสการพระองค์ด้วย ทำไมต้องนมัสการด้วยการแสดงออกมาภายนอกวิวรณ์ 5:8-9 เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสือนั้นแล้ว สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก ทุกคนถือพิณและขันทองคำบรรจุเครื่องหอมซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่ว่าดังนี้ “พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือ และแกะตราม้วนนั้นออก เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้นพระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชาติแลทุกประเทศเพื่อถวายแด่พระเจ้า ตลอดในพระคัมภีร์ทั้งเล่มแสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าเป็นนักแสดงออกภายนอก เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งที่อยู่ภายในเมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์ มนุษย์จึงมีความโน้มเอียงที่จะแสดงออกภายนอกโดยสอดคล้องกับท่าทีภายในเหมือนพระองค์ การเก็บกดไม่แสดงออกภายนอกนั้นเป็นอาการของคนมีปัญหาที่พยายามเก็บความรู้สึกซ่อนไว้ภายใน
พระเจ้าชอบแสดงความรู้สึก ความคิด ทัศนะ และความปรารถนาในพระทัยของพระองค์โดยแสดงสัญลักษณ์ออกมาภายนอก เมื่อครั้งที่พระเจ้ากระทำพันธสัญญากับโนอาห์ พระเจ้าได้ให้เป็นสัญลักษณ์ภายนอก เพื่อเป็นพยานในสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ และเมื่อพระเยซูคริสต์ประทานพิธีมหาสนิทแก่คริสตจักรพระองค์ให้เรารับประทานขนมปังและน้ำองุ่นในพิธีนี้ เพื่อเห็นการระลึกถึงพระองค์ซึ่งเป็นการประกาศการวายพระชนม์ของพระองค์ อีกทั้งเป็นการย้ำเตือนเราว่าพระองค์จะเสด็จมาอีก พิธีมหาสนิทจึงเป็นการแสดงออกมาภายนอกที่สะท้อนพันธสัญญาที่พระเยซูคริสต์ทรงมีกับประชากรของพระองค์
เมื่อเรานมัสการพระเจ้าพระองค์คาดหวังให้การแสดงออกภายนอกของเราสอดคล้องกับท่าทีภายในใจของเราด้วย การแสดงออกภายนอกในการนมัสการจึงเป็นอาการที่ส่อว่าเรากำลังนมัสการพระเจ้า ขณะที่เราตื่นเต้นกับการดูการแข่งขันกีฬา เช่นฟุตบอล เราจะมีคามรู้สึกตื่นเต้นภายในร่วมไปด้วยในเกมการแข่งขัน ขณะที่นักกีฬาฝ่ายที่เราเชียร์อยู่นั้นกำลังส่งบอลไปเพื่อยิงประตู เราจะรูสึกเหมือนกับเราลงไปเล่นด้วย เพราะทั้งคนเล่นและคนดูมักมีอาการตื่นเต้นร่วมกัน ถ้าเราจะจินตนาการว่าทั้งนักกีฬาและผู้เชียร์ตื่นเต้น ด้วยอาการสงบเสงี่ยม เยือกเย็น ดูและเล่นด้วยอาการสุขุมคัมภีร์ภาพ คงเป็นอาการประหลาดที่ขัดหูขัดตาและขัดอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากเราไม่เคยแสดงออกภายนอกถึงความรู้สึกเห็นคุณค่าของพระเจ้าเลย แล้วเราอ้างว่าเราเห็นคุณค่าพระองค์ในจิตใจ คงเป็นเรื่องที่ขัดกับความเป็นจริงและยากที่ใครจะเชื่อได้ ดังนั้นการแสดงออกภายนอกจึงเป็นสิ่งที่เป็นผลจากท่าทีภายในใจด้วย ไม่เพียงแต่การแสดงออกภายนอกจะเป็นผลมาจากท่าทีภายในที่สอดคล้องกันแต่การแสดงออกภายนอกยังมีผลต่อท่าทีภายในใจอีกด้วย การแสดงออกภายนอกอย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาท่าทีภายในใจของเราให้ถูกต้อง เพราะว่าการที่เราจะแต่งขุดนอนไปทำงานบรรยากาศในสำนักงานคงเป็นที่ส่งเสริมให้พนักงานอยากนอนมากกว่าอยากทำงาน แต่ถ้ายูนิฟอร์มข้างนอกดูทะมัดทะแมง คนที่ใส่ก็จะเกิดความรู้สึกที่พร้อมจะทำงาน ฉันใดก็ดีการนมัสการด้วยการแสดงออกภายนอกไม่ว่าเราจะยืน คุกเข่า ชูมือ ปรบมือ ตะโกนโห่ร้อง โลดเต้น หรืออาการอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในพระธรรมสดุดีจึงมีความสำคัญ เพราะว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนภายในและมีผลต่อท่าทีภายในใจด้วย
สำหรับคนที่เคยชินกับการนมัสการเงียบๆ ไม่แสดงออกภายนอกมากนักอาจรู้สึกอึดอัดได้บ้างในครั้งแรกๆ เมื่อมาอยู่ในที่ประชุมนมัสการที่มีการแสดงออกอย่างเต็มรูปแบบตามหลักการของพระคัมภีร์ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะความไม่เคยชิน แต่ความรู้สึกไม่เคยชินไม่ได้เป็นสิ่งวัดว่าสิ่งใดผิดหรือสิ่งใดถูก เราจำเป็นต้องปรับความรู้สึกให้เข้ากับความจริงเมื่อเราเจอสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน และยอมรับว่าอะไรที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยแน่ๆ
นมัสการด้วยการแสดงความเคารพนบนอบวิวรณ์ 5:8 กล่าวว่า “เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสือนั้นแล้ว สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก หลักการเบื้องหลังจากพระธรรมตอนนี้คือ เรานมัสการพระเจ้าด้วยการแสดงออกภายนอกที่สำแดงความเคารพนบนอบ ภาษาฮีบรูใช้คำว่า “บาราค” (Barak) แปลว่าการคุกเข่าลง ก้มลงแสดงการสรรเสริญ ท่าทีแห่งการนมัสการที่ถูกต้องจะต้องเคารพยำเกรงพระเจ้า นอกจากนี้แล้วพระวจนะยังให้ตัวอย่างการแสดงความเคารพพระเจ้าอีกหลายแบบ เช่นใน สดุดี 33:8 พูดถึงการยืนขึ้นเป็นการให้เกียรติพระเจ้า สดุดี 134:2 แสดงออกโดยการยกมือขึ้นนมัสการ นอกจากนี้ยังมีการปรบมือ การเต้นรำและลิงโลด การคุกเข่าและก้มกราบลงอีกด้วย
นมัสการด้วยเครื่องดนตรีวิวรณ์ 5:8 กล่าวว่า ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน “ ทุกคนถือพิณ..” แสดงถึงการนมัสการในสวรรค์ที่ไม่เพียงแต่จะมีการแสดงออกภายนอกด้วยสภาพร่างกายที่แสดงอาการเคารพนบน้อมต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีการแสดงออกภายนอกด้วยการใช้เครื่องดนตรีในการนมัสการอีกด้วย ดังนั้นการเล่นเครื่องดนตรีถวายนมัสการแด่พระเจ้าจึงเป็นเรื่องถูกต้องตามหลักการพระคัมภีร์ (อ่าน สดุดี 150 ข้อ 3-5)
นมัสการด้วยการอธิษฐานวิวรณ์ 5:8 กล่าวว่า “ทุกคนถือพิณ และถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” ในพระคัมภีร์พูดถึงว่าเมื่อคนของพระเจ้าอธิษฐาน พระองค์ทรงเก็บคำอธิษฐานนั้นไว้ในขันทองทั้งหมด การเข้ามาร้องทูลต่อพระองค์จึงนับว่าเป็นการนมัสการอีกรูปแบบหนึ่งที่เราแสดงออกเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย
นมัสการด้วยเพลงบทใหม่วิวรณ์ 5:9 กล่าวว่า “และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่ว่าดังนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือและแกะตราม้วนนั้นออก เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่าทุกภาษา ทุกชาติ และทุกประเทศเพื่อถวายแด่พระเจ้า การร้องเพลงบทใหม่นั้นเป็นการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ผู้ร้องนั้นสามารถร้องเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องเตรียมมาก่อน แต่ร้องมาจากใจที่แสดงออกจากความสัมพันธ์ที่มีต่อพระเจ้าและการรู้จักกับพระองค์ ฉะนั้น คริสเตียนทุกยุคทุกสมัยจึงเป็นผู้ที่เขียนบทเพลงได้มากกว่ากลุ่มใดๆ ในวงการเพลง เพราะมีโอกาสได้แต่งเพลงอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันนั่นเอง
วิวรณ์ 5:9-14 และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่ ว่าดังนี้ "พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือ และแกะตราม้วนหนังสือนั้นออก เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชาติและทุกประเทศเพื่อถวายแด่พระเจ้าพระองค์ได้ทรงโปรดให้เขาเป็นราชอาณาจักร และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเรา และพวกเขาจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก" แล้วข้าพเจ้าก็มองดู และข้าพเจ้าได้ยินเสียงทูตสวรรค์เป็นอันมากนับเป็นโกฏิๆเป็นแสนๆ ซึ่งอยู่ล้อมรอบพระที่นั่งรอบสัตว์และผู้อาวุโสทั้งหลายนั้น ร้องเสียงดังว่า "พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น เป็นผู้ที่สมควรได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี" และข้าพเจ้าได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดิน ในมหาสมุทรบรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น ร้องว่า "ขอให้คำสดุดีและเกียรติ และพระสิริและฤทธิ์เดช จงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง และแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์" และสัตว์ทั้งสี่นั้นก็ร้องว่า "อาเมน {แปลว่า ให้เป็นไปดังนั้นเถิด}" และผู้อาวุโสเหล่านั้นก็ทรุดตัวลงกราบนมัสการ การนมัสการที่เป็นการแสดงออกภายนอกดังที่ได้บรรยายมาแล้วข้างต้นนั้นจะต้องสอดคล้องกับท่าทีภายในซึ่งเป็นรากฐานของจิตใจที่สำคัญมากกว่าภายนอก
พระธรรมตอนนี้บรรยายท่าทีภายใจของการนมัสการที่สำคัญอย่างขัดเจน 3 ประเด็นการเห็นคุณค่าของพระเยซูคริสต์ที่ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเราวิวรณ์ 8:9-10 แสดงถึงสิ่งที่อยู่ในใจของผู้ที่อาวุโสและสัตว์ทั้งสี่เพื่อถวายการนมัสการซึ่งจะเห็นว่าเน้นอยู่ที่องค์พระเมษโปดกหรือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงพระชนม์ การที่เราเห็นคุณค่าของพระคริสต์ที่สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทำให้เรานมัสการพระเจ้าได้อย่างเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้จักผู้ที่เรานมัสการแล้วเราก็ไม่รู้จะสรรเสริญอะไร ในการสิ้นพระชนม์นั้นพระโลหิตที่หลั่งออกก็เพื่อที่จะเกิดสิ่งต่อไปนี้ 4 ประการด้วยกันคือ
ประการแรก เพื่อไถ่คนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกประเภท ผู้ที่ได้รู้จักพระเจ้าแล้วจะรู้ถึงคุณค่าแห่งการไถ่นี้เป็นอย่างดี แม้ว่าในสายตาของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะเห็นเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขา แต่ผู้ที่รู้จักพระเจ้านั้น การสิ้นพระชนม์ของพระเมษโปดกเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นคุณค่าของพระองค์เพราะทำให้คนทั้งโลก ทุกชาติ ทุกภาษาได้รับการไถ่
ประการที่สอง เพื่อถวายตัวเราแด่พระเจ้า คริสเตียนเห็นคุณค่าของพระเจ้าที่สิ้นพระชนม์เพื่อที่เขาจะเป็นของพระเจ้าเหมือนที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าให้ถวายตัวเราเป็นเครื่องหอมบูชาอันบริสุทธิ์แด่พระเจ้า เราจึงสมควรจะสรรเสริญพระองค์เป็นนิตย์
ประการที่สาม เพื่อทำให้เราเป็นอาณาจักรปุโรหิต เรามีสิทธิพิเศษได้กลายเป็นอาณาจักรปุโรหิตของพระองค์ เพื่อเราจะมีสิทธิครอบครองร่วมกับพระองค์ เราจึงสรรเสริญพระเจ้าได้ด้วยสิทธิพิเศษนั้น
ประการที่สี่ เพื่อให้เราครอบครองโลก พระเจ้ามีน้ำพระทัยอยากให้มนุษย์ครอบครองโลกนี้อยู่แล้ว เราจึงสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอที่พระองค์ให้โอกาสแก่เราในสิ่งเหล่านี้ การเห็นคุณค่าของการที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรานั้นจึงต้องปักแน่นอยู่ในใจของคริสเตียนทุกคนจนทำให้สิ่งที่ล้นอยู่ภายในนั้นไหลออกมาจากปากเป็นคำสรรเสริญพระเจ้าได้เป็นนิตย์
การยกย่องพระเยซูคริสต์วิวรณ์ 5:11-12 กลุ่มทูตสวรรค์เป็นโกฏิๆ เป็นแสนๆ ร้องว่า “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้นเป็นผู้ที่สมควรได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” กลุ่มทูตสวรรค์ได้กล่าวยกย่องพระเมษโปดกผู้ยอมถูกปลงพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเราทั้งหลายว่า พระองค์สมควรได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ ถ้าเรานมัสการโดยตระหนักว่าพระเจ้าสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้ในใจของเรา เราจะนมัสการพระเจ้าถูกต้องและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา ถ้าท่าทีภายในของผู้นมัสการเห็นว่า พระเยซูสมควรได้รับฤทธิ์เดช เขาจะเชื่อมั่นจริงๆ ว่า ไม่มีฤทธิ์เดชจากแหล่งอื่นใดนอกจากพระเจ้าและเขาจะไม่ไปหาหมอดู การที่พระเยซูคริสต์สมควรได้รับทรัพย์สมบัติก็ควรทำให้เราไม่หวงการถวาย เราจะเห็นคนสัตย์ซื่อในการถวายสิบลด เราทุกคนรู้ดีว่าทรัพย์อยู่ที่ไหน ใจก็อยู่ที่นั่น ถ้าพระองค์สมควรได้รับทรัพย์สมบัติเพื่อราชกิจของพระองค์ เราไม่ควรหวงสิ่งใดไว้โดยไม่เห็นแก่พระราชกิจของพระเจ้า ถ้าพระเยซูสมควรได้รับปัญญา ปัญญาของเราจึงมิได้สูงกว่าปัญญาของพระเจ้า เราจะไม่เป็นคนที่หยิ่งยโสในความฉลาดของตนเองโดยลืมที่จะไว้วางใจและพึ่งพาพระปัญญาของพระเจ้า เพราะปัญญาของเราเทียบไม่ได้กับพระปัญญาของพระเจ้า เราจะไม่เอาปัญญาของเราไปวัดสัจธรรมของพระเจ้า ต่อมาที่ว่าพระเยซูสมควรได้รับอานุภาพ(กำลัง) เราจะไม่เบื่อหน่ายในชีวิต เพราะเราสามารถพึ่งกำบังของพระเจ้าได้ เราจะไม่หมดหวัง หมดอาลัยตายอยาก เราจะไม่ยอมเลิกรากลางคัน แต่มีแรงที่จะลุกขึ้นเดินต่อไปได้เสมอ ถ้าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่สมควรได้รับเกียรติ เราจะให้เกียรติพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต คือไม่ว่าจะเป็นบุคคลทรัพย์สิ่งของ หรือเกียรติใดๆ ของโลก จะไม่ต้องกลายเป็นรูปเคารพในใจของเรา การให้เกียรติสิ่งอื่นเหนือพระเจ้าก็เหมือนกับเหยียบย่ำพระเจ้าเสียเอง การที่พระเยซูคริสต์สมควรได้รับพระสิริ ชีวิตของเราจึงไม่ควรอยู่ในความบาปอีกต่อไป เพราะทุกคนที่ทำบาปก็เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า คำสุดท้ายที่ทูตสวรรค์กล่าวไว้ว่า พระเยซูคริสต์เป็นผู้สมควรได้รับคำสดุดี ริมฝีปากของเราจึงไม่หยุดที่จะสรรเสริญ ยกย่องพระเจ้าเทิดทูนพระนามพระองค์ ไม่มีคำบ่นจากปากเราแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทั้งหมดนี้คือการนมัสการที่แท้จริงในชีวิตของเราที่สอดคล้องกับการยกย่องพระเจ้า การร่วมใจกันอย่างเป็นเอกภาพวิวรณ์ 5:13-14 ยอห์นได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั่วทุกหนทุกแห่ง ทั่วในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดิน ในมหาสมุทร บรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น ร้องว่า “ขอให้คำสดุดีและเกียรติ และพระสิริและฤทธิ์เดชจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงประทับบนพระที่นั่งและแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์” แสดงภาพของการนมัสการในวงกว้างที่แท้จริง ที่ต้องมาจากท่าทีของความเป็นเอกภาพและการร่วมใจกัน คริสตจักรที่นมัสการพระเจ้าจริงจะเกิดเอกภาพแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คนที่นมัสการพระเจ้าจะเพียรพยายามในการรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์ เราเห็นถึงการร้องประสานเสียงอย่างไพเราะ เพราะพวกเขาจากทุกหนทุกแห่งร่วมใจกันถวายเกียรติอย่างเป็นเอกภาพ พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าถ้าสองสามคนอธิษฐานร่วมใจกันพระเจ้าจะทรงโปรดฟัง
|