






| การเลือกทีมงานด้านนมัสการ |
|
|
|
| บทความการนมัสการ - การพัฒนาทีมนมัสการ | ||||
สิ่งที่น่าท้าทายที่สุดประการหนึ่งของผู้นำคริสตจักรในทุกวันนี้ก็คือ การเลือกคนที่จะเข้ามาร่วมทีมงาน และการดูแลพวกเขาให้มีความสุขและผูกพันตัวตลอดไป เช่นเดียวกันกับงานด้านนมัสการ ด้านดนตรีของคริสตจักรที่จำเป็นต้องมีคน มีทีมงานที่ร่วมผูกพันตัวทุ่มเทเพื่องานรับใช้ร่วมกัน นักดนตรีส่วนมากที่เราพบว่าเป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีสูง เป็นนักสร้างสรรค์ เป็นพวกศิลปิน พวกเขาส่วนใหญ่ก็มักเป็นกลุ่มคนที่มีอารมณ์แปรปรวน และยากที่จะทำงานด้วย ทีมนมัสการของคริสตจักรส่วนใหญ่ที่ผมพบและที่ผมมี มักทำให้ผมคิดถึงกลุ่มคนของกษัตริย์ดาวิดที่กระจายล้อมรอบตัวของเขา ในครั้งที่ดาวิดกำลังหนีจากมือของซาอูล พระคัมภีร์ได้บันทึกว่าคนเหล่านี้มีความทุกข์ยาก ทุกคนมีหนี้สินและไม่มีความพอใจ (1ซมอ.22:2) คนเหล่านี้ก็มาหาพระองค์ มิได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในทีมนมัสการจะมีหนี้สิน จะไม่มีความพอใจในสิ่งใด แต่หมายถึงคนเหล่านี้ที่มักจะยากในการจะทำงานด้วย หรือยากที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ดังนั้นการจะทำงานร่วมกับกลุ่มคนดังกล่าว จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการอธิษฐานอย่างมาก และต้องใช้ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์อย่างมากทีเดียว กุญแจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ผมได้พบในการที่จะพัฒนางานด้านนมัสการให้มีประสิทธิภาพก็คือ “การสื่อสาร” หากแต่น่าเศร้ามากที่ผมได้พบว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกละเลยและถูกลืมมากที่สุด “การสื่อสาร” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ เฉพาะอย่างยิ่งหากปรารถนาให้ใครสักคนมีการผูกพันตัวในระยะยาว ถ้าหากว่ามีการสื่อสารน้อย หรือขาดการสื่อสารอย่างพอเพียง ผู้คนก็จะขาดความมั่นใจ ไม่แน่ใจว่า เขาจะคาดหวังอะไร และเขาถูกคาดหวังว่าอะไร ฉะนั้นหากมีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ชัดเจน ก็จะทำให้เกิดความพึงพอใจ และความรู้สึกนั้นก็จะถูกรักษาไว้ได้ยาวนานต่อไป ผมอยากจะแนะนำว่า การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญในทุกๆเรื่อง และทุกๆขั้นตอนของการปรนนิบัติด้านนมัสการ สำหรับส่วนตัวของผม ผมจะเริ่มสื่อสารกับคนนั้นๆ ตั้งแต่เขาเริ่มต้นเข้ามาอยู่ในทีมนมัสการ เขาจะได้รับแนวทางการปฏิบัติตนอย่างชัดเจน ข้อพึงปฏิบัตินี้ของผมจะสื่อสารสองประการด้วยกัน สิ่งแรกก็คือ คุณสมบัติที่จำเป็นบางประการที่จะร่วมทีมกับผม และอะไรเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังในตัวของพวกเขา เมื่อเขามาอยู่กับผม ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ลำดับไว้เพื่อเป็นแนวทาง เป็นคุณสมบัติบางประการ และแต่ละสิ่งนั้นผมจะได้ให้รายละเอียดเพื่อขยายความให้ชัดเจนขึ้น อันจะช่วยให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆต่อไป คุณสมบัติของนักร้อง นักดนตรีต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่สำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต่อบุคคลที่จะเข้ามาร่วมรับใช้ในทีมนมัสการของเรา 1. การผูกพันตัวกับคริสตจักร เป็นสมาชิกของคริสตจักร(รวมไปถึงลูกๆ ภรรยาหรือสามี ของเขาด้วย) จริงๆแล้วผมเปิดกว้างที่จะรับใครก็ได้ที่มีทักษะด้านดนตรี แม้ว่าไม่ได้เป็นสมาชิกของคริสตจักรของเรา เพื่อมาร่วมรับใช้ แต่หากต้องการจะให้เกิดผลสูงสุด ผมคิดว่า เขาควรจะร่วมผูกพันตัวอย่างเหนียวแน่นกับคนในคริสตจักร และผู้นำของคริสตจักรนั้นๆจะดีกว่า หากคนได้ผูกพันตัวอย่างจริงจังกับคริสตจักร ความสัตย์ซื่อในการปรนนิบัติงานด้านนมัสการของเขา จะมีมากกว่าการที่เขาไม่ได้ผูกพันตัว Terry Kinard วิทยากรด้านการนมัสการของอเมริกา ได้กล่าวว่า “งานด้านนมัสการนั้น ไม่ใช่สิทธิพิเศษของผู้ที่มีความสามารถด้านดนตรี หากแต่เป็นเกียรติที่ได้ยื่นออกไปให้กับผู้ที่ได้ร่วมผูกพันตัวอย่างแท้จริง” 2. การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณก่อนหน้านี้ผมได้กล่าวแล้วว่า งานรับใช้ด้านนมัสการนั้น เป็นงานรับใช้ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ และดังนั้นงานด้านนี้จึงไม่เหมาะกับคนที่พึ่งมาเฃื่อพระเจ้าใหม่ๆ หรือยังไม่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ หรือแคระฝ่ายจิตวิญญาณ ในขณะที่ทีมนมัสการกำลังอยู่บนเวที สายตาทุกคู่ในที่ประชุมนั้นย่อมจะจ้องมองมาที่พวกเขา ดังนั้น ในฐานะผู้นำของทีมคนหนึ่ง การที่จะจัดให้คนที่เพิ่งเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ หรือยังไม่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ ให้มีบทบาทบนเวทีจึงไม่ใช่ความคิดที่ควรจะกระทำ 3. การมีทักษะด้านดนตรีอย่างเชี่ยวชาญทั้งนักดนตรีและนักร้องจำเป็นต้องมีทักษะอย่างเพียงพอที่จะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ซึ่งโดยการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเราคงไม่ต้องการจะจำกัดสิ่งที่พระเจ้าจะกระทำท่ามกลางที่ประชุมโดยความจำกัดในเรื่องทักษะของเรา ให้คงเป็นได้เพียงสิ่งง่ายๆเท่านั้น เนื่องจากทักษะของเรามีความจำกัด ตัวเราจึงเป็นอุปสรรคต่อการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยทักษะของเราเอง จริงอยู่ผู้นำนมัสการควรเปิดใจให้พระวิญญาณทรงนำในที่ประชุม (ต้องมีนักดนตรีที่มีความสามารถดีด้วย) รวมทั้งทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประชุม ก็ต้องทำเช่นนั้นด้วย แต่จำไว้ว่าระดับความสามารถทางดนตรีจะมีผลต่อที่ประชุมอย่างมาก บรรยากาศที่พระวิญญาณทรงนำนั้นจะไปได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับขนาดของที่ประชุม (จำนวนสมาชิก) และทรัพยากรต่างๆที่สามารถจะนำมาใช้ได้ 4. การอุทิศเวลาหมายถึง เวลาของการซ้อม การเตรียมตัวในเวลาเช้าวันอาทิตย์ และการดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ร่วมกัน รวมไปถึงการเข้าร่วมการสัมมนา การเข้าร่วมรีทรีตพิเศษ และอื่นๆ ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพของการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของสมาชิกคงต้องชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งคนที่จะเข้ามาร่วมผูกพันตัวในทีม หากเขาสามารถทราบรายละเอียดได้ก่อน ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง 5. การสนับสนุนจากครอบครัวสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกภายในครอบครัวที่ใกล้ชิดแต่ละคน เช่น ภรรยา, สามี ฯลฯ จะเต็มใจ ยินดี ที่จะยอมรับความจำเป็นในการใช้เวลาของเขา ทั้งให้การสนับสนุนเป็นส่วนตัวด้วย อย่ากลัวที่จะให้บางคนออกจากทีมนมัสการไป เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวของเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้เขามาร่วมรับใช้ เพราะถ้าครอบครัวของเขาไม่สนับสนุนแล้ว ในที่สุดเขาก็ต้องขอออกไปเองเมื่อเวลามาถึง 6. ความสามารถที่จะร่วมชีวิตกับคนอื่นๆในทีมบางคนนั้นอาจมีพรสวรรค์ด้านดนตรีสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการเล่น หรือการร้อง แต่จากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น ระดับเสียงของเขา สไตล์ด้านดนตรี และอื่นๆ อาจเป็นปัญหาที่ทำให้เขาไม่อาจร่วมหรือเคลื่อนไปในการปรนนิบัติรับใช้กับคนอื่นได้ จริงๆแล้วคนเหล่านี้ควรจะได้รับการท้าทายให้ไปใช้ของประทานของเขาในทางอื่น เช่น ในกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิต หรือการเล่นเพลงพิเศษ ในโอกาสต่างๆ เนื่องจากเขาเหมาะที่จะเล่นโชว์ความสามารถของเขาคนเดียว มากกว่าจะเล่นกับคนอื่นๆ ดังนั้นการที่เรามองคนคนหนึ่งว่ามีความเชี่ยวชาญ มีความชำนาญอย่างมากในทักษะดนตรี มิได้หมายความว่า เขาควรเป็นคนที่ถูกจับตามองว่าเป็นคนที่สามารถจะมาร่วมงานกับทีมได้ ดังนั้นผู้นำคงต้องใช้วิจารณญาณ เพราะว่าคนนั้นต้องเป็นคนที่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่สุดแล้ว หัวหน้าทีมนมัสการจะเป็นคนตัดสินใจสุดท้ายว่า ใครควรมีส่วนในทีม-นมัสการ หลังจากที่เขาได้ชั่งน้ำหนักในด้านต่างๆอย่างระมัดระวังแล้ว และได้ปรึกษาหารือกับสมาชิกอื่นๆ และกับผู้นำคริสตจักรแล้ว
|