• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
งานปรนนิบัติ / งานรับใช้ของผู้นำนมัสการ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาการนำนมัสการ

งานปรนนิบัติ / งานรับใช้ของผู้นำนมัสการ

 

โดย : อ.ประยุทธ สาริมาน

   
William Hendricks เขียนใน Exit Interviews ในเรื่องเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ผู้ที่ออกมาจากคริสตจักรในการตอบคำถามเรื่อง “ทำไมคนหรือจำนวนคนที่มาคริสตจักรน้องลง?”  เขาตอบว่า “บางทีอาจเป็นเพราะการนมัสการนั้นน่าเบื่อ ไม่ใช่การที่คนมารวมกันเป็นเรื่องไม่น่าสนใจ  พวกเขาไม่ได้นมัสการเป็นทุกคน พวกเขาต้องช่วยกันเพื่อที่เขาจะได้พบพระเจ้า” เขาพูดต่อไปว่า “ส่วนที่เป็นประโยชน์มากที่สุดของการนมัสการคือ การมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า ผู้คนคาดหวังจะได้พบพระเจ้าที่คริสตจักร” ทำไมจะไม่ละ ถ้าคุณไม่สามารถพบพระเจ้าได้ที่คริสตจักร  ที่ไหนล่ะที่คุณจะพบพระเจ้า?


การปรนนิบัติพระเจ้าของผู้นำนมัสการเป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ เพราะการปรนนิบัตินั้นจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำให้คนได้เข้าไปมีส่วน และมีประสบการณ์กับพระเจ้า ผู้คนแสวงหาที่จะพบพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันผู้คนต้องการมีความสัมพันธ์ ต้องการพบพระเจ้า Douglas Coupland นักเขียนผู้เลื่อมใสในศาสนาได้เขียนไว้ใน Life After God ว่า “เมื่อฉันยังเล็ก ฉันเคยทุกข์ใจมากเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องอยู่คนเดียว หรือไม่เป็นที่รักของใคร หรือ การเป็นคนที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องความรัก เมื่อเวลาผ่านไป ความกังวลใจนั้นก็ได้เปลี่ยนไป ฉันเริ่มที่จะกังวลว่าฉันเป็นคนที่ไม่มีความสามารถในการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือการแสดงความสนิทสนมกับใคร ฉันรู้สึกเหมือนว่า โลกเหมือนอยู่ในบ้านที่อบอุ่น แต่ฉันอยู่ข้างนอก และฉันเป็นคนที่ถูกลืม (ไม่มีใครสังเกต) เพราะว่าฉันอยู่ข้างนอกในคืนนั้น แต่ตอนนี้ฉันอยู่ภายในบ้านแล้ว แต่ฉันก็ยังมีความรู้สึกที่เหมือนเดิมอยู่”  “ตอนนี้ ฉันมีความลับอย่างหนึ่งคือ ฉันต้องการพระเจ้า ฉันรู้ว่าฉันป่วย และฉันไม่สามารถไปต่อได้โดยเพียงลำพัง ฉันต้องการให้พระเจ้าช่วยให้ฉันเป็นคนแห่งการให้ เพราะว่า ฉันเป็นคนไม่มีประสบการณ์เรื่องการให้ ให้ฉันเป็นคนที่มีใจเมตตา เพราะฉันก็ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ช่วยให้ฉันรัก เพราะฉันมองข้ามเรื่องความรัก จนทำให้ฉันไม่สามารถรักได้”  ผู้คนต้องการเข้าไปหาและแสวงหาพระเจ้า ไม่ใช่เพียงขอแค่ได้ยินพระองค์ นี่เป็นสิ่งที่ผู้นำนมัสการต้องวิเคราะห์


1.    สิ่งที่ผู้นำนมัสการต้องมีและต้องการ

ขณะที่สถานการณ์ไม่เป็นที่พอใจของผู้นำนมัสการ (เช่น มีเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ มารวมตัวกันหรือการประชุมที่ไม่เป็นทางการ) การรวมตัวหรือการเข้าร่วมของคนจำนวนมาก มีความจำเป็นต่อบทบาทของผู้นำนมัสการ จะเป็นสิ่งดีดังต่อไปนี้เมื่อการนมัสการมีผู้นำ

A.    ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในที่ประชุม

การนำที่เข้มแข็งและมั่นคง เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในกลุ่มให้เกิดขึ้น ผู้นำนมัสการวางแผนและเตรียมรูปแบบการนมัสการ บทเพลง และอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องและเคลื่อนไหวไปตาม Theme/บรรยากาศ ผลคือ การจดจ่อและทิศทางในการนมัสการ

B.    จังหวะที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 

ผู้นำนมัสการรวมใจที่ประชุม และนักดนตรีด้วยจังหวะที่คงที่ บทบาทของพวกเขาคือ เพื่อรักษาจังหวะที่ถูกต้อง เมื่อบทเพลงเคลื่อนไปจากเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่ง พวกเราต้องตั้งจังหวะใหม่ เห็นได้ชัดว่าบทบาทของผู้นำนมัสการนั้นขาดไม่ได้ และจำเป็นในการนมัสการ

2.    คุณสมบัติของผู้นำนมัสการ 

-  ที่เป็นคุณสมบัติของผู้นำนมัสการที่ควรจะมี
•    การยอมจำนนทุกๆ วันต่อพระคริสต์
•    การเดินกับพระเจ้าลึกและได้รับการพิสูจน์แล้ว
•    ความรู้เรื่องสไตล์การนมัสการในคริสตจักรและบทเพลง
•    การยอมรับระดับความสามารถของนักดนตรี “เล่นด้วยทักษะ” (สดด.33:3 จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์  จงดีดสายอย่างแคล่วคล่องพร้อมกับโห่ร้อง )
•    มีชื่อเสียงดีในการสามัคคีธรรม
•    มีความสามารถในการควบคุม และเข้าร่วมในกลุ่ม
•    มีทัศนคติที่ถูกต่อบทบาทที่ได้รับ
•    การผูกพันตัวต่อบทบาทที่ได้รับ
•    มีบุคลิกที่กระตือรือร้นและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

3.    ความรับผิดชอบขอผู้นำนมัสการ 

•    ชี้ทิศทางการนมัสการ – ชี้ทางและวิถีที่จะเดินไป
•    ให้ตัวอย่าง – เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องทำอะไร
•    แก้ไขและปรับให้เหมาะสม – ให้ความสนใจโดยจดจ่อและมุ่งไปที่พระเจ้า
•    เตรียม – เตรียม theme บทเพลง พระคำ overhead และอื่นๆ

4.    การเตรียมของผู้นำนมัสการ

การเตรียมมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว บางครั้งเตรียมมาก่อนแล้ว แต่บางครั้งก็เป็นการเตรียมก่อนการนมัสการจะเริ่มขึ้น มันเป็นอะไรที่มากกว่าเตรียมลำดับเพลงสำหรับการนมัสการซะอีก

A.    เตรียมจิตวิญญาณตลอดสัปดาห์


B.    การนำจิตวิญญาณไปสู่พระเจ้าก่อนนำการนมัสการ

ใช้และตั้งเวลาในคืนวันเสาร์หรือเช้าวันอาทิตย์ เพื่อจะใช้เวลาส่วนตัวให้ใกล้ชิดพระเจ้า เพราะเราจะไม่มีเวลานำใจเราไปสู่พระเจ้าได้ เมื่อเรายืนอยู่ต่อหน้าที่ประชุม เราต้องไม่รีบร้อนก่อนการนำนมัสการ โดยเราต้องกระทำให้ที่ประชุมได้ผูกพันตัวกับพระเจ้าในช่วงเวลาหนึ่งก่อนเริ่มการนมัสการ

C.    ปรับเสียงก่อนเริ่มรอบการนมัสการ

ในช่วงตอนเช้าต้องมีการบริหารเสียงก่อนที่จะนำนมัสการ บริหารเส้นเสียงโดยร้องเพลง 2-3 เพลงในคีย์ต่ำก่อน และค่อยไต่ไปในเพลงที่มีระดับเสียงสูงขึ้น หรือจะบริหารการออกเสียงในการร้องเพลง (ถ้าคุณรู้วิธีทำ)

D.    พิจารณาข้อความหรือสิ่งที่ต้องการสื่อสาร

ในช่วงสัปดาห์ต้องมีการตรวจสอบกับศิษยาภิบาลว่าต้องการจะสื่อสารข้อความ  พระวจนะหรือภาระใจใดที่พระเจ้าได้นำในใจของศิษยาภิบาลในการเทศนา เพราะขั้นตอนนี้ช่วยให้ผู้นำนมัสการรู้ทิศทางว่าจะนำนมัสการไปในรูปแบบใดให้สอดคล้องกับคำเทศนา และภาระใจต่าง ๆ

E.    บอกและให้ข้อมูลกับนักดนตรีถึงเพลงที่ได้เลือกไว้แล้ว

เรียกบุคคลที่จำเป็นเข้ามา และให้รายการเพลงกับเขาในการฝึกซ้อม อย่ามาถึงในเช้าวันอาทิตย์กับรายการบทเพลงสรรเสริญ 5 เพลง ที่คุณคาดหวังให้วงดนตรีเล่นต้องแน่ใจว่าพวกเขาได้มีโอกาสซ้อมเพลงเหล่านั้นก่อนในช่วงระหว่างสัปดาห์

F.    รายระเอียดต่างๆ ที่ต้องเตรียม

     รายการต่อไปจะช่วยให้ผู้นำนมัสการมีความมั่นใจ  และให้การนมัสการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
•    มีข้อมูลพร้อมเช่น เค้าโครง แผนผัง ลำดับเพลง
•    อุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม เช่น overhead ระบบเสียง
•    ตรวจสอบและอ่านพระวจนะที่ได้อ้างอิง
•    รวบรวมคำประกาศและแจ้งความ และทำความเข้าใจกับมัน
•    แน่ใจก่อนว่าผู้ติดตามและผู้เข้าร่วมเข้าใจบทบาทของตนเอง

จำคำของ Charles Spurgeon ให้ได้ “บุคคลผู้ที่นำผู้อื่นให้เข้าสู่การทรงสถิตของกษัตริย์ต้องเดินทางไปก่อนให้ไกลภายในประเทศของกษัตริย์นั้น  และได้พบกับพระพักตร์ของกษัตริย์นั้นก่อนด้วย”

5.    บทบาทของผู้นำนมัสการ

มีมุมมอง 3 มุมมอง ในเรื่องบทบาทของผู้นำนมัสการ
(a)    การเชิญพระเจ้าลงมาสู่คนของพระองค์

(b)      นำคนขึ้นไปสู่พระเจ้า

(c)      ช่วยให้คนได้เฉลิมฉลองในพระเจ้าผู้ทรงสถิตท่ามกลางเรา บนรากฐานการสร้างการนมัสการ (เช่น การทรงสถิตของพระเจ้า) เราต้องรู้ว่า ผู้นำนมัสการไม่สามารถเชิญพระเจ้าให้ลงมาได้ เพราะว่า พระเจ้าเป็นผู้ที่ปรากฏอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในทุกสถานที่ ขณะที่เรามีความเข้าใจว่า ผู้นำนมัสการนั้นช่วยคนให้จดจ่อไปที่พระเจ้า เราต้องตระหนักว่าผู้นำนั้นต้องสามารถนำความรู้สึกของผู้คนให้นมัสการพระเจ้าให้ได้ โดยแท้จริงแล้ว มุมมองข้อที่ถูกที่สุดคือ ข้อสุดท้าย

(d)      ที่บทบาทของผู้นำนมัสการคือ ผู้ที่ช่วยคนให้มีประสบการณ์กับพระเจ้าผู้ที่อยู่ท่ามกลางพวกเรา สิ่งที่ตามมาคือเป้าหมายของผู้นำนมัสการนั้นคือ การนำที่ประชุมให้เข้าสู่การทรงสำแดงในการทรงสถิตของพระเจ้าและตอบสนองบทบาทของผู้นำนมัสการคือ การช่วยผู้คนให้ตระหนักและตอบสนองในการทรงสถิตของพระเจ้า ข้อแนะนำต่อไปนี้จะช่วยผู้นำนมัสการในการช่วยผู้คนให้มีประสบการณ์ในการทรงสถิตของพระเจ้าในคริสตจักร :

หนุนใจให้คนเตรียมพร้อมสำหรับการนมัสการ

ใน กจ. 4:1-22 จะเห็นได้จากชีวิตของเปโตร และยอห์น ที่ถูกจับและจำคุกเนื่องจากเขาได้เทศนาในเรื่องการฟื้นพระชนม์จของพระเยซูคริสต์ (1,2) เมื่อผู้คุมสอบสวนพวกเขา ผู้คุมก็ประหลาดใจในความกล้าหาญของเปโตร และยอห์นเป็นอย่างมาก (13) พวกเขาไม่สามารถโต้เถียงถึงคำพยานของชายคนนั้น ที่เปโตรและยอห์นรักษาได้ (14) ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจปล่อยเหล่าสาวกไปและได้ขอร้องพวกเขาให้ไม่พูดในเรื่องของพระเยซูคริสต์อีกต่อไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเขาไม่ได้นิ่งเงียบในเรื่องของพระเยซูคริสต์ สิ่งแรกที่เปโตรและยอห์นได้กระทำคือ กลับไปยังคริสตจักร (13) ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเขาได้ถูกเตรียมให้กลับไปยังคริสตจักร เพราะว่าพวกเขาได้อยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า ตลอดสัปดาห์นั้นผู้นำต้องสอนคนให้ฝึกฝนให้อยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าตลอดสัปดาห์ และดำเนินชีวิตแห่งการนมัสการ

สอนคนให้คาดหวังที่จะพบพระเจ้า

ใน (กจ. 24:3 “ข้าพเจ้ารับอยู่ทุกประการทุกแห่งด้วยจิตกตัญญูเป็นที่ยิ่ง”) เราได้ค้นพบว่าเมื่อเปโตรและยอห์น มารวมตัวกันกับพวกผู้เชื่อคนอื่นๆ  สัมผัสได้จริงๆ ว่าพวกเขามีความตื่นเต้นและการคาดหวัง พวกเขารู้ว่า เขากำลังจะได้พบพระเจ้า มิฉะนั้นทั้งเราและเขาก็ต้องตกและซ่อนตัวอยู่ในความกลัว แต่พระเจ้าไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวังเพราะพระองค์เสด็จมาพบกับพวกเขา (31) เราจำเป็นต้องสอนคนว่าเมื่อพวกเขากำลังเตรียมตัวเพื่อจะพบพระเจ้า พวกเขาต้องเชื่อว่าการติดต่อ และปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ พวกเขาต้องมีทัศนคติและท่ามีแห่งการคาดหวังอยู่เสมอ


ช่วยผู้คนให้มีส่วนในการนมัสการ

ใน (กจ. 4:24-30) เราพบว่า มีหลายวิธีที่จะทำให้คนได้มีส่วนร่วมในการนมัสการ


(1)  พวกเขาถวายเกียรติแด่พระเจ้า (24)   

- พวกเขามาด้วยความถ่อมใจ (ในการสารภาพความผิดบาป)
- พวกเขามาด้วยใจขอบคุณ (ศิษยาภิบาลของพวกเขาทั้ง 2 คนได้ถูกปล่อยตัวจากคุก)
- พวกเขามาเพื่อนมัสการ (ก้มกราบด้วยใจถ่อมเพื่อจุบที่พระบาทของพระเจ้าในการ  นมัสการ)


(2)  พวกเขาตั้งใจฟังพระวจนะ (25-26)

เราควรจะหนุนใจผู้คนให้นำพระวจนะมาคริสตจักร ร้องทูลให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงความจริงให้ปรากฏในชีวิต ให้ อ่านพระวจนะเพื่อชีวิตของเขาเอง และการจดบันทึก


(3)  ให้พวกเขาจดจ่ออยู่ที่พระเยซูคริสต์

(27-28) ให้พวกเขาไม่กังวลใจว่าใครอยู่ตรงหน้า หรือเพลงที่พวกเขาชอบที่สุดกำลังเล่นอยู่ แต่ให้ความตั้งใจและจดจ่อของเขาตรงต่อพระเยซูคริสต์


(4)    พวกเขาอธิษฐานเพื่อขอกำลัง (29-30)

พวกเขาอธิษฐานด้วยการสรรเสริญไม่ใช่สิ้นหวัง พวกเขาอธิษฐานเพื่อขอกำลังไม่ใช่การปกป้อง และพวกเขาอธิษฐานด้วยความมั่นใจไม่ใช่ด้วยใจขลาดกลัว ช่วยให้การเข้าหาพระเจ้าของแต่ละคนนั้นง่ายขึ้น


ผู้นำนมัสการสามารถช่วยผู้คนให้พบพระเจ้าได้โดย :


-    เปิดช่องว่างระหว่างพระเจ้าและคน เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้ปฏิสัมพันธ์กันได้ง่ายขึ้น
-    ผู้นำนมัสการต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นการส่วนตัว
-    ให้พระเจ้าได้นำทิศทางในการนมัสการ (ไวต่อการทรงนำของพระเจ้าในช่วยการนมัสการ)
-    ไวต่อคน : ความหลากหลายในเรื่องของอายุ วัฒนธรรม และระดับจิตวิญญาณ
-    ไม่ควบคุมที่ประชุมจนเกินไป
-    เติมเต็มบทบาทโดยเป็นตัวกลางระหว่างพระเจ้ากับคน
-    เชื้อเชิญคนให้เข้าร่วมและอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า ผู้ที่อยู่ท่ามกลางพวกเขา


หลักการสำหรับการนำนมัสการ

1.    ใช้เวลาก่อนเริ่มรอบการนมัสการด้วยการอธิษฐานและการเตรียมใจ บรรยากาศและอุปกรณ์ต่างๆ ฯลฯ เชื่อฟังการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอบถามผู้นำคริสตจักรว่า คุณมีเวลานานเท่าใดในการนำบรรยากาศ
2.      ผ่อนคลาย ยิ้มและความกระตือรือร้น กระตุ้นให้ผู้คนหยุดที่จะคิดในเรื่องของตัวเอง และให้จดจ่อความคิดโดยให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
3.      ร้องเพลงและบอกตำแหน่งย้อนให้ชัดเจน รู้ว่าเพลงที่จะร้องอยู่ในคีย์อะไร
4.    อย่านำโดยไม่คงที่ เช่น เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า แล้วกลับมาเร็วใหม่ ในเพลงที่มีเนื้อหาเดียวกัน คีย์เดียวกัน ความเร็วเท่าๆ กันนั้น แสดงถึงบทเพลงที่สอดคล้องกัน (มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในบทเพลง) นั้นจะทำให้เกิดการนมัสการที่แท้จริง นอกเสียจากว่าพระเจ้าจะนำทิศทางให้เริ่มบรรยากาศด้วยเพลงเร็ว และเคลื่อนไปในเพลงที่ช้าเพื่อเข้าสู่บรรยากาศการนมัสการ
5.    อย่าให้คนยืนนานนัก แต่ให้มีการนั่ง การยืน การคุกเข่า เพื่อบ่งบอกถึงการแสดงออกและเข้าร่วมในการนมัสการ
6.    อย่าตำหนิที่ประชุม แต่กระตุ้นโดยการชักชวนและแนะนำ ตามที่พระเจ้าทรงนำ แต่อย่างเทศนาระหว่างเพลงหรือพูดคำที่เราเคยชินในช่องว่างของช่วงเวลา เช่น ช่วงเวลาที่อยู่ในความเงียบ ของการนมัสการ
7.    หลังจากการนมัสการที่เข้มข้น –รอ- อย่าเคลื่อนบรรยากาศให้เร็วเกินไป การอยู่ในความเงียบไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นภัย ให้พระเจ้าพูดกับคนและปล่อยให้พวกเขาตอบสนอง
8.    รู้ว่า เมื่อไหร่ควรจะหยุด เวลาที่ดีที่สุดคือช่วงที่พระวิญญาณทำงาน เคลื่อนไหวมากที่สุด ให้ถอยตัวเองออกจากธรรมาสน์ ปล่อยให้ผู้เทศนาได้นำบรรยากาศต่อไป
9.    จดจำและเชื่อฟังพระวิญญาณ ในแต่ละรอบการนมัสการนั้นก็มีความแตกต่างกัน
 

ข้อแนะนำในเชิงปฏิบัติของการนำการนมัสการ

1.    เริ่มการนมัสการให้ชัดเจน – เริ่มโดยการเข้าควบคุมที่ประชุมอย่างมั่นใจ
2.    ระวังจุดบอด (ช่องว่าง กลุ่มคน ฯลฯ) การเตรียมการที่ดีก็จะช่วยให้ที่ประชุมเคลื่อนไหวไปได้ง่าย ๆ
3.    ใช้พระวจนะในการนมัสการ – วางเนื้อหาและแก่นของเรื่องบนพื้นฐานพระวจนะและใช้อย่างสร้างสรรค์
4.    ให้การมอบถวายมีในช่วงของการนมัสการ เช่น การตอบสนองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนผูกพันตัวและถวายตัวและถวายทรัพย์
5.    วางแผนการอธิษฐานในรอบการนมัสการ : การอธิษฐานเปิด การอธิษฐานเผื่อและปกป้อง การมอบถวาย การอธิษฐานวิงวอน
6.    ตรวจดูทิศทางของเพลง : คำพยาน , การสรรเสริญ,  การนมัสการ เพิ่มระดับความใกล้ชิดสนิทสนมโดยทั่ว
7.    ใช้บทเพลงที่หลายหลาก : เพลงประสานเสียง เพลงเก่าและใหม่ เพลงสรรเสริญที่เก่าและใหม่ เพลงท้องถิ่นพื้นบ้านและเพลงจากต่างประเทศ
8.    ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการรวมคน – ค้นหาวิธีการใหม่ ๆ ในการประยุกต์ใช้กับสิ่งเกา ๆ และสิ่งที่เราทำอยู่ปัจจุบัน
9.    พยายามรวมการใช้ประสาทสัมผัสเข้าร่วมไปด้วย : ภาพ เสียง สัมผัส รส กลิ่น
10.     สะท้อนเหตุการณ์ในสังคมในช่วงเวลานมัสการโดยอ้างถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นั้น ๆ
11.     สะท้อนเนื้อหาจองคำเทศนาในการนมัสการโดยเคลื่อนเข้าหาแก่นของคำเทศนาในหลาย  ๆมุม
12.     นำเข้าสู่การเทศนาอย่างเป็นธรรมชาติ และต่อเนื่อง – หลีกเลี่ยงที่จะจบการนมัสการโดยกะทันหัน ก่อนที่จะเทศนา