ความหมายของคำว่า “เพลงนมัสการ” (Hymns)
โดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
• เราพบคำนี้ใน อฟ.5:19 และ คส.3:16 ความหมายของคำนี้มีความเป็นมาดังนี้
เอเฟซัส 5:19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี (psalms) เพลงนมัสการ (hymns)และเพลงสรรเสริญ (spiritual songs) คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
โคโลสี 3:16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี(psalms)เพลงนมัสการ (hymns) และเพลงสรรเสริญ(spiritual songs) ด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า
ก. เพลงนมัสการ (hymns) :- บทเพลงสรรเสริญซึ่งเป็นบทเพลงที่มนุษย์แต่งขึ้นในรูปแบบของคริสเตียน
1. “เพลงนมัสการ” (hymns) ประกอบไปด้วยเนื้อหาการสรรเสริญ ที่กล่าวถึงสิ่งต่างๆ เพื่อการยกย่องพระเจ้า
ในหลายรูปแบบ เช่น
1.1 เพลงนมัสการ (hymns) ที่กล่าวถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์, พระคุณ, พระลักษณะและแผนการของพระองค์
1.2 เพลงนมัสการ (hymns) ที่ร้องทูล หรือเรียกร้องให้มนุษย์ตอบสนองต่อพระเจ้า
เพลงนมัสการ (hymns) เป็นบทเพลงที่ถูกใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่ก็มีไว้เพื่อมนุษย์เพื่อ
ให้มีความสัมพันธ์ต่อกันในหมู่พี่น้องในคริสตจักรอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับบทเพลงสดุดีที่มีวัตถุประสงค์ให้พระเจ้าเป็นผู้สมควรได้รับการสรรเสริญเป็นบุคคลแรก และบุคคลเดียวเท่านั้น
2. ในช่วงพระคัมภีร์เดิมและช่วงคริสตจักรยุคแรกนั้น ดูจะเป็นการยากที่จะแยกแยะระหว่าง “เพลงสดุดี (psalms)” และ “เพลงนมัสการ (hymns)” อย่างไรก็ตามคำว่า “เพลงนมัสการ (hymns)” นี้ ดูเหมือนจะอยู่ในบริบทของการที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า และใช้ในการนมัสการรูปเคารพ จึงทำให้ คริสเตียนยุคแรกๆ ลังเลที่จะใช้คำนี้
“เพลงนมัสการ (hymns)” ในภาษากรีก (humneo) แรกเริ่มเป็นคำที่แสดงถึงการเลื่อมใสในศาสนาที่ไหว้รูปเคารพ เป็นบทเพลงที่เกี่ยวกับวันเทศกาลที่ใช้สรรเสริญวีรบุรุษ หรือเทพเจ้า คำนี้มักถูกใช้กับลิทธิสอนผิดในการนมัสการอย่างหลงผิดที่มีต่อเทพเจ้าของพวกเขา บทเพลงและดนตรีที่เกี่ยวกับวันเทศกาลเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีทางศาสนาที่ลึกลับ เช่น พิธีทางศาสนาของ kybele จะใช้กลอง, ฉิ่ง และเครื่องดนตรีที่ใช้ลมเป่า, ชาวคาร์เธจใช้การร้องเพลงดังกล่าวนี้เพื่อการนมัสการดาวเสาร์, ชาว phrygians สั่นกระดิ่งและร้องเพลงเช่นเดียวกันเพื่อขับไล่ปีศาจ
บ่อยครั้ง ที่เพลงสรรเสริญของศาสนานอกรีตเหล่านี้ถูกใช้นำเสนอถึงคำพยากรณ์ที่เป็นลางบอกเหตุจากการสำแดงของเทพเจ้าเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น บทเพลงนมัสการ (hymns) ไอซิสแห่งแอนเรอสในยุคศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งได้กล่าวสำแดงตัวในฐานะผู้ร้องบทเพลง (ใช้คำว่า “ฉัน”) บทเพลงนมัสการ (hymns) เช่นนี้ ที่คนในลิทธิสอนผิดใช้ในการพยากรณ์ถึงลางบอกเหตุ ซึ่งในชุมชนคริสเตียนเห็นว่าเป็นการเผยพระวจนะแบบผิดๆ
รูปแบบและลักษณะของเพลงนมัสการ (hymns) ที่เกี่ยวกับพิธีทางศาสนาของกรีกสำหรับการบูชา
รูปเคารพ เป็นสิ่งที่คนในพระคัมภีร์ใหม่หลีกเลี่ยงเพื่อให้มีความแตกต่างออกไป เช่น ใน ลก.1:68-79 , ฟป.2:6-11, คส.1:15-20 โดยเหตุนี้ ผู้ที่เชื่อในคริสตจักรสมัยแรกดูเหมือนว่าจะอยู่ในบรรยากาศที่ไม่ค่อยเหมาะ ในการร้องเพลงนมัสการ (hymns) หรือมอบถวายแด่พระเจ้ามากนัก โดยบริบทของลัทธิสอนผิดในยุคนั้น แต่ในภายหลังจึงได้มีการเน้นการร้องเพลงนมัสการ (hymns) ในพระคัมภีร์ใหม่ผ่านทางอาจารย์เปาโล
ข. “เพลงสรรเสริญ” (hymns) :- ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่
เหล่าสาวกของพระคริสต์ได้ร้องเพลงสรรเสริญ (hymns) ในอาหารมื้อสุดท้ายกับพระองค์ (มธ.26:30, มก.14:26)
มัทธิว 26:30 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญ (hymns) แล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
มาระโก 14:26 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญ (hymns) แล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
• ในฮบ.2:12 ได้มีการพยากรณ์ถึงพระคริสต์ว่า “เราจะสรรเสริญ (hymns) (Gk., Humneo) ในท่ามกลางชุมชน”
ฮีบรู 2:12 ดังที่พระองค์ตรัสว่า เราจะประกาศพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของเรา เราจะสรรเสริญพระองค์ใน
ท่ามกลางชุมนุมชน
พระธรรมตอนนี้เป็นการอ้างมาจาก สดด.22:22
สดุดี 22:22 ข้าพระองค์จะบอกเล่าพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญ
พระองค์ท่ามกลางชุมนุมชน
ได้แสดงถึงประชากรของพระเจ้าและเหตุผล 2 ประการที่พระคริสต์ร้องเพลงสรรเสริญ (hymns) ผ่านพระกาย
ของพระองค์
1. พวกเขาต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ พระเยซูจึงไม่ทรงละอายที่จะทรงเรียกเขาเหล่านั้น
ว่าเป็นพี่น้องกัน (ฮบ.2:11)
ฮีบรู 2:11 เพื่อว่าทั้งผู้ชำระคนทั้งหลายให้บริสุทธิ์และคนเหล่านั้นที่ได้รับการชำระ ก็มาจากแหล่งเดียวกัน
เพราะเหตุฉะนั้น พระเยซูจึงไม่ทรงละอายที่จะทรงเรียกเขาเหล่านั้นว่าเป็นพี่น้องกัน
2. เพลงสรรเสริญ (hymns) ที่เป็นการมอบถวายแด่พระบิดา (ฮบ.2:12) ในท่ามกลางชุมชนของพระเจ้า
ฮีบรู 2:12 ดังที่พระองค์ตรัสว่า เราจะประกาศพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของเรา เราจะสรรเสริญ
พระองค์ในท่ามกลางชุมนุมชน
ด้วยเหตุนี้ การสรรเสริญและสัมพันธภาพอันดีระหว่างกันในชุมชนของพระเจ้า จึงเป็นองค์
ประกอบที่สำคัญในการร้องเพลงสรรเสริญ (hymns)
เปาโลและสิลาส “ร้องเพลงสรรเสริญ” (“hymns” , Gk, “Humneo”) พระเจ้าในคุก และบรรดานัก
โทษก็ฟังพวกเขา (กจ.16:25) ในภาษากรีกแปลว่า “อธิษฐานร่วมกับการร้องเพลง” (Imperfect tense)
กิจการของอัครทูต 16:25 ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า นักโทษ
ทั้งหลายในคุกก็ฟังอยู่
นั่นหมายถึงพวกเขากำลังผสมผสานการอธิษฐาน และการร้องเพลงเข้าด้วยกัน แน่นอนว่า บท
เพลงจึงกลายเป็น “เพลงบทใหม่” ที่ผสมผสานคำอธิษฐานกับคำสรรเสริญ พร้อมทั้งเชิญชวนนักโทษให้กลับใจ
ในคำภาษากรีกที่เหล่านักโทษได้ฟังนั้น เป็นคำกริยาที่ไม่ค่อยได้ใช้ซึ่งหมายถึง “การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน”
ทำให้นักโทษเหล่านั้นเกิดความสนใจในบทเพลงดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง
ค. เพลงที่กล่าวถึงพระกิตติคุณ
พระเจ้าได้สั่งให้ร้องเพลงสรรเสริญ (hymns) ในการนมัสการในคริสตจักร ในคริสตจักรยุคแรกได้มี
การร้องและแต่งเพลงสรรเสริญ (hymns) ขึ้นมากมาย และหนึ่งในเพลงสรรเสริญ (hymns) ยุคแรกคือ “บท
เพลงแห่งดวงดาว” เพลงนี้เขียนโดย Ignatius (เกิด กคศ.50) เป็นผู้ที่ก้าวออกมาจากเหล่าสาวกผู้เผยแพร่
ศาสนาคริสต์รุ่นแรกๆ Ignatius ได้บันทึกเพลงนี้ลงในผลงานของเขา ที่ชื่อว่า “Ephesians บทที่ 19” ถึงแม้ว่า
ทำนองเพลงจะไม่เป็นที่รู้จัก แต่ก็มีถ้อยคำบางตอนดังนี้
“แล้วนางมารีย์หญิงพรหมจารีย์ก็ได้ถูกซ่อนไว้จากกษัตริย์แห่งโลกนี้ บุตรของนางก็เช่นกัน
ดวงดาวก็ได้ส่องแสงไปในสวรรค์อยู่เหนือกว่าดวงดาวอื่นๆ
แสงของดวงดาวเหล่านั้นเลิศล้ำเกินกว่าจะพรรณา…”
จากนั้นก็ได้มีการเขียนเพลงสรรเสริญ (hymns) ต่อไปอีก จนกระทั่งมีการถกเถียงกันเกิดขึ้นในช่วง
ศตวรรษที่ 3 ว่า การใช้เพลงในการนมัสการจะเป็นการงานของเนื้อหนังด้วยคำซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์หรือไม่
ขณะที่เพลงสรรเสริญ (hymns) จะเป็นไปโดยธรรมชาติ บางคนเห็นว่าควรใช้บทเพลงที่มีเนื้อหามาจาก
พระคัมภีร์เท่านั้น ในที่สุดการประชุมทางศาสนาที่ Laodocia (ปี 343 – 381 กคศ.) ก็ได้ห้ามใช้เพลงสรรเสริญ
ที่แต่งขึ้นโดยมนุษย์ อย่างไรก็ตามการถกเถียงนั้นก็ยังคงดำเนินต่อไปเป็นช่วงๆ ตลอดศตวรรษที่ผ่านมาจนถึง
ช่วงของการปฏิรูป
บทเพลงที่แต่งตามพระคัมภีร์กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงของการปฏิรูปในศตวรรษที่ผ่านมา
โดยให้ความสำคัญในพระวจนะของพระเจ้ามากกว่าประเพณีของคริสตจักร ได้นำมาซึ่งการปฏิรูปบทเพลงเกือบจะทั้งหมดในระหว่างนี้ คือเป็นบทเพลงที่แต่งตามพระคัมภีร์ ซึ่งก่อนหน้าการปฏิรูปนั้นให้ความรู้สึกว่า การใช้บทเพลงที่มนุษย์แต่งเป็นความบาป
ช่วงต้น 1700s ได้มีข้อวิจารณ์มากมายที่เกี่ยวกับ Isaac Watts ในการเขียนเพลงสรรเสริญ
(hymns) ของเขา และได้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน 1707 ซึ่งเขาเป็นที่รู้จักในนามของบิดาแห่งบทเพลงสรรเสริญ
(hymns) Watts ได้ทำหน้าที่ในการนำความสมดุลมาสู่คริสตจักร
แนวทางที่ใช้ในการเลือกเพลงสรรเสริญ (hymns) และเพลงที่เกี่ยวกับพระกิตติคุณ
1. ควรเลือกเพลงที่มีหลักการพระคัมภีร์
บางเพลงของบทเพลงพระกิตติคุณในยุคนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักการที่น่าสงสัยเช่น
เดียวกับเพลงในยุคก่อน จึงไม่จำเป็นที่จะพยายามแยกแยะรายละเอียด หรือเพิ่มเติมบางสิ่งบาง
อย่างที่ผู้ประพันธ์เองมิได้คำนึงถึง ดังนั้นการที่พิจารณาและการตรวจสอบบทเพลงดังกล่าวจึง
เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อจะหลีกเลี่ยงการใช้บทเพลงที่มีหลักการคลาดเคลื่อนมาใช้ในที่ประชุม
2. เนื้อเพลงควรถ่ายทอดถึงท่าทีแห่งความนบนอบต่อพระเจ้า
เพลงแห่งพระกิตติคุณบางเพลงทำให้เกิดความรู้สึกฟ้องผิด เนื่องจากการขาดความยำ
เกรงพระเจ้าในบทเพลง เช่น เพลงที่อ้างถึงพระเจ้าว่าเป็น “มนุษย์ที่อยู่เบื้องบน” ก็ควรหลีกเลี่ยง
จะเห็นได้ว่า บทเพลงในยุคก่อนล้วนสำแดงความยำเกรงและยกย่องพระเจ้ายิ่งกว่า
3. เพลงที่เลือกควรสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการนมัสการ
เพลงที่เลือกควรมีข้อความหรือรูปแบบของเพลงที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของ
การนมัสการ ได้แก่ เพลงที่เป็นทางการและสูงส่ง ซึ่งใช้ในรอบนมัสการตอนเย็นวันอาทิตย์
ควรที่จะใช้นอกเหนือไปจากรูปแบบลักษณะทั่วไปของรอบนมัสการปกติ
4. เพลงของพระเจ้าไม่ควรลอกเลียนคำจากบทเพลงของโลก
ไม่ควรมีทำนองซึ่งเป็นจุดเด่นที่เห็นได้ชัดของเพลง และหรือสื่อถึงการลอกเลียนคอร์ด
หรือจังหวะเพลงของโลก ควรหลีกเลี่ยงบทเพลงร็อคในทุกรูปแบบ แต่อย่างไรก็ดี เพลงใน
จังหวะเร็วๆ ก็ไม่ได้เป็นเพลงของโลกเสมอไป
5. เพลงในคริสตจักรควรมีความหลากหลาย และความสมดุลในรูปแบบของดนตรี
บางคนได้นำเอาความชอบส่วนตัวมาใช้เป็นมาตรฐานของคริสตจักร ไม่ควรบังคับให้คน
อื่นๆ ชอบเหมือนตน แต่ควรเรียนรู้ที่จะชอบในทุกๆ รูปแบบของเพลงด้วย
6. ตระหนักว่าเพลงที่ใช้ในคริสตจักรนั้น เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อการนมัสการ ไม่ใช่เพื่อสร้างความสุนทรีย์ หรือเพื่อตัวเราเอง ผู้ที่แต่งเพลงสรรเสริญ (hymns) ไม่ควรพลาดในจุดประสงค์ที่แท้จริงในการนมัสการ โดยให้ความสนใจเพียงเพื่อเป็นศิลปะของเพลงเท่านั้น
ช. การนำนมัสการโดยใช้เพลงสรรเสริญ (hymns)
1. ต้องมั่นใจว่าคุ้นเคยกับเพลงที่เลือกใช้ทั้งคำร้อง และทำนอง
2. ถ้าต้องนำนมัสการโดยการร้องนำที่ประชุมก่อน ให้แน่ใจว่าสามารถนำเข้าไปสู่เพลงได้อย่างถูกต้อง
3. มีการเตรียมลำดับเพลงล่วงหน้า โดยเปิดช่องให้ยืดหยุ่นได้บ้าง
4. จำไว้ว่าคุณคือผู้นำไม่ใช่นักดนตรี จึงต้องเป็นผู้ร้องนำก่อน ไม่ใช่ให้นักดนตรีเป็นผู้ขึ้นเพลงให้
5. อาจมีการบรรยายเนื้อหาของเพลง เพื่อช่วยในการสร้างบรรยากาศอย่างเหมาะสมไม่มากจนเกินไป
6. ผู้นำควรมีความรู้ถึงเบื้องหลังของเพลง และผู้ประพันธ์บ้าง
7. จงหนุนใจผู้อื่นด้วยการร้องเพลงของคุณ
8. เตรียมชีวิตในฝ่ายวิญญาณก่อนขึ้นนำ
9. แต่งกายอย่างสุภาพและเหมาะสม และไม่ดึงความสนใจของที่ประชุมมาที่ตัวคุณ
10. ถ้าจำเป็น ! จงหนุนใจที่ประชุมให้ฝึกร้องเพลงให้ดีขึ้น แต่อย่ากล่าวตำหนิการร้องเพลงของที่ประชุมเป็นอันขาด
ถอดความจาก “Music Ministry” โดย Mike and Viv Hibbert
|