ความรับผิดชอบของสมาชิกคริสตจักรต่อการนมัสการ

เขียนโดยอาจารย์ประยุทธ สาริมาน
คริสเตียนส่วนใหญ่ไม่ได้มาคริสตจักรด้วยท่าทีแห่งการให้ แต่มาเพื่อจะได้รับการหนุนใจให้สามารถเดินกับพระเจ้าได้อีกหนึ่งสัปดาห์ ความรู้สึกที่ดีในการมาคริสตจักรขึ้นอยู่กับการที่เขารู้สึกว่าได้รับบางสิ่งบางอย่างกลับไป ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงที่ไพเราะ บรรยากาศที่ดี และคำเทศนาที่แตะต้องใจ ความรู้สึกเช่นนี้อาจมาจากทัศนะว่า คริสตจักรเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถมารับมากกว่ามาเพื่อให้ หลายคนคิดว่าผู้นำ-นมัสการ, ศิษยาภิบาล ต้องเป็นคนที่ดูแลเพื่อให้ทุกคนพบกับพระเจ้าในการนมัสการ หากบรรยากาศการนมัสการไม่ดีตามที่คาดหวังไว้ ผู้นำนมัสการหรือศิษยาภิบาลก็จะถูกตำหนิ เฉพาะอย่างยิ่งในคริสตจักรที่จ้างผู้นำนมัสการให้เป็นเจ้าหน้าที่เต็มเวลาของคริสตจักร น้ำหนักของความรับผิดชอบเรื่องการนมัสการจึงดูเหมือนวางอยู่บนบ่าของทุกคนที่อยู่บนเวที ส่วนสมาชิกที่อยู่ในที่ประชุมไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดเลย
แต่ถ้าหากเราเชื่อตามพันธสัญญาใหม่ที่ว่าคริสเตียนทุกคนเป็นปุโรหิตของพระเจ้าแล้ว (1ปต.2:5) หมายความว่าเราทุกคนมีหน้าที่ในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าเหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศการนมัสการในคริสตจักรของเรา เราอยู่ในฐานะผู้ที่กำลังนมัสการพระเจ้า นักร้องกำลังสรรเสริญนมัสการพระเจ้า นักดนตรี ผู้นำนมัสการ ศิษยาภิบาล และสมาชิกทุกคนในที่ประชุมนมัสการ ต่างก็กำลังทำหน้าที่เดียวกันแต่ต่างบทบาทกันเท่านั้น ดังนั้น ความรับผิดชอบต่อการนมัสการมิใช่เป็นของศิษยาภิบาล หรือผู้นำนมัสการ หรือนักร้องนักดนตรี แต่เป็นของทุกคน และแต่ละคนต้องถวายเครื่องบูชาต่อพระเจ้า นอกจากนี้พวกเราทุกคนต้องเตรียมเครื่องบูชาของตนมา ทุกคนต้องเตรียมตัวมาสำหรับการนมัสการพระเจ้า นักร้อง นักดนตรี ผู้นำนมัสการต้องเตรียมความพร้อม เตรียมชีวิต เตรียมเครื่องดนตรี เตรียมบทเพลง มีการซ้อมดนตรี มีการอธิษฐาน เตรียมจิตใจ สมาชิกในคริสตจักรก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน วิธีที่ดีที่สุดของสมาชิกที่สามารถเตรียมเครื่องบูชามาก็คือ การใช้เวลาอธิษฐานเตรียมจิตใจของตน ในเช้าวันอาทิตย์ออกจากบ้านด้วยจิตใจที่แสวงหาพระเจ้า มาถึงคริสตจักรก่อนเวลาเพื่อร่วมในการอธิษฐานเตรียมจิตใจด้วยกัน ระหว่างการเดินทางอาจเตรียมจิตใจด้วยการเปิดเพลงสรรเสริญ, นมัสการ หรืออาจใช้ภาษาฝ่ายพระวิญญาณกระตุ้นเร้าฝ่ายวิญญาณให้ชุ่มชื่นสดใสกับพระเจ้า
การอธิษฐานและการใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า เป็นการเริ่มต้นที่สวยงามก่อนการนมัสการพระเจ้า เมื่อมาถึงคริสตจักรเราควรใช้เวลากับพระเจ้าสักช่วงหนึ่งในการอธิษฐานและสรรเสริญ ดีกว่าการพูดคุยกับคนอื่นๆ การที่เรานอนดึกในคืนวันเสาร์ด้วยการประชุมประจำสัปดาห์ หรือด้วยการดูทีวี รายการที่เราชื่นชอบจนดึก เป็นการบีบคั้นให้เราตื่นขึ้นในตอนเช้าด้วยความไม่สดชื่น หรืออาจตื่นสาย เป็นสิ่งที่เราไม่ควรกระทำ
อีกวิธีหนึ่งที่ควรกระทำก่อนการนมัสการคือการจัดการกับความบาปของเรา เราควรสารภาพบาปของเราทั้งที่เรารู้และไม่รู้ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เราไม่สามารถเข้าไปสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้หากเรายังมีบาปเกาะติดกับชีวิตของเราอยู่ เราจะพลาดการที่สามารถจะเข้าไปใกล้ชิดกับพระเจ้า พระองค์ตรัสสั่งเราว่า “เจ้าทั้งหลายจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (ลนต.11:45) หากเราซ่อนบาปของเราเหมือนกวาดขยะซ่อนไว้ใต้พรม เราก็ไม่อาจจะพบกับการมีประสบการณ์ในการปลดปล่อยการนมัสการได้เลย เราควรเหมือนกับดาวิดที่ท่านได้ทำบาปร้ายแรงและได้เข้าไปหาพระเจ้าเพื่อรับการอภัย ท่านกล่าวว่า “เพราะข้าพระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์แล้ว และบาปของข้าพระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพระองค์เสมอ” (สดด.51:3) ดาวิดคงพยายามที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจเช่นเดิมเหมือนทุกครั้ง แต่ภาพของความบาปที่ท่านได้ทำกลับปรากฏวาบขึ้นในใจ มันเป็นความบาปที่ยังไม่ได้สารภาพ เราก็เช่นเดียวกัน เราอาจพบว่าความบาปของเราที่ซ่อนอยู่นั้นผุดขึ้นในใจของเราซึ่งเราควรสารภาพเสีย อย่าปล่อยให้มารใช้สิ่งนี้สกัดกั้นการนมัสการของเรา ด้วยการฟ้องผิดในใจ 1 ปต.1:9 กล่าวว่า “แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ”
เราสามารถสกัดกั้นกลอุบายของมารด้วยการกลับใจใหม่เสียก่อน และรับการยกโทษบาป ขอพระ-กรุณาจากพระเจ้า ปฏิเสธการฟ้องผิดโดยพึ่งพาพระสัญญาของพระองค์ คริสตชนที่ละเลยการสารภาพบาปจะไม่สามารถเป็นนักนมัสการได้เลย
ในบรรยากาศการนมัสการนั้น ใจของผู้ที่นมัสการต้องอยู่ที่พระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (มธ.6:21) หากพระเจ้ามีคุณค่าสำหรับเราใจของเราก็จะอยู่กับพระองค์ หลายคนนมัสการพระเจ้าแต่ใจของเขาอยู่ที่ดนตรีของพระเจ้า ใจของบางคนก็อยู่ที่สถานที่ของพระเจ้า อาคารของพระเจ้า เก้าอี้ โต๊ะ เครื่องเสียง แอร์คอนดิชั่นของพระเจ้า เราทราบได้อย่างไรว่าใจของใครเป็นเช่นนั้น เรารู้ได้โดยพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับดนตรี เกี่ยวกับเพลง เกี่ยวกับวิธีนำนมัสการของผู้นำนมัสการ พวกเขาบ่นว่า ”ยืนนาน”, “ร้องเพลงนาน”, “อากาศร้อน”, “เก้าอี้นั่งไม่สบาย” ฯลฯ การนมัสการแท้นั้น ใจของผู้นมัสการจะยึดเกาะติดกับพระเจ้า เขาจะมองข้ามองค์ประกอบรอบกายของเขา เขาจะให้ความสำคัญของพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด
คริสเตียนไม่ควรเป็นเหมือนกับการที่ต้องมีปุ่มนมัสการ เมื่อผู้นำนมัสการแตะปุ่มนมัสการของเรา เราจึงสามารถนมัสการได้อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้า “ปุ่ม” ของเราอาจเป็นเพลงที่เราชอบ ดนตรีที่เราพอใจ ผู้นำนมัสการที่เรารัก นักเทศน์ที่เราชื่นชม แต่เราควรเป็นนักนมัสการที่แม้ทุกสิ่งรอบกายของเราไม่ลงตัว เราก็ยังสามารถนมัสการพระเจ้าอย่างลึกซึ้งได้ เราไม่จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นจากใครหรือจากสิ่งใด เพราะเราสามารถนมัสการได้อย่างเต็มหัวใจของเราได้เสมอ
ทุกครั้งที่เรามีโอกาสเข้ามานมัสการ ให้เรากระตุ้นตัวเราให้มีใจแห่งการนมัสการ ละทุกสิ่งที่ถ่วงอยู่ เราควรมีช่วงเวลาเตรียมใจของเราก่อนเข้าสู่เวลานมัสการเสมอ การนมัสการเป็นงานที่ต้องกระทำในฐานะปุโรหิตของพระเจ้า จงพูดกับตนเองว่า “ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้าตลอดไป คำสรรเสริญพระองค์อยู่ที่ปากข้าพเจ้าเรื่อยไป” (สดด.34:1)
|