ตอนที่ 1 : การสรรเสริญคืออะไร ?

เขียนโดย อาจารย์ประยุทธ สาริมาน
บ่อยครั้งที่เราได้ยินคนกล่าวถึง "การสรรเสริญและการนมัสการ" บางครั้งคนพูดก็แยกทั้งสองออกจากกันโดยสิ้นเชิงในความหมายที่แตกต่างกัน หรือบางครั้งนำสองคำนี้รวมกัน ซึ่งอาจเป็นการแสดงความหมายทำให้อีกคำหนึ่งมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น
การสรรเสริญและการนมัสการนั้นเป็นการแสดงออกที่มีการกระทำร่วมกัน และบ่อยครั้งที่ดูเหมือนมีการแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน แต่ทั้งสองคำนั้นก็มิได้เป็นสิ่งๆ เดียวกัน แต่ละคำนั้นมีลักษณะและจุดประสงค์เฉพาะของตัวเอง
ในบางคริสตจักรนั้นจะแสดงการส่งเสียงออกมาเมื่อทำการสรรเสริญ แต่จะเงียบเสียงลงไปเมื่อเข้าสู่การนมัสการ และในคริสตจักรอื่นๆ ก็มักจะคุ้นเคยต่อการเข้าสู่การนมัสการที่มีบรรยากาศเบาๆ สบายๆ แต่มักจะยังไม่คุ้นกับความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาในบรรยากาศของการสรรเสริญ
เราจะสามารถมีชีวิตที่สมดุลทั้งการสรรเสริญและการนมัสการได้ง่ายขึ้น ก็ต่อเมื่อเราได้เข้าใจความแตกต่างและลักษณะที่แท้จริงของทั้งสองสิ่งนี้
ความหมายของคำสรรเสริญ
การสรรเสริญนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินที่จะเข้าใจได้ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวัน เรามัก "ชื่นชม" กับลูกๆ เมื่อเขาทำให้เราชื่นใจ, เรามักจะ "ชมเชย" ลูกจ้างของเราเมื่อเขาทำงานดี, เรามักจะ "ชม" สุนัขของเราเมื่อมันทำหรือแสดงท่าทางตามคำสั่งได้อย่างถูกต้อง แต่มากไปกว่านั้น การสรรเสริญนั้นเป็นการที่เราได้แสดงออกโดยตรงแด่พระเจ้า หรืออาจเป็นบางสิ่งที่เราสำแดงแก่ผู้อื่นเพื่อสรรเสริญพระเจ้า
ความหมายของคำว่า "สรรเสริญ" ที่ปรากฏในพจนานุกรมนั้นกล่าวว่า คือ "การชมเชย, ยกย่อง, แนะนำว่าเป็นผู้ที่สมควร, ปรบมือให้, การแสดงออกถึงการยอมรับหรือชื่นชม, การเยินยอด้วยคำพูดหรือบทเพลง, การยกย่องว่าประเสริฐ, ถวายพระเกียรติ"
ให้สังเกตว่าจากความหมายเหล่านี้นั้นเน้นไปในสองทิศทางนั่นคือ เราสรรเสริญพระเจ้า หรือแสดงออกถึงการชื่นชมที่เรามีต่อพระองค์โดยตรง และการที่เราสรรเสริญพระเจ้าในทางอ้อมโดยการแนะนำ หรือยกย่องให้ผู้อื่นเห็นว่าพระองค์นั้นน่าสรรเสริญ การสรรเสริญนั้นสามารถกระทำได้โดยตรงต่อพระเจ้า หรืออาจแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า เรายกย่องสรรเสริญพระองค์
การสรรเสริญนั้นเป็นการคิดคำนึงในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ซึ่งเป็นการจดจ้องทั้งในพระลักษณะอันหาที่เปรียบมิได้ และพระราชกิจอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ที่กระทำผ่านประชากรของพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงกระทำบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อเรา เราก็มีความชื่นชมที่จะสรรเสริญพระองค์อย่างสูงสุด
การสรรเสริญนั้นมิได้มีเฉพาะสำหรับขอบพระคุณในการจัดสรรที่พระเจ้าทรงมีแก่เราเท่านั้น แต่การสรรเสริญนั้นยังเหมาะสำหรับที่เราจะมอบแด่พระองค์ ในขณะที่เราไม่มีสิ่งใดที่จะนำมาถวายแด่พระองค์อยู่ในใจด้วยซ้ำไป นั่นเพราะพระองค์ทรงมีคุณค่าสมควรแด่การสรรเสริญแต่เพียงผู้เดียว
ความโดดเด่นประการหนึ่งของการสรรเสริญก็คือ ลักษณะที่แสดงออกมาให้เห็นได้ของการสรรเสริญ ซึ่งมีลักษณะของการเฉลิมฉลอง และความร่าเริงเบิกบาน ด้วยการแสดงออกผ่านทางการร้องเพลง, การโห่ร้อง, การส่งเสียงดัง, การเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ, การร่ายรำ และการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปแล้วการสรรเสริญนั้นอาจนิยามได้ว่า "การแสดงออกถึงความตื่นเต้นยินดีในพระเจ้า" เมื่อศึกษาจากพระคัมภีร์เดิมโดยเฉพาะในพระธรรมสดุดีจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ชาวฮีบรูนั้นเป็นผู้ที่มีการแสดงออกถึงความรู้สึกอย่างยิ่ง และมักจะแสดงออกด้วยการกล่าวคำสรรเสริญ และเทิดทูนต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าของพวกเขา จึงอาจกล่าวได้ว่าเราคงสามารถที่จะเลียนแบบในการแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในพระเจ้าของพวกเขา เรามีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ที่ยิ่งใหญ่ และพระองค์นั้นทรงสมควรได้รับการโห่ร้องสรรเสริญด้วยความตื่นเต้นยินดี
สำหรับผู้ที่ใคร่ครวญหรือภาวนาในความอัศจรรย์ของพระเจ้า และยังไม่ได้เข้าสู่การสรรเสริญที่แท้จริงนั้น ให้รู้เถิดว่าการใคร่ครวญหรือภาวนานั้นยังมิใช่การสรรเสริญ การสรรเสริญนั้นจะเริ่มต้นก็ตั้งแต่เมื่อมีจิตใจที่จดจ่ออยู่ที่พระเจ้า แล้วความคิดเหล่านั้นจะต้องถูกแสดงออกเป็นการกระทำที่นับได้ว่าเป็นการสรรเสริญ เราอาจเห็นได้ว่ามีเพื่อนสมาชิกบางคนในคริสตจักรที่ยืนกุมแขนก้มหน้า เม้มปาก และกล่าวว่า "นี่เป็นวิธีการสรรเสริญพระเจ้าในแบบของฉัน" ท่านผิดเสียแล้ว ทำไม !
ในประการแรกนั้นคือ ไม่มีคำว่า "ในแบบของฉัน" ในการสรรเสริญพระเจ้าจอมเจ้านายของเรา มีแต่เพียงคำว่า "ในแบบของพระองค์" และในทางของพระองค์นั้นได้แสดงให้เห็นชัดเจนในพระคัมภีร์
ประการที่สอง ในพระคัมภีร์ได้แสดงให้เราเห็นว่าการสรรเสริญคือ การประกาศหรือการสำแดงให้เห็น
ในพระธรรมสดุดี 66:8 กล่าวว่า "ชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงสรรเสริญพระเจ้าของเรา จงให้ได้ยินเสียงสรรเสริญพระองค์"
การสรรเสริญจะไม่ใช่การสรรเสริญตราบใดที่ไม่มีเสียงหรือการแสดงปรากฏออกมา หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสรรเสริญโดยที่ปากปิดสนิทอยู่ และตัวก็ก้มลงอยู่ ซึ่งท่าทางเช่นนั้นอาจจะกำลังนมัสการ หรือภาวนา หรืออธิษฐาน หรือไม่ก็กำลังหลับอยู่ แต่นั่นไม่ใช่การสรรเสริญแน่ ดังที่ผู้เผยพระวจนะได้ร้องว่า "โอ ศิโยนเอ๋ย ผู้นำข่าวดี เจ้าจงขึ้นไปบนภูเขาสูง โอ เยรูซาเล็มเอ๋ย ผู้นำข่าวดี จงเปล่งเสียงของเจ้าด้วยเต็มกำลัง จงเปล่งเสียงเถิด อย่ากลัวเลย จงกล่าวแก่หัวเมืองยูดาห์ว่า "ดูเถิด นี่พระเจ้าของเจ้า"" (อสย.40:9)
จากพระคำตอนนี้ได้แสดงถึงรูปการสรรเสริญทั้งด้วยคำพูดและมิใช่โดยคำพูด แต่ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม จะเห็นว่าการสรรเสริญนั้นต้องมีการแสดงออกมา จนผู้อื่นสามารถสังเกตได้ว่าคุณกำลังสรรเสริญอยู่ สมาชิกบางคนในคริสตจักรอาจจะกลัวว่า ถ้าเขาส่งเสียงในที่ประชุมคนอื่นอาจจะได้ยินเสียงของเขา หรืออาจกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเขาร้องเพลงไม่เอาไหน แต่การสรรเสริญพระเจ้านั้นมิได้มีใว้สำหรับผู้ที่มีเสียงอันไพเราะเท่านั้น ถ้าผู้ใดไม่สามารถร้องเพลงได้ก็ยังสามารถกล่าวคำสรรเสริญพระเจ้าได้ และถ้าผู้ใดไม่สามารถที่จะพูดได้ (เช่น อาจจะเป็นใบ้)ก็ยังสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้โดยแสดงออกผ่านทางสีหน้าและท่าทางต่างๆ ได้
ขอเน้นอีกครั้งว่าเราไม่ควรสรรเสริญพระเจ้าในแบบของเรา ในบางคริสตจักรอาจจะภาคภูมิใจว่าได้อิสระที่ใครจะสรรเสริญพระเจ้าในรูปแบบใดก็ได้ที่พวกเขาต้องการ ซึ่งนั่นก็อาจจะฟังดูดี แต่คริสเตียนจะต้องทำมากไปกว่าการสรรเสริญตามอารมณ์และความปรารถนาของตนเองเท่านั้น เราจะไม่สามารถเติบโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ในการแสดงออกแห่งการสรรเสริญของเรา จนกว่าเราจะปรารถนาที่จะแสดงออกในการสรรเสริญในแบบที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ในแบบที่พระองค์ต้องการให้เราทำ
ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายที่พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราแสดงออกในการสรรเสริญ แต่พระเจ้ามิได้ทรงปรารถนาให้เราทำตามรูปแบบเหล่านั้นตามตัวอักษรเนื่องมาจากเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่พระองค์ปรารถนาให้เราสรรเสริญพระองค์ด้วยใจอันแท้จริง ผ่านทางรูปแบบที่ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ดุจดั่งเป็นเครื่องบูชาด้วยใจสมัคร ดังนั้นเมื่อยกมือขึ้นสรรเสริญโดยมิได้มาจากท่าที "การสรรเสริญพระเจ้าในวิธีการของฉัน" ก็ขอให้เรากระทำด้วยท่าทีที่เป็นวิถีทางร่วมกันระหว่างเรากับพระเจ้าในการสรรเสริญพระองค์ เราควรตัดสินใจด้วยท่าทีเช่นนี้จนกว่าจะกลายเป็นธรรมชาติ และเป็นการแสดงออกที่มาจากภายในของเราที่มีต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง
ในหลายครั้งนั้นการสรรเสริญเป็นการกระทำด้วยการตัดสินใจ ซึ่งเราต้องมีความปรารถนา และความตั้งใจที่จะสรรเสริญพระเจ้า แม้ว่าเราจะไม่รู้สึกเช่นนั้นก็ตาม การสรรเสริญนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของเรา แต่ขึ้นอยู่กับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าซึ่งเป็นอยู่เช่นนั้นไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ดังที่ดาวิดได้กล่าวแก่จิตใจของเขาว่า "จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์" (สดด.103:1)
ในบางครั้งที่เรารู้สึกโศกเศร้า หรือจิตวิญญาณแห้งเหือดนั่นเป็นเวลาที่เราควรกล่าวแก่จิตใจของเราว่า "จิตใจเอ๋ย จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด" การสรรเสริญนั้นกระทำโดยผ่านความตั้งใจของเรามิใช่โดยอารมณ์ความรู้สึกของเรา แต่คุณอาจจะสงสัยว่า "แล้วเราจะสรรเสริญอย่างไรล่ะ เมื่อจิตใจฉันหดหู่จนเกือบตาย" เราสามารถหาคำตอบได้จากพระธรรมสดุดี ซึ่งได้ถูกเขียนมาจากผู้เขียนที่มีประสบการณ์แห่งจิตใจที่ตกลงไปในหุบเหวลึกเช่นเดียวกับเราในทุกวันนี้ หนึ่งในนักสดุดีได้อธิบายถึงความรู้สึกของเขาไว้ว่า "จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่" เขาจึงถามตัวเองว่า "ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า" หลังจากผ่านการใคร่ครวญแล้วเขาได้ตอบแก่ตัวเองว่า "จงหวังใจในพระเจ้า" คำที่เขาจะกล่าวต่อไปนี้นั้น เป็นหลักการแห่งการสรรเสริญที่กล่าวได้อย่างน่าประทับใจ "เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า" (สดด.42:5-6) พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามาถึงจุดที่เราตัดสินใจที่จะสรรเสริญ โดยไม่ขึ้นกับว่าเรามีความรู้สึกเช่นไร หรือเผชิญสถานการณ์ใดอยู่ "จิตใจของข้าพระองค์ฝ่ออยู่ภายในข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงระลึกถึงพระองค์"
เมื่อเราได้มีประสบการณ์ในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ คำสรรเสริญก็อาจจะออกมาอย่างง่ายดาย อีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราจดจ้องอยู่กับพระลักษณะของพระเจ้าก็คือ การศึกษาพระนามของพระองค์ การสรรเสริญในพระคัมภีร์เดิมนั้นเต็มไปด้วยการเอ่ยพระนามพระเจ้า "ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาตามใจสมัครแก่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะถวายโมทนา ขอบพระคุณ พระนามของพระองค์เพราะพระนามนั้นประเสริฐ" (สดด.54)
"เชิญยอพระเกียรติพระเจ้า พร้อมกับข้าพเจ้า ให้เราสรรเสริญพระนามของพระองค์ด้วยกัน" (สดด.34:3)
ชาวฮีบรูนั้นมักจะสรรเสริญด้วยพระนามของพระเจ้า เพราะว่าสำหรับพวกเขาแล้ว ชื่อของแต่ละบุคคลนั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของคนๆ นั้น ข้าพเจ้าเคยได้ยินคำกล่าวของ ดร.จัดสัน คอร์นวอลล์ ว่า ชาวฮีบรูนั้นอาจจะรอให้ลูกของพวกเขาโต จนถึงอายุสองสามขวบจึงตั้งชื่อให้ เพื่อจะได้เลือกชื่อที่ตรงตามบุคลิกลักษณะของเด็กคนนั้นๆ พระเจ้าก็ทรงชื่นชมในธรรมเนียมเช่นนั้น และทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์แก่คนอิสราเอลโดยผ่านพระนามต่างๆ ของพระองค์เองแก่พวกเขา ซึ่งได้ปรากฏในพระธรรมอพยพ 15:26 เมื่อพระเจ้าทรงตรัสว่า "ถ้าเจ้าทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าของเจ้า และกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์ เงี่ยหูฟังพระบัญญัติของพระองค์ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ทุกประการ แล้วโรคต่างๆ ซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่ชาวอียิปต์นั้น เราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลย เพราะเราคือพระเจ้าแพทย์ของเจ้า" (เยโฮวาห์ราฟา)
ในปฐมกาลบทที่ 22 พระเจ้าได้ทรงสำแดงพระองค์เองว่าเป็น "เยโฮวาห์ยีเรห์" เมื่อพระองค์ทรงต้องการสำแดงพระองค์ว่าทรงเป็นผู้จัดสรรสำหรับประชากรของพระองค์ และในวรรคสุดท้ายของพระธรรมเอเสเคียล พระเจ้าได้ทรงมอบพระนามของพระองค์ว่า "เยโฮวาห์ชัมมาร์" ซึ่งหมายถึง "พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย" (อสค.48:35) พระเจ้าทรงสำแดงการทรงสถิตอยู่ของพระองค์โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่และเวลา จึงทำให้พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งเราเลย! ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะสรรเสริญพระองค์โดยผ่านทางพระนามต่างๆ ที่พระองค์ทรงสำแดงไว้ในพระคัมภีร์ศึกษาเพิ่มเติม : การสรรเสริญเป็นคำสั่งของพระเจ้า สดด.9:11 ; 30:4 ; 33:2 ; 47:6-7 ; 66:8 ; 68:4, 26 ; 104:35 ; 105:45 ; 106:1, 48 ; 111:1 ; 112:1 ; 113:1 ; 148:7
|