ตอนที่2 : เราควรจะสรรเสริญ ณ ที่ใดบ้าง ?

เขียนโดยอาจารย์ประยุทธ สาริมาน
ถ้าเราควรจะสรรเสริญพระเจ้าในทุกเวลาแล้ว ผลที่ตามมาก็คือเราควรที่จะสรรเสริญพระเจ้าได้ในทุกหนทุกแห่ง แม้ว่าจะกล่าวคำสรรเสริญถวายแด่พระเจ้าเพียงประโยคเดียวขณะที่เราอยู่บนเตียงนอนก็ตาม (สดด.149:5) !
ใน สดด.113:3 ประกาศไว้ว่า “ตั้งแต่ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงที่ดวงอาทิตย์ตก พระนามของพระเจ้าเป็นที่สรรเสริญ” เมื่อเราอ่านในครั้งแรก เราอาจจะเห็นว่าพระธรรมข้อนี้นั้นหมายถึงว่า เราควรจะสรรเสริญพระเจ้าตั้งแต่เช้ายันค่ำ ซึ่งก็เป็นการตีความหมายที่เหมาะสมแล้ว แต่การตีความพระธรรมนี้ในอีกด้านหนึ่งก็คือ ดวงอาทิตย์นั้นขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก ซึ่งก็หมายถึงว่าพระนามพระเจ้าได้รับการสรรเสริญจากตะวันออกไปยังตะวันตก นั้นก็คือจากสุดขอบฟ้าด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราสามารถเดินทางไกลออกไปจนผ่านเส้นขอบฟ้าไปได้ เราก็สามารถไปยังดินแดนที่ไม่จำเป็นจะต้องสรรเสริญพระเจ้าได้
ในพระคัมภีร์ได้ให้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงสถานที่เจาะจงบางแห่งที่เหมาะแก่การสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งดูเหมือนว่า พระเจ้าจะทรงให้ความสำคัญกับการสรรเสริญในที่ชุมนุมของธรรมิกชน พระองค์ทรงดูจะพอพระทัยกับการที่พวกเราร่วมกันสรรเสริญพระองค์ ข้อพระคัมภีร์หลายตอนในพระธรรมสดุดีได้กล่าวไว้ดังนี้
“ข้าพระองค์จะบอกเล่าพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของข้าพระองค์... คำสรรเสริญของข้าพระองค์ในที่ชุมนุมชนใหญ่ มาจากพระองค์ ข้าพระองค์จะแก้บนต่อหน้าผู้ที่เกรงกลัวพระองค์” (สดด.22:22, 25)
“ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักพระนิเวศอันเป็นที่ประทับของพระองค์ และสถานที่ประทับแห่งพระสิริของพระองค์... ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระเจ้าในที่ชุมนุมชน” (สดด.26:8, 12)
“ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหาเสมอ คือที่ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ตลอดวันเวลาชั่วชีวิตของข้าพเจ้า...” (สดด.27:4)
“แล้วข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณพระองค์ในที่ชุมนุมใหญ่ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางคนเป็นอันมาก” (สดด.35:18)
“ข้าแต่พระเจ้า ขบวนแห่ของพระองค์ปรากฎแล้ว ขบวนแห่ของพระเจ้าของข้าพเจ้า พระมหากษัตริย์ของข้าพเจ้าเข้าในสถานนมัสการ นักร้องนำหน้า นักดนตรีคัดท้าย ระหว่างนั้นมีสตรีเล่นรำมะนา "ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อสายของอิสราเอล จงสรรเสริญพระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ในที่ชุมนุมใหญ่"” (สดด.68:24-26)
“ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์ได้ท่วมท้นข้าพระองค์...” (สดด.69:9)
“ให้เขายอพระเกียรติพระองค์ในชุมนุมประชาชน และสรรเสริญพระองค์ในที่ประชุมของผู้อาวุโส” (สดด.107:32)
“ข้าพเจ้ายินดี เมื่อเขากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า"ให้เราไปยังพระนิเวศพระเจ้าเถิด"” (สดด.122:1)
เราจะได้รับผลดีมากมายจากการที่เราได้สรรเสริญพระเจ้าในที่ชุมนุมชน ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดในภายหลัง แต่แน่นอนว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความหลากหลายของบุคลิกลักษณะในการนมัสการในชุมนุมชน ที่มาของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น ก็มาจากการที่คนของพระเจ้ายกเสียงขึ้นร้องเพลงถวายด้วยท่วงทำนอง และคำร้องร่วมกันด้วยความพร้อมเพรียง และก็ยังเปิดโอกาสให้มีการแสดงออกในการสรรเสริญและนมัสการในชุมนุมชนอย่างเปิดกว้าง บางคนอาจแนะนำว่า เราควรที่จะยืนขึ้นพร้อมๆ กัน นั่งลงพร้อมๆ กัน ยกมือขึ้นพร้อมๆ กัน ตบมือพร้อมๆ กัน พูดและร้องเพลงพร้อมๆ กัน ตลอดเวลา ซึ่งคำแนะนำนี้ก็อาจจะเหมาะสมสำหรับบางโอกาส แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้เคลื่อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้นตลอดเวลาก็ได้ บ่อยครั้งที่เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะให้มีการแสดงออกในการสรรเสริญ และนมัสการที่มีรูปแบบหลากหลายในเวลาเดียวกัน
เครื่องหอมที่ใช้ในอภิวิสุทธิสถานในพลับพลาของโมเสสนั้น ประกอบด้วยเครื่องหอมหลายอย่าง เพื่อที่จะถวายให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า และนั่นก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงให้เราเห็นว่า ความหลากหลายในการสรรเสริญในที่ชุมนุมชนนั้นเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างยิ่ง บางคนอาจจะยืนขึ้น บางคนอาจจะคุกเข่า บางคนอาจจะยกมือขึ้น โดยที่บางคนอาจจะกำลังร่ายรำอยู่ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการโกลาหล แต่เป็นความหลากหลายที่อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย
บางคนอาจจะไม่สามารถแยกแยะถึงความแตกต่าง ระหว่างการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระกายของพระคริสต์ กับการทำในรูปแบบเดียวกันตามมาตรฐานที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ตั้งไว้ เราทุกคนได้รับการสร้างให้มีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว และพระเจ้าก็ทรงพอพระทัยเมื่อเราแต่ละคนได้แสดงออกถึงจิตใจของเราที่มีต่อพระองค์ในวิธีการที่เป็นไปตามบุคลิกภาพของเราเอง พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยการทำเหมือนๆ กันเป็นรูปแบบ เพราะว่าสิ่งนั้นจะกระทำได้สำเร็จโดยผ่านการควบคุมทางสังคมและการจัดระเบียบเท่านั้น แต่พระองค์ทรงพอพระทัยในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากจิตวิญญาณภายใน เมื่อเราร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าผู้ที่เรารักและเทิดทูน ดังนั้นให้เรายกเสียงของเราขึ้นร่วมกันกับธรรมิกชนในที่ชุมนุมชน และกับผู้ที่ยกย่องและถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระเจ้าร่วมกัน และสถานที่แห่งที่สองที่เหมาะสมแก่การร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าก็คือ ต่อหน้าปวงชนและประชาชาติทั้งหลาย “จงเล่าถึงพระสิริของพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ถึงการอัศจรรย์ของพระองค์ท่ามกลางบรรดาชนชาติทั้งหลาย” (สดด.96:3) “พระองค์บรรจุเพลงใหม่ในปากข้าพเจ้า เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา คนเป็นอันมากจะเห็นและเกรงกลัว และวางใจในพระเจ้า” (สดด.40:3) จากข้อพระคัมภีร์ในตอนเหล่านี้ และในตอนอื่นๆ จะช่วยอธิบายให้เรามีความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การสรรเสริญพระเจ้านั้น ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงให้สำหรับธรรมิกชนที่จะได้ยินเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้การสรรเสริญพระองค์นั้นได้ถูกประกาศออกไปยังผู้ที่ยังไม่เชื่อ และต่อคนทั้งโลก เพื่อที่จะให้พวกเขาได้ยินถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และเห็นถึงการร้องเพลงสรรเสริญอย่างถวายเกียรติพระองค์ เราก็จะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนบาปได้มีประสบการณ์ในการสรรเสริญพระเจ้า พวกเขาก็จะเห็นและเกรงกลัว และไว้วางใจในพระเจ้าในที่สุด !
|