• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
ตอนที่ 3 : เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

ตอนที่ 3 : เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร

เขียนโดย อาจารย์ประยุทธ สาริมาน

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การชูมือ

     เราไม่สามารถสรรเสริญพระเจ้าด้วยวิธีของเราเอง แต่เราสรรเสริญพระองค์ด้วยวิธีของพระองค์ และวิธีของพระองค์นั้นถูกบรรยายไว้อย่างละเอียดตลอดพระคัมภีร์ เพื่อเป็นประโยชน์กับเรา ให้เราตรวจสอบดูพระคัมภีร์ด้วยกันว่า พระองค์ต้องการให้เราสรรเสริญพระองค์อย่างไรบ้าง

     การชูมือของเรา สิ่งนี้เป็นการแสดงออกถึงการสรรเสริญ ซึ่งเราพบมากมายในพระคัมภีร์

นหม.8:6 เอสราสรรเสริญพระเยโฮวาห์ พระเจ้าใหญ่ยิ่ง และประชาชนทั้งปวง ตอบว่า "อาเมน อาเมน" พร้อมกับยกมือขึ้นและเขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเจ้า ซบหน้าลงถึงดิน

สดด.28:2 ขอทรงฟังเสียงวิงวอนของข้าพระองค์ ขณะเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลขอความอุปถัมภ์จากพระองค์ขณะเมื่อข้าพระองค์ยกมือของข้าพระองค์ ขึ้นตรงต่ออภิสุทธิสถานของพระองค์

สดด.63:4 เช่นนั้นแหละ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ ตราบเท่าชีวิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ชูมือต่อพระนามของพระองค์

สดด.134:2 จงยกมือของท่านขึ้นตรงต่อสถานนมัสการ และถวายสาธุการแด่พระเจ้า

สดด.141:2 ขอให้คำอธิษฐานของข้าพระองค์เป็นดังเครื่องหอมต่อพระพักตร์พระองค์ และที่ข้าพระองค์ยกมือขึ้นอธิษฐานเป็นดังเครื่องสัตวบูชาเวลาเย็น

1 ทธ.2:8 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าปรารถนาให้ผู้ชายทั้งหลายอธิษฐานในที่ทุกแห่ง ด้วยใจบริสุทธิ์ ปราศจากโทโสและการเถียงกัน

และข้ออื่นๆ

     คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมพระเจ้าจึงต้องการให้เราสรรเสริญพระองค์ด้วยการชูมือขึ้น สิ่งต่อไปนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงพึงประสงค์ในการสรรเสริญพระองค์ด้วยวิธีนี้ให้เราย้อนกลับไปดูในพระคัมภีร์เดิมที่พลับพลาของโมเสส ที่ซึ่งโมเสสจะพบพระเจ้าได้

     กดว.7:89 เรียกสถานที่นี้ว่า “เต้นท์นัดพบ” -- เมื่อโมเสสได้เข้าไปในเต็นท์นัดพบ เพื่อจะกราบทูลพระองค์ ท่านได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับท่านมาจากพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่บนหีบพระโอวาทท่ามกลางเครูบทั้งสอง และพระสุรเสียงนั้นได้สนทนากับท่าน เป็นที่ซึ่งโมเสสจะทูลต่อพระเจ้า และจะได้ยินเสียงจากพระองค์ สนทนากับพระองค์ ในข้อนี้บอกว่า พระเจ้าจะพูดกับโมเสสจากพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่บนหีบพระโอวาทท่ามกลางเครูปทั้งสอง

     1 ซมอ.4:4 กล่าวว่า พระเจ้าจอมโยธาทรงประทับอยู่ที่ “บัลลังก์พวกเครูป” -- เขาจึงใช้คนไปที่เมืองชิโลห์ และเขานำหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าจอมโยธา ผู้ประทับที่บัลลังก์พวกเครูบ บุตรทั้งสองของเอลี คือโฮฟนีและฟีเนหัส ก็อยู่กับหีบพันธ-สัญญาแห่งพระเจ้าที่นั่น

     ปีกของเครูปก็ปกคลุมอยู่เหนือหีบพันธสัญญาอันเป็นพระที่นั่งกรุณา และปลายปีกนั้นก็สัมผัสกันอยู่ด้านบน เมื่อเราชูมือของเราขึ้นต่อพระเจ้า เราสามารถจะจินตนาการได้ว่าเรากำลังชูมือของเรา เพื่อให้เกียรติต่อพระเจ้า เหมือนบรรดาเครูปที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยการชูมือดังนั้น และระหว่างปีกของพวกเขา (มือของพวกเราที่ชูขึ้น) เป็นพระเจ้าที่ประทับอยู่กับเรา 1 พศด.13:6 กล่าวว่า “พระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ ผู้ประทับเหนือเครูป อันเป็นหีบที่เรียกกันตามพระนาม” ขณะที่เราชูมือขึ้น เราออกพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ตรัสกับเรา และเราก็สามัคคีธรรมกับพระองค์

     1 พศด.13:6 ดาวิดกับอิสราเอลทั้งปวงขึ้นไปยังบาอาลาห์ คือคีริยาทเยอาริมซึ่งเป็นของยูดาห์ เพื่อจากที่นั่นจะได้เชิญหีบของพระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ผู้ประทับเหนือเครูบ อันเป็นหีบที่เรียกกันตามพระนาม

     เราพบเหตุผลประการที่สองที่เราชูมือของเราขึ้น ก็เพื่อแสดงการปรารถนาอยากจะใกล้ชิด เหมือนบุตรชายของผม เดินเตาะแตะเข้ามาหาผม เมื่อผมกลับมาจากการทำงานเพื่อมาร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเขา เขาคงจะมารอที่ประตู มือของเขาก็ชูขึ้นออกสุด สายตาของเขาก็จ้องมาที่ผม และก็พูดว่า “พ่อ! อุ้ม, พ่อ! อุ้ม” เขาต้องการให้ผมอุ้มเขาไว้ กอดเขาไว้กับอกอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกัน เมื่อผมชูมือของผมต่อพระ-เจ้า ผมกำลังพูดว่า “พระบิดาเจ้าข้า รับข้าพระองค์ด้วย โปรดให้ข้าพระองค์ใกล้ชิดพระองค์ ข้าพระองค์ปรารถนาจะอยู่ใกล้พระองค์”

     ในระหว่างที่ผมกำลังเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า ผมได้พบคุณค่าของการชูมือขึ้นในประการที่สาม ผมพบว่า เมื่อผมชูมือของผมขึ้นต่อพระเจ้า ผมก็สามารถจะมีใจจดจ่อกับพระองค์ในการอธิษฐาน จิตใจของผมก็ไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบข้าง คงมีหลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ใจของเราออกนอกทาง เมื่อเราอยู่ในบรรยากาศการสรรเสริญ การชูมือขึ้นก็ช่วยเราให้ควบคุมจิตใจของเราไว้จากสิ่งรบกวนต่างๆ ได้

     ในประการที่สี่ ถามตัวคุณเองว่า คุณจะทำอย่างไร ถ้ามีใครบางคนเดินตามหลังคุณมา เอาปากกระบอกปืนจ่อหลังคุณ และพูดว่า “ยกมือขึ้น ไอ้เกลอ” คุณจะทำอย่างไรหรือ ? ใช่แล้ว ! คุณจะยกมือขึ้นแน่ๆ โจรที่เอาปืนจ่อหลังคุณต้องการให้คุณยกมือขึ้น ก็เพราะว่า เมื่อคุณยกมือขึ้นคุณไม่สามารถจะป้องกันตนเองได้ และสามารถถูกโจมตีได้ง่าย ในการต่อสู้กัน การที่เราเอามือมากอดอกก็เพื่อจะปกป้องตนเองจากการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม การชูมือขึ้น เราก็กำลังสื่อความหมายว่า เราต้องการเปิดจิตใจของเราต่อพระเจ้า และพระวิญญาณของพระองค์ แต่มันกลับเป็นสิ่งยากสำหรับเราที่จะกระทำ เรามักกำหนดเงื่อนไขในตัวเองว่า ต้องมีวิธีเดียวเท่านั้น เราเรียนรู้ที่จะกำหนดความยาวของแขนที่จะเหยียดออก และเราก็เลือกวิธีที่เราเห็นด้วยเท่านั้น ถ้าเราอยากจะให้พระเจ้าทรงพอพระทัยในการสรรเสริญและนมัสการของเรา เราต้องเอากำแพงของเราลง และยอมให้พระองค์เข้าไปในจิตใจภายในของเราได้ หลายครั้งเราสามารถมองเห็นได้ว่า หลายคนพบพระเจ้าได้อย่างง่ายๆ เขาช่างมีอิสระที่จะแสดงความรู้สึกกับพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะกอดอก หรือชูมือขึ้นต่อพระเจ้าของเขา

     ประการสุดท้าย การชูมือของเราเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา นักกีฬาที่เล่นอเมริกันฟุตบอลก็เหยียดแขนออกเพื่อจะรับลูกบอลที่ลอยมาหาตน มันเป็นตำแหน่งที่เขาจะสามารถเล่นได้ เช่นเดียวกัน เมื่อเราชูมือของเรา เรากำลังบอกว่าเราพร้อมที่จะยอมรับ และรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงให้กับเรา บางคนนั้นขัดเคืองใจกับพระเจ้า สงสัยพระองค์ว่า ทำไมพวกเขาจึงมีความทุกข์มากมายนัก คิดว่าพระเจ้าไม่สนพระทัยในเขาเลย คนเหล่านี้ต้องการการชูมือขึ้น และรับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าของตน พักสงบด้วยมั่นใจว่าพระองค์ทรงรู้ดีในทุกสถานการณ์ของชีวิต พระองค์ทรงรู้ดีมากกว่าตัวของเรารู้จักตนเอง และพระองค์กำลังทำงานในชีวิตของเรา และล้วนเป็นผลดีต่อเรา จงชูมือขึ้นต่อพระเจ้า ยกมือขึ้นด้วยใจที่รักและปรารถนาจะน้อมรับทุกสิ่งที่มาจากพระองค์

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การปรบมือ

     รูปแบบการสรรเสริญที่เราใช้ในพระวรกายของพระคริสต์อีกประการหนึ่ง คือการปรบมือ ตลอดพระคัมภีร์มีเพียงข้อเดียวที่บอกอย่างเจาะจงให้ประชากรของพระองค์ปรบมือสรรเสริญพระเจ้า

“ดูก่อนชนชาติทั้งหลาย จงตบมือ จงโห่ร้องถวายพระเจ้าด้วยเสียงไชโย” สดุดี 47:1 (มีพระคัมภีร์ในตอนอื่นๆ ด้วยที่กล่าวว่า ต้นไม้ก็ปรบมือของมันคือ
สดด.98:8 ให้กระแสน้ำตบมือของมัน ให้บรรดาเนินเขา ร้องเพลงด้วยความชื่นบานด้วยกัน
อสย.55:12 เพราะเจ้าจะออกไปด้วยความชื่นบาน และถูกนำไปด้วยสวัสดิภาพ ภูเขาและเนินเขา เปล่งเสียงร้องเพลงข้างหน้าเจ้า และต้นไม้ทั้งสิ้นในท้องทุ่งจะตบมือของมัน

     แม้ไม่มีข้อพระคัมภีร์อ้างอิงในเรื่องนี้มากมายนัก ก็ไม่ใช่หมายความว่า การปรบมือจะปราศจากความสำคัญ และไร้คุณค่า จนเราสามารถจะหลีกเลี่ยงได้ในการสรรเสริญพระเจ้า

     การปรบมือของเราในการสรรเสริญเป็นสิ่งที่สมควรที่จะกระทำ แม้บางทีเราอาจทำมากเกินไปด้วยซ้ำ ผมเคยไปในการนมัสการในโบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยการปรบมืออย่างมาก มันเป็นคล้ายๆ กับ “เสียงแตร” หรือ “เสียงฉาบ” ไม่มีความลึกในการสรรเสริญ มีแต่เสียงดังเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำการปรบมือเชื่อมต่อกับความรู้สึกในจิตใจ เพื่อขึ้นตรงต่อพระเจ้า เพราะถ้าการปรบมือที่ไม่ได้มีจิตใจอยู่ภายในก็เป็นสิ่งที่ว่างเปล่า

     ในการศึกษารูปแบบการสรรเสริญพระเจ้าของคนยิว การปรบมือก็ไม่ใช่การกระทำเพียงเพื่อสร้างจังหวะให้กับเสียงเพลงเท่านั้น แต่เป็นความตั้งใจที่จะสร้าง “เสียงแห่งความชื่นชมยินดี” ถวายพระเจ้า คนยิวก็ร่วมใจกันแสดงออกเพื่อการสรรเสริญพระเจ้า และสิ่งนี้ก็เป็นการเหมาะสมสำหรับพวกเราในทุกวันนี้ด้วย ที่จะยกเสียงแห่งความชื่นบาน ปรบมือ พร้อมกับเปล่งเสียงสรรเสริญพระ-เจ้า เมื่อจิตใจของเราเปี่ยมล้นไปด้วยการสรรเสริญพระเจ้า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสดงออกด้วยการพยายามจะส่งเสียงสรรเสริญด้วยเสียงอันดัง และแสดงออกอย่างร่าเริงออกมา เช่น การปรบมือ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เราควรจะระมัดระวังด้วย เพราะการสรรเสริญของเรานั้นเป็นมากกว่าเสียง แต่เป็นการไหลออกมาจากส่วนลึกในจิตใจต่อพระเจ้า

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การเล่นเครื่องดนตรี

     ในพระคัมภีร์เดิมเต็มไปด้วยการใช้เครื่องดนตรีสรรเสริญพระเจ้า มีบทความและแผ่นพับมากมายที่เขียนว่า เราไม่ควรใช้เครื่องดนตรีในคริสตจักรในปัจจุบัน พวกเขามักอ้างถึงประวัติศาสตร์ของคริสตจักรที่ไม่มีการใช้เครื่องดนตรี และบางยุคสมัยก็ห้ามไม่ให้ใช้เครื่องดนตรีในคริสตจักร ซึ่งช่างน่าเสียดายที่ทำให้พระวรกายของพระคริสต์ถูกขโมยความชื่นชมยินดีในการสรรเสริญ โดยผ่านเครื่องดนตรีไป

     อย่างไรก็ตาม พวกเราที่ใช้เครื่องดนตรีในการสรรเสริญอย่างมีเสรีภาพนั้น ก็ไม่ควรจะติดอยู่กับเครื่องดนตรีจนไม่สามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ถ้าไม่มีเครื่องดนตรี การสรรเสริญของเรายังคงต้องมีต่อไปแม้ไม่มีเครื่องดนตรีเคียงข้างเราในการสรรเสริญ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ห้ามให้เราใช้เครื่องดนตรีที่จะช่วยเราในการสรรเสริญ พระองค์ทรงใส่ความสามารถในการรับรู้ทางดนตรีไว้ในเรา ที่เราจะรู้ว่าดนตรีอย่างใดดีอย่างใดไม่ดี และดนตรีที่ดีที่สุดก็คือดนตรีที่สรรเสริญพระเจ้า ในพระคัมภีร์เดิมชี้ให้เราเห็นว่า เครื่องดนตรีนั้นเป็นมากกว่าการบรรเลงเพื่อประกอบการสรรเสริญ และนมัสการพระเจ้า พวกมันยังสามารถสรรเสริญพระเจ้าในตัวเองด้วย
สดด.150:3-5 3 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่และพิณใหญ่ 4 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาและการเต้นรำ จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่ 5 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การยืนขึ้น

     รูปแบบในการสรรเสริญอีกรูปแบบหนึ่งคือการยืนขึ้น ในพลับพลาของพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงประทานโครงสร้างที่ชัดเจนในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ การสร้าง การใช้ชีวิต รวมทั้งการตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เจาะจง โดยมีบรรดาปุโรหิตยืนขึ้นปรนนิบัติพระเจ้าที่อุปกรณ์เหล่านั้น การยืนขึ้นเป็นการแสดงออกอย่างเหมาะสมในการสรรเสริญพระเจ้าในปัจจุบัน เราเป็นปุโรหิตตามพันธสัญญาใหม่ มีพระคัมภีร์หลายตอนที่ชี้ให้เราเห็นว่า การยืนเป็นการสรรเสริญและนมัสการที่เหมาะสม
2 พศด.5:12 และบรรดาพวกเลวีที่เป็นนักร้องทั้งหมด ทั้งอาสาฟ เฮมาน และเยดูธูน ทั้งบุตรชายและญาติของเขาทั้งหลาย แต่งกายด้วยผ้าป่าน มีฉาบ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่ ยืนอยู่ทางตะวันออกของแท่นบูชา พร้อมกับปุโรหิตคนแตรหนึ่งร้อยยี่สิบคน
2 พศด.7:6 บรรดาปุโรหิตก็ยืนประจำตำแหน่งของตน ทั้งคนเลวีด้วยพร้อมกับเครื่องดนตรีถวายแด่พระเจ้า ซึ่งกษัตริย์ดาวิดได้ทรงกระทำเพื่อถวายโมทนาแด่พระเจ้า เมื่อดาวิดได้ถวายสาธุการด้วยฝีมือของเขาทั้งหลาย (เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์) และปุโรหิตก็เป่าแตรข้างหน้าเขา และอิสราเอลทั้งปวงยืนอยู่
2 พศด.29:26 คนเลวีก็ยืนอยู่ ถือเครื่องดนตรีของดาวิด และปุโรหิตถือแตร
สดด.135:2 ท่านที่ยืนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ที่ในบริเวณพระนิเวศของพระเจ้าของเรา
วว.4:9-11 9 เมื่อสัตว์เหล่านั้นถวายคำสรรเสริญ ถวายพระเกียรติ และคำโมทนาแด่พระองค์ ผู้ประทับบนพระที่นั่ง ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์คราวใด 10 ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้าพระที่นั่งร้องว่า 11 "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติและฤทธิ์เดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์"

     การยืนขึ้นปรนนิบัติมีเหตุผลที่ดีในการแสดงออกของการสรรเสริญ 2 ประการ
          1. เป็นการบอกถึงการแสดงความนับถือ ถ้าหากว่าเราอยู่ด้วยกันในที่ประชุม และกำลังรอคอยบุคคลสำคัญที่จะเข้ามาท่ามกลางเรา เช่น เรารอคอยกษัตริย์ของเรา พวกเราจะยืนขึ้นเพื่อแสดงความนับถือและให้เกียรติพระองค์ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เมื่อเราอยู่ด้วยกันในท่ามกลางพี่น้องที่จะเฉลิมฉลองพระมหาราชาของเรา เราจะนั่งอยู่หรือ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาท่ามกลางเรา ในพระคัมภีร์วิวรณ์ในการนมัสการในสวรรค์ องค์กษัตริย์ประทับบนบัลลังก์ มีคนมากมายยืนขึ้นล้อมรอบบัลลังก์นั้น พระองค์ทรงนั่ง : พวกเรายืนขึ้น

          2. การยืนขึ้นเป็นการบอกว่ามีการระวังระไว เราพบว่าเมื่อเรานั่งลง ความสามารถในการระวัง-ระไวของเราลดลง จิตใจของเราเปลี่ยนไปเป็นธรรมชาติของเรา และมีแนวโน้มใจลอย ขาดความใส่ใจ ช่างน่าประหลาดที่ความหลากหลายในความคิดที่เหมาะสมสามารถมาถึงจิตใจของเรา เมื่อเป็นช่วงเวลาของการอธิษฐาน หรือการสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ความคิดของเราเป็นสนามรบที่ซาตานต้องการแย่งชิงไป และมันก็มีความสุขถ้าหากมันทำให้เราไขว้เขวไปจากการนมัสการ ด้วยวิธีการที่ทำให้เรามีจิตใจที่ไม่สงบ วุ่นวายต่อสิ่งต่างๆ ที่สร้างปัญหาให้เรา พระคัมภีร์หนุนใจเราว่า “อย่าให้โอกาสกับมาร” (อฟ.4:27) การยืนช่วยเราให้พ้นจากการเฉื่อยชา ทำให้เราระวังระไว เมื่อการสรรเสริญเกิดขึ้นอย่างจริงจัง คนไม่สามารถจะนั่งลงได้แน่ เมื่อการสรรเสริญตกลง คนในที่ประชุมก็จะค่อยๆ ตกลงด้วย เป็นเหมือนกับว่าวที่ลมอ่อนลง การยืนขึ้นและการสรรเสริญไปด้วยกันได้ เนื่องจากเมื่อเรายืนขึ้น เรากำลังกระตุ้นความคิดของเราให้เกาะติดอยู่กับการเคลื่อนไหวในที่ประชุมนมัสการ

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การคุกเข่า

     การก้มกราบและการหมอบราบลง เป็นการแสดงการสรรเสริญและนมัสการอย่างเหมาะสมอย่างยิ่ง
สดด.95:6 มาเถิดให้เรานมัสการและกราบลง ให้เราคุกเข่าลงต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา

     การนมัสการที่เกิดขึ้นในวิวรณ์นั้น ตลอดทั้งเล่มเราเห็นว่าการนมัสการแสดงออกด้วยการกราบลงต่อพระพักตร์เสมอ เช่น วว.19:4 และพวกผู้ปกครองทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่นั้น ก็ได้ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้าผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และร้องว่า "อาเมน อาเลลูยา"

     การแสดงออกในการสรรเสริญ / นมัสการ มีความสำคัญมากสำหรับคริสตจักรในปัจจุบัน บางคริสตจักรนั้นที่ประชุมร่วมกันร้องเพลง “ยืนขึ้น ยืนขึ้น เพื่อพระเยซู พวกเราเหล่าทหารแห่งไม้กางเขน” แต่ทุกคนนั่งลงร้องเพลงบทนี้ เป็นการสมควรที่เมื่อเราร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เราก็แสดงออกด้วยร่างกายของเราอย่างเหมาะสม เช่นเมื่อเราร้องเพลง “ยกมือของท่าน” เราก็ชูมือของเราขึ้นถวายพระเจ้า ถ้าเราร้องเพลงเรื่องการกราบลง หรือคุกเข่าลง เราก็แสดงออกเช่นนั้นถวายพระองค์ด้วยเช่นกัน

     บางคริสตจักรนั้นไม่มีปัญหาในการแสดงออกด้วยความชื่นชมยินดีต่อพระเจ้า แต่ก็ดูเหมือนมีความยากลำบากในการแสดงออกถึงความยำเกรงพระเจ้าในที่ประชุม สองสิ่งนี้ไปด้วยกันได้ในที่ประชุมนมัสการ
สดด.2:11 จงปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความยำเกรง และจงเกษมเปรมปรีดิ์จนเนื้อเต้น

     ความชื่นชมและความชื่นบาน ทั้งสองสิ่งนี้ต้องไหลออกมาจากจิตใจที่รักและยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่สูงสุด

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การร้องเพลง

     เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นรูปแบบปกติในการสรรเสริญที่เราใช้กันในทุกวันนี้ พระคัมภีร์เต็มไปด้วยการเตือนให้เราร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งในพระคัมภีร์สดุดี เช่น
     อพย.15:21 มิเรียมจึงร้องนำว่า "จงร้องเพลงถวายพระเจ้าเถิด เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าให้ตกลงไปในทะเล"
     สดด.9:11 จงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผู้ซึ่งประทับในศิโยนจงบอกเล่าถึงพระราชกิจของพระองค์ ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย
     สดด.30:4 ท่านธรรมิกชนของพระองค์เอ๋ย จงร้องสรรเสริญพระเจ้าและถวายโมทนาแก่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
     สดด.33:2 จงสรรเสริญพระเจ้า ด้วยพิณเขาคู่ จงถวายสดุดีแด่พระองค์ด้วยพิณสิบสาย
     สดด.47:6 จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเจ้า จงร้องเพลงสรรเสริญเถิด จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระมหาราชาของเรา จงร้องเพลงสรรเสริญเถิด
     สดด.68:4 จงร้องเพลงถวายพระเจ้า จงร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ จงยกย่องพระองค์ผู้ทรงเมฆเป็นพาหนะ {หรือ จงพูนทางหลวง เพื่อพระองค์ผู้ทรงขี่ไปในทะเลทราย}พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์ จงลิงโลดต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์
     สดด.81:1 จงร้องเพลงถวายพระเจ้า พระกำลังของพวกเรา จงโห่ร้องด้วยความชื่นบานถวายแด่พระเจ้าของยาโคบ
     สดด.95:1 มาเถิด ให้เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเจ้า ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา
     สดด.98:5 จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเจ้าด้วยพิณเขาคู่ ด้วยพิณเขาคู่ คลอด้วยเสียงเพลง

     บางคนอาจจะถามว่า ทำไมต้องร้องเพลงสรรเสริญ จะพูดสรรเสริญไม่ได้หรืออย่างไร คำตอบก็คือ ถ้อยคำที่ผ่านเสียงดนตรีนั้นดีกว่าแน่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราประชุมกันและตั้งใจจะใช้คำว่า “ฮาเลลูยา ๆ ๆ” ถ้าเราจะพูดออกมาก็คงจะไม่มีใครว่าอะไรที่จะใช้สรรเสริญพระเจ้า แต่ถ้าเราร้องเป็นบทเพลง ใส่ท่วงทำนอง ใส่เสียงประสาน ใช้เครื่องดนตรีสอดแทรกเข้าไป ก็จะเป็นถ้อยคำที่ไพเราะและเต็มไปด้วยความหมายที่ออกมาจากใจอย่างลึกซึ้ง เรายกใจของเราแด่พระเจ้า วิญญาณจิตของเราก็เคลื่อนเข้าไปสู่พระสิริของพระองค์ ถ้อยคำ + ดนตรีนั้นเป็นมากกว่าสอง คือเป็นสาม ถ้อยคำประกอบกับดนตรีนั้นทำให้เกิดความหมายมากขึ้น ท่วงทำนองที่เดินไปกับข้อความทำให้เกิดความลึกซึ้งมากขึ้น พระเจ้าทรงประทานดนตรีให้กับมนุษย์เป็นสิ่งพิเศษจริงๆ เพราะพระองค์รู้ว่าเราจะสามารถสื่อความหมายจากใจของเราได้ดีขึ้น เมื่อเราใช้ดนตรีประกอบถ้อยคำในการสรรเสริญพระองค์

เราควรสรรเสริญพระเจ้าโดย

     - ให้ได้ยินเสียง : การสรรเสริญจะไม่ใช่การสรรเสริญ ถ้าไม่ได้ยินเสียง
          สดด.26:7 พลางร้องเพลงโมทนาพระคุณ และบอกเล่าถึงพระราชกิจอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์

     - ให้การสรรเสริญมีเนื้อหาของการสรรเสริญ บอกรายละเอียดของความคิดของเรา คำว่า “สรรเสริญ” ในตัวเองไม่มี ความหมาย จนกว่าจะมีเนื้อหาเพื่อขยายคำว่า “สรรเสริญ” ให้กระจ่างชัดเจนขึ้นมา

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร : การร่ายรำ

     การร่ายรำเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการสรรเสริญที่ถูกต้อง “ใช่แล้ว” การร่ายรำเป็นการสรรเสริญ โดยแสดงความรู้สึกออกมาอย่างจริงใจผ่านท่าทางที่เคลื่อนไหว แต่ก็ยังมีบางคนที่รู้สึกว่าการร่ายรำนี้เป็นรูปแบบการสรรเสริญที่ถูกต้องหรือไม่ ให้เราลองมาดูกันว่าการร่ายรำถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์อย่างไรบ้าง ตัวอย่างเช่น
     อพย.15:20-21 20 ฝ่ายมิเรียมหญิงผู้เผยพระวจนะ พี่สาวของอาโรนก็ถือรำมะนา และหญิงทั้งปวงก็ถือรำมะนาเดินตาม พร้อมกับเต้นรำไปด้วย 21 มิเรียมจึงร้องนำว่า "จงร้องเพลงถวายพระเจ้าเถิด เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าให้ตกลงไปในทะเล"
     2 ซมอ.6:14-16 14 และดาวิดก็ทรงรำถวายแด่พระเจ้าด้วยสุดกำลังของพระองค์ และดาวิดมีเอโฟดผ้าป่านคาดอยู่ที่พระองค์ 15 ดังนั้นแหละดาวิดและพงศ์พันธุ์อิสราเอลด้วยได้นำหีบของพระเจ้าขึ้นมาด้วยเสียงโห่ร้องและด้วยเสียงเป่าเขาสัตว์ 16 และขณะเมื่อหีบของพระเจ้าเข้ามาถึงเมืองดาวิดมีคาลราชธิดาของซาอูลก็มองออกที่ช่องหน้าต่าง เห็นพระราชาดาวิดกระโดดโลดเต้นรำถวายแด่พระเจ้า และนางก็มีใจหมิ่นประมาท
     สดด.30:11 สำหรับข้าพระองค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนการไว้ทุกข์เป็นการเต้นรำ พระองค์ทรงแก้เสื้อผ้ากระสอบของข้าพระองค์ออก และทรงคาดเอวข้าพระองค์ด้วยความยินดี
     สดด.149:3 ให้เขาสรรเสริญพระนามของพระองค์ด้วยเต้นรำ ถวายเพลงแด่พระองค์ด้วยรำมะนาและพิณเขาคู่
     กจ.3:8 เขาจึงกระโดดขึ้นยืนและเดินเข้าไปในพระวิหาร ด้วยกันกับเปโตรและยอห์น เดินเต้นโลดสรรเสริญพระเจ้าไป

     อาจารย์ท่านหนึ่งออกมาพูดถึงทัศนะของท่านที่มีต่อการร่ายรำ โดยกล่าวว่า มีการบันทึกเพียงครั้งเดียวเท่านั้นจากชีวิตของดาวิดที่เกี่ยวข้องกับการร่ายรำ คือตอนที่ท่านได้ร่ายรำต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เมื่อครั้งที่หีบของพระเจ้าถูกนำกลับมาอีกครั้ง ซึ่งนี่น่าจะเป็นข้อยืนยันได้ว่า การร่ายรำไม่ควรจะนำมาใช้ในการปรนนิบัติของเรามากนัก

     2 ซมอ.6:14-16 14 และดาวิดก็ทรงรำถวายแด่พระเจ้าด้วยสุดกำลังของพระองค์ และดาวิดมีเอโฟดผ้าป่านคาดอยู่ที่พระองค์ 15 ดังนั้นแหละดาวิดและพงศ์พันธุ์อิสราเอลด้วยได้นำหีบของพระเจ้าขึ้นมาด้วยเสียงโห่ร้องและด้วยเสียงเป่าเขาสัตว์ 16 และขณะเมื่อหีบของพระเจ้าเข้ามาถึงเมืองดาวิดมีคาลราชธิดาของซาอูลก็มองออกที่ช่องหน้าต่าง เห็นพระราชาดาวิดกระโดดโลดเต้นรำถวายแด่พระเจ้า และนางก็มีใจหมิ่นประมาท

     ผมรู้ว่าบางคนที่รู้สึกว่ายังข้องใจเกี่ยวกับการร่ายรำนั้นก็เพราะ พวกเขาคิดว่ามันดู “บ้า” ในสายตาคนทั่วไป ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วย และผมก็ยังเห็นด้วยว่ามันสามารถใช้เพื่อแสดงออกในการสรรเสริญพระเจ้าของพวกเราได้เช่นกัน แท้จริงแล้วการแสดงออกเหล่านี้ ไม่ได้มีเพื่อคน แต่เพื่อพระเจ้าต่างหาก และถ้าเราละทิ้งหลักการในพระคัมภีร์เพียงเพราะคำนึงถึงเรื่องมารยาท พิธีรีตองที่ถูกต้องตามแบบแผนของเรา เราก็จะพบกับความยุ่งยากแน่ๆ

     เราไม่ควรรู้สึกว่าจะต้องมีการร่ายรำอยู่ในทุกๆ รอบนมัสการ , หลังจากที่พวกอิสราเอลข้ามทะเลแดงมาแล้ว มีเรียมก็นำพวกผู้หญิงออกมาร่ายรำ แต่ผมจึงอยากจะถือว่า เราทุกคนก็ควรร่ายรำเช่นกัน ถ้าหากว่าพระเจ้าเพิ่งจับพวก “กองทัพอียิปต์” ของเราไปถ่วงน้ำอย่างนั้น เราเองคงไม่มีประสบการณ์ทะเลแดงบ่อยนักในชีวิต แต่เราเต็มใจที่จะตอบสนองอย่างถูกต้องไหม ในยามที่เวลานั้นมาถึง

     มีศิษยาภิบาลอีกท่านบอกผมว่า เขาจะไม่มีปัญหากับการร่ายรำเลย ถ้านักร่ายรำนั้น ร่ายรำในตอนที่เขาหรือเธอเข้าเฝ้าพระ-เจ้าส่วนตัว , ดูเหมือนว่าอาจารย์ท่านนี้จะคิดว่า มันเป็นเรื่องไม่จำเป็นที่เราจะแสดงออกด้วยการร่ายรำในที่ประชุม ศิษยาภิบาลท่านนี้คงจะท้าทายคนให้ร่ายรำในการแสวงหาพระเจ้าส่วนตัวแน่ และดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้มีการร่ายรำในที่ประชุม ซึ่งเหตุผลที่ท่านยกมาอ้างผมว่ามันไม่เพียงพอ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ควรอนุญาตให้มือกลองขึ้นรับใช้ในรอบนมัสการ จนกว่าเขาจะรู้จักตีกลองในการเข้าเฝ้าพระเจ้าส่วนตัวหรือ ไม่ควรอนุญาตให้คนปรบมือสรรเสริญพระเจ้าในที่ประชุม ถ้าเขาไม่เคยปรบมือในการอธิษฐานส่วนตัวก่อน ใช่ไหม?

     ถึงแม้ว่าการร่ายรำ การปรบมือ และการเล่นเครื่องดนตรี จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสวงหาพระเจ้าส่วนตัว แต่มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการใช้สรรเสริญพระเจ้าในที่ประชุม ดังนั้นหลายหลากวิธีที่เราใช้นมัสการพระเจ้าส่วนตัว จึงแตกต่างกับการนมัสการเป็นกลุ่มในที่ประชุมในบางชุมชน การร่ายรำถือว่าเป็นรูปแบบแห่งการสรรเสริญที่มีความหมายลึกซึ้ง ผลก็คือคนเล่านี้จะให้ความสำคัญกับมัน ส่วนตัวผมไม่ใช่นักร่ายรำ ผมก็มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับมันเพียงเล็กน้อย เนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้นที่ผมถึงจะร่ายรำ ผมจะร่ายรำเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่จะสามารถแสดงออกถึงข้างในของผมต่อพระเจ้าอย่าเต็มที่ได้ และการที่ผมร่ายรำไปนั้นก็ไม่ได้ต้องการจะแสดงให้คนอื่นๆ ดู เพราะผมเต้นได้งุ่มง่าม ไม่ชวนดู และคงไม่มีใครอยากดูนัก ผมไม่ได้ร่ายรำเพื่อต้องการให้ใครมาจับตาดู เว้นแต่อยากจะแสดงออกถึงหัวใจแด่พระเจ้าเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังมีคนบางคนที่เป็นนักร่ายรำที่มีความสามารถ และถูกฝึกมาอย่างดี อาจจะรู้สึกดีที่ได้เป็นที่จับตายามที่พวกเขาสรรเสริญก็ได้
บางคริสตจักรมีกลุ่มที่ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยการร่ายรำ ซึ่งเป็นกลุ่มนักร่ายรำที่ถูกฝึกให้สามารถแสดง และคิดท่าประกอบเพลงที่ใช้นมัสการพระเจ้าอยู่ แต่ถ้าคนกลุ่มนี้ขึ้นปรนนิบัติและร่ายรำทุกๆ รอบการนมัสการ ที่ประชุมก็จะรู้สึกชินกับมัน ปัญหาคือประสิทธิผลที่ควรได้รับจากการมีการร่ายรำนั้นก็อาจสูญหายไปได้ ดังนั้นการร่ายรำที่มีการซ้อมอย่างดีจึงน่าจะมีนานๆ ครั้งเพื่อให้แต่ละครั้งที่ออกมานั้น การร่ายรำจะจับใจคนได้จริงๆ

     มีทีมร่ายรำบางทีมรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ ทีมที่สมาชิกมีแต่เด็กวัยรุ่นที่รักการร่ายรำ และคิดว่าการร่ายรำเป็นทางออกที่พอรับได้ นอกจากการมาคริสตจักรตามปกติ แท้จริงแล้วมันไม่ใช่กิจกรรมสำหรับผู้ที่ “รักการร่ายรำ” แต่มันคือการปรนนิบัติพระเจ้า และต้องการคนที่มีความสามารถพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นในการนมัสการ ผ่านทางท่วงท่าอันสวยงามของพวกเขา เพราะว่าการร่ายรำเป็นงานที่คนเห็นได้ชัดมาก มันจึงยากที่จะให้การร่ายรำที่คนเหล่านี้ซักซ้อมกันอย่างดี เป็นสิ่งที่ให้พระเจ้า ยกพระเยซูอย่างสุจิตสุดใจ ไม่ใช่การแสดงอันสวยงาม หรือแสดงความสามารถของคนกลุ่มนั้น

     ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งปรับทุกข์ว่า เขาคิดว่าการร่ายรำมันรบกวนการนมัสการ แทนที่จะยกใจเขาให้เข้าหาพระเจ้า พวกร่ายรำหันความสนใจของเขาออกจากพระเจ้า มีเสียงมาถึงผมอย่างมากมายเกี่ยวกับการปรนนิบัติของทีมร่ายรำ ซึ่งบางครั้งก็ดีคนได้รับพระ-พร แต่บางครั้ง (ทีมร่ายรำทีมเดิม) คนก็ถูกดึงความสนใจออกไป บางคริสตจักรต้องการจะสร้างสมดุล โดยการใช้ทีมร่ายรำในการแสดงละครเพลง (Musicals) และในโอกาสพิเศษเท่านั้น และสงวนการร่ายรำในที่ประชุมไว้สำหรับการตอบสนองเสียงของพระเจ้าในแต่ละบุคคล เนื่องจากการแสดงละครเพลงและการแสดงอื่นๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนมาดู และได้รับการแตะใจ ดังนั้นการมีร่ายรำจึงเป็นเรื่องปกติ แต่การนมัสการมีวัตถุประสงค์เพื่อนำสายตาคนของพระเจ้าไปหาพระองค์ ซึ่งบางคนพบว่าการร่ายรำ กลับก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม

     ประโยชน์ของการร่ายรำคือ ร่างกายได้ปลดปล่อยความต้องการของมัน ตัวเราเองก็ต้องหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่จะมาขัดขวาง และทำเต็มที่ด้วยร่างกายทั้งหมดของเรา อาจารย์เปาโลได้กล่าวถึงความจริงอันน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “แต่ร่างกายซึ่งเกิดก่อนนั้น หาใช่เป็นกายวิญญาณไม่ แต่เป็นร่างกายแล้วภายหลังจึงเกิดมีกายวิญญาณขึ้น” (1 คร.15:46) ลำดับแรกคือร่างกาย ต่อมาคือ กายวิญญาณ เราต้องเริ่มปลดปล่อยที่ร่างกายฝ่ายกายภาพก่อน ถ้าเรารู้ว่าผลที่ตามมาคือการปลดปล่อยในฝ่ายวิญญาณ เป้าหมายคือการปลดปล่อยฝ่ายจิตวิญญาณ แต่บางครั้งเราไม่สามารถไปถึงเป้านั้นได้จนกว่าเราจะทำในส่วนของร่างกายของเราด้วย คราวนี้เราคงจะเริ่มเห็นประโยชน์ของการยกมือ ก้มกราบ หรือร่ายรำกันแล้ว

     พระเจ้าเองได้ตรัสสั่งเอาไว้ใน มก.12:30 ว่า “และพวกท่านจงรักพระเจ้าด้วยสุดจิต สุด ใจของท่าน ด้วยสุดความคิด และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน” มีกี่ครั้งที่เราปรารถนาที่จะแสดงออกถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าแบบเต็มอัตรา ใช่ ! เอาแบบสุดกำลังด้วย การร่ายรำเป็นวิธีการหนึ่งที่เราสามารถทำได้ ดาวิดก็ทรงรำถวายแด่พระเจ้าด้วยสุดกำลังของพระองค์ เพราะนี่เป็นการแสดงออกวิธีเดียวที่เขาสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าใครต้องการสรรเสริญพระเจ้าด้วยสุดกำลังในที่ประชุม คงจะไม่ได้นอนลงแล้ววิดพื้น เพราะวิดพื้นไม่ได้เป็นรูปแบบที่พระคัมภีร์บอกให้สรรเสริญพระเจ้าด้วยสุดกำลัง แต่การร่ายรำต่างหากที่ใช่ พวกเราเป็นการทรงสร้างที่เป็นกายภาพของพระเจ้า และพระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อเราสรรเสริญพระองค์ด้วยทุกอย่างที่เราเป็น ทั้งจิตวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย

     และผมก็ยังมีคำเตือนถึงนักร่ายรำด้วยว่า โดยธรรมชาติแล้วสรรเสริญด้วยการร่ายรำจะดึงดูดความสนใจเข้าหาตัวเองมากกว่าการสรรเสริญในรูปแบบอื่น และถ้าชีวิตฝ่ายวิญญาณของนักร่ายรำไม่สอดคล้องด้วย ก็จะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่ายมาก “ฉันรู้จักพี่น้องคนนี้นะ เธอยังมีปัญหาเรื่องสูบบุหรี่อยู่เลย แต่ดูเธอร่ายรำสิยังกับทูตสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบบนโลกแน่ะ” แต่พระคำของพระเจ้าก็ได้แนะนำเราเอาไว้ว่า ให้คนเหล่านี้ผ่านบทเรียนขั้นต้น เติบโตฝ่ายวิญญาณในระดับหนึ่งก่อนจึงจะให้เข้าร่วมได้ เราสรรเสริญไม่ใช่เพราะเราเป็นพวกฝ่ายวิญญาณ แต่เป็นเพราะพระเจ้าสมควรจะได้รับการสรรเสริญต่างหาก

     ศิษยาภิบาลบางท่านกลัวที่จะอนุญาตให้มีการร่ายรำในคริสตจักร เพราะพวกเขากลัวว่าจะควบคุมไม่ได้ แต่การยึดมั่นในแบบแผนเดิมๆ ทำอะไรไว้บ้างในอดีต มีผู้รับใช้พระเจ้ามากมายที่ไม่สามารถมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกับพระองค์ได้ เพราะไม่ได้รับการอนุญาตให้พวกเขาสามารถปลดปล่อยในฝ่ายกายภาพ และผมก็มีคำเตือนถึงคนที่ไม่ชอบร่ายรำเช่นกันคือ จงระวังว่าท่านได้พูดอะไรออกไป เพราะถ้าพระเจ้าอยู่ในนั้น การทำลายมันจะทำให้ชีวิตเราจำเริญก็หาไม่ ให้เราเรียนรู้จากชีวิตของอุตสา ผู้ที่จับหีบของพระเจ้าและตายไป เราต้องระมัดระวังว่าจะไม่แตะต้องสิ่งที่เป็นของพระเจ้า เพราะอาจจะมีบางอย่างในชีวิตเราตายฝ่ายวิญญาณได้ ถ้าเราพยายามหยุดในสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำ

     การร่ายรำในตัวมันเองไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่การนำมาซึ่งการปลดปล่อยฝ่ายวิญญาณนี่เองที่เป็นคุณประโยชน์ของมัน โดยทั่วไปหากเราสงวนร่างกายของเราจากพระเจ้า มันก็เป็นสัญญาณบอกได้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะสงวนจิตวิญญาณของเราจากพระองค์เหมือนกัน และพื้นที่ที่เราสงวนไว้นี้ก็จะเป็นสิ่งกีดขวางระหว่างพระเจ้ากับวิญญาณจิตของเรา เพราะเราเป็นผู้จำกัดพื้นที่เองว่าให้พระเจ้าเคลื่อนไหวได้แค่ไหน แต่ถ้าหากเราลองเอาพันธนาการด้านกายภาพออกไป และทำตัวง่ายๆ เพียงพอที่จะร่ายรำต่อพระพักตร์พระเจ้า ด้วยทุกอย่างที่เรามี เราจะพบว่าสิ่งกีดขวางทางวิญญาณจิตของเราจะแหลกละเอียดไปเช่นกัน พระเจ้าจะทรงประทานเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ให้เคลื่อนไหวท่ามกลางเรา

เราควรสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร:การโห่ร้อง

     การโห่ร้องก็เป็นรูปแบบของการสรรเสริญอีกประการหนึ่ง พระวจนะหนุนใจเราว่า “…จงโห่ร้องถวายพระเจ้าด้วยเสียงแห่งความมีชัย…” (สดด.47:1 , KJV) ตรงที่พระคัมภีร์ฉบับ The King James Version บอกว่า “ทำเสียงแห่งความชื่นชมยินดีต่อพระเจ้า” ในพระธรรมสดุดีนั้น ในฉบับ The New International Version จะใช้คำที่ตรงกว่า โดยจะแปลการแสดงออกแบบนั้นว่า “โห่ร้องด้วยความชื่นบานแด่พระเจ้า” (ดู สดด.66:1, 81:1, 95:1-2, 98:4-6, 100:1) ซึ่งคำนี้ในภาษาอีบรูคือ hillel หรืออย่างที่เราใช้กันทั่วโลกว่า “hallelujah” หมายความว่า โห่ร้องด้วยเสียงอันดัง หรือการร้องออกมาด้วยความยินดี
     สดด.66:1 แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงทำเสียงชื่นบานถวายพระเจ้า
     สดด.81:1 จงร้องเพลงถวายพระเจ้า พระกำลังของพวกเรา จงโห่ร้องด้วยความชื่นบานถวายแด่พระเจ้าของยาโคบ
     สดด.95:1-2 1 มาเถิด ให้เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเจ้า ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา 2 ให้เราทั้งหลายเข้ามาอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์ด้วยโมทนา ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระองค์ด้วยบทเพลงสรรเสริญ
     สดด.98:4-6 4 ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงเปล่งเสียงชื่นบานถวายแด่พระเจ้า เปล่งเป็นเสียงเพลงชื่นบานและร้องเพลงสรรเสริญ 5 จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเจ้าด้วยพิณเขาคู่ ด้วยพิณเขาคู่ คลอด้วยเสียงเพลง 6 ด้วยเสียงแตรและเสียงเป่าเขาสัตว์ จงกระทำเสียงชื่นบานถวายพระมหากษัตริย์ คือพระเจ้า
     สดด.100:1 ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงเปล่งเสียงชื่นบานถวายแด่พระเจ้า

     ครั้งหนึ่งผมได้ไปร่วมงานสัมมนานมัสการในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ผมสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งที่ห้อมล้อมอยู่ พวกเราไม่สามารถทะลุไปในฝ่ายวิญญาณได้เลย จนกระทั่งพระเจ้านำให้เราโห่ร้องเสียงดังต่อหน้าพระสิริของพระองค์ด้วยเสียงแห่งชัยชนะ และเมื่อประชากรของพระองค์ยกเสียงขึ้นในการสรรเสริญ พวกเราจึงมีประสบการณ์แห่งการปลดปล่อยอันสวยงาม ซึ่งยังคงอยู่กับพวกเราตลอดการสัมมนา

     ชาวอิสราเอลเป็นที่รู้จักกันดีในคานาอัน ในเรื่องการโห่ร้องในสนามรบ เมื่อพวกเขายกเสียงโห่ร้องศัตรูก็สั่นด้วยความกลัว พวกเขาจะรู้ดีแค่ไหนว่าการโห่ร้องนั้นหมายถึงอะไร และอย่างไร เริ่มแรกที่เยรีโค การร้องในครั้งนี้เป็นชัยชนะครั้งแรกของอิสราเอล มันคือเสียงการสรรเสริญ! พี่น้อง , มันน่าเศร้ามากสำหรับคริสตจักรที่ในค่ายของเราไม่มีเสียงโห่ร้องแห่งการสรรเสริญให้ได้ยินเลย

     ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ที่ไหน เมื่อไร หรืออย่างไร ที่เราสรรเสริญพระเจ้า เราต้องสรรเสริญด้วยทั้งหมดของตัวเรา สดด.103:1 “จิตใจของข้าเอ๋ยจงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้น ที่อยู่ภายในข้าจงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์” และใน พระธรรมมาระโก พระเยซูมาย้ำกับพวกเราถึงพระบัญญัติข้อแรก ใน มก.12:30 ว่า “และพวกท่านจงรักพระเจ้าด้วยสุดจิต สุด ใจของท่าน ด้วยสุดความคิด และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน” และนี่คือหัวใจของการสรรเสริญคือ “รัก” จนสรรเสริญพระองค์ด้วยทั้งหมดที่เรามี แต่บ่อยครั้งที่เราร้องบทเพลง สดด.103:1 ท่อนที่ว่า “ด้วยทั้งสิ้นที่มีอยู่ภายในข้า สาธุการแด่พระเจ้า” แบบไม่น่าเชื่อเลยว่าเรากำลังคิดอย่างนั้นจริงๆ เราต้องหยุดร้องแต่ปาก ซ้ำซาก แต่หัวใจกลวงว่างเปล่าสักที และเริ่มต้นที่จะเสริมคำพูดของเราด้วยการแสดงออกทางร่างกายอันสะท้อนมาจากหัวใจข้างใน และอย่าลืมว่าเคล็ดลับของวิธีการสรรเสริญคือ สรรเสริญด้วยทั้งสิ้นที่มีอยู่ภายในเรา!