ตอนที่ 4 : เราควรจะสรรเสริญในเวลาใดบ้าง?

เขียนโดย อาจารย์ประยุทธ สาริมาน
ประการแรก คือเราควรสรรเสริญเมื่อ (1) เรารู้สึกอยากที่จะสรรเสริญ “มีผู้ใดในพวกท่านทนทุกข์หรือ จงให้ผู้นั้นอธิษฐาน มีผู้ใดร่าเริงยินดีหรือ จงให้ผู้นั้นร้องเพลงสรรเสริญ” (ยก.5:13)
และเรายังควรสรรเสริญในยามที่ (2) เราไม่อยากที่จะสรรเสริญ (ดูใน สดด.42:5 “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า”)
มีคนหนึ่งกล่าวว่า “การสรรเสริญนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก” แต่ผู้ที่ทำตามอารมณ์ความรู้สึกก็จะพึ่งพาแต่อารมณ์ของเขาเท่านั้น แต่การสรรเสริญนั้นเป็นหลักการที่ต้องการการตัดสินใจของเรา โดยไม่จำเป็นต้องนำความรู้สึกของเรามาเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่ทำตามอารมณ์ความรู้สึกก็จะสรรเสริญพระเจ้าเมื่อพวกเขาอยากจะทำ แต่เมื่อไม่มีอารมณ์ก็จะไม่สรรเสริญ ผู้ที่ไม่สามารถสรรเสริญพระเจ้าได้เนื่องจากไม่มีอารมณ์ที่อยากสรรเสริญนั้น เป็นพวกที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกอย่างแท้จริง ที่ยอมปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวกำหนดระดับการสรรเสริญของตน การสรรเสริญที่แท้นั้นควรเป็นไปในทางกลับกันกับพวกพึ่งพาอารมณ์ความรู้สึกคือ เราสามารถที่จะสรรเสริญพระองค์ด้วยความกระตือรือล้นได้ ไม่ว่าเราจะรู้สึกอยากจะทำเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม
ประการที่สอง โปรดสังเกตว่า แม้การสรรเสริญนั้นจะไม่ใช่การพึ่งพาอารมณ์ความรู้สึก แต่การสรรเสริญนั้นก็มีอารมณ์และความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่งที่จะสรรเสริญพระเจ้าด้วยการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก พระเจ้าทรงสร้างเรามาให้มีอารมณ์ความรู้สึก และการสรรเสริญนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกของเรา ในบทเพลงของนางมารีย์ได้กล่าวว่า “นางมารีย์จึงว่าจิตใจของข้าพเจ้าก็ยกย่องพระเจ้า และวิญญาณของข้าพเจ้าก็เกิดความยินดีในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า” (ลก.1:46-47) การสรรเสริญสามารถใช้ได้ทั้งจิตใจและวิญญาณ ความจริงแล้วเราจะได้รับการฝึกฝนจิตใจและจิตวิญญาณของเราอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอโดยผ่านการสรรเสริญนั่นเอง
ประการที่สาม เวลาที่ดีที่สุดในการที่จะสรรเสริญพระเจ้าคือ “เวลานี้” หลายครั้งเรามักแก้ตัวกับการที่ไม่ได้สรรเสริญพระเจ้าด้วยเหตุผล เช่น “โอพระเจ้า พระองค์คงทรงทราบดีว่าข้าพระองค์ได้สรรเสริญพระองค์อย่างสุดใจไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วคงทรงทราบว่าข้าพเจ้าทำงานเหนื่อยเหลือเกินในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพระองค์คิดว่าพระองค์ทรงเข้าใจว่าวันนี้ข้าพระองค์เหนื่อยเหลือเกิน แต่ยังไงก็ตาม ข้าพระองค์ก็ได้สรรเสริญพระองค์อย่างสุดใจไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ก่อน ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์คงไม่ทรงว่าอะไร ถ้าข้าพระองค์จะขอพักผ่อนสักเล็กน้อยในวันนี้” ถึงเวลานี้ใครบ้างที่บอกได้ว่า ตนเองไม่เคยหาเหตุผลที่จะขอหยุดพักการสรรเสริญในบางเวลา? พวกเราก็ล้วนแต่เคยคิดเช่นนี้ทั้งสิ้น และในพระคัมภีร์ก็ไม่เคยเปิดช่องให้เราสามารถรวบการสรรเสริญของทั้งสัปดาห์มาอยู่ภายในวันเดียวกันได้ เช่นที่ร่างกายมนุษย์นั้นไม่สามารถสะสมวิตามินซีเก็บไว้ได้ ซึ่งมันจะถูกเผาผลาญหรือขับถ่ายออกไปจนหมด เช่นเดียวกันที่เราไม่สามารถสะสมการสรรเสริญไว้ได้ และนี่เป็นเวลาแห่งการสรรเสริญพระเจ้า
ผู้เขียนสดุดีบทที่ 42 ได้พบว่าตนเองเป็นโรคชนิดหนึ่งชื่อว่า “โรคติดอยู่กับการสรรเสริญเมื่อสัปดาห์ก่อน” “เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระ-นิเวศของพระเจ้า ด้วยเสียงโห่ร้องยินดี และเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้ายังฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า” (สดด.42:4-5) โดยใจความสำคัญนี้กล่าวว่า “วันอาทิตย์ที่แล้วข้าพระองค์ได้สรรเสริญ ร้องเพลง โห่ร้องด้วยเสียงอันดัง เล่นดนตรี และนำคนของพระเจ้าให้สรรเสริญพระเจ้า ! นั่นเป็นรอบนมัสการที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ในสัปดาห์ก่อน แต่สำหรับสัปดาห์นี้… เกิดอะไรขึ้นสำหรับสัปดาห์นี้ ? ทำไมข้าพระองค์จึงรู้สึกหงุดหงิด และหัวสมองว่างเปล่าเช่นนี้”
คุณเคยมีประสบการณ์เช่นนี้บ้างหรือไม่ เมื่อคุณเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ในพระเจ้ามากมาย แต่ต้องเผชิญกับหุบเหวลึกของห้วงอารมณ์ความรู้สึก ถ้าเป็นเช่นนั้น นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะยึดติดกับประสบการณ์เก่าๆ ในอดีต และคิดว่า “ฉันได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้วในสัปดาห์ก่อน” และนี่ก็เป็นเวลาที่จะกล่าวดังเช่นนักสดุดีได้กล่าวไว้ว่า “แต่ข้าพระองค์ก็ยังคงสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ”
ในพระธรรมสดุดี ผู้เขียนยังได้กล่าวว่า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เมื่อไรข้าพเจ้าจะได้มาเห็นพระพักตร์พระเจ้า” (สดด.42:2) คุณเคยร้องเรียกพระเจ้าและพยายามที่จะสรรเสริญพระองค์ แล้วยังรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่ห่างไปอีกหลายร้อยกิโลเมตรหรือไม่ ? ข้าพเจ้าเคยได้ยินพี่น้องท่านหนึ่งกล่าวอ้างถึง “สภาพอันมิปรากฏแก่ตา และไม่สามารถมองเห็นได้ของพระเจ้า” แม้ว่าพระเจ้าจะทรงสภาพอันมิจำกัด คือทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งในทุกเวลา และพระองค์ก็ทรง “สภาพอันมิปรากฏแก่ตา” ด้วย พระเจ้าทรงสามารถเลือกที่จะปิดบังพระองค์เอง หรือเลือกที่จะปรากฏพระองค์เองแก่มนุษย์ก็ได้ ดังในพระธรรมสดุดีได้กล่าวไว้ในบทที่ 19 ว่า “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระเจ้า”
มีสักกี่คนที่จะแหงนมองดูฟ้าสวรรค์แล้วไม่เห็นพระสิริของพระเจ้า ! นั่นก็เป็นเพราะว่า พระเจ้าทรงปิดบังพระองค์จากมนุษย์ทั่วไปแต่ทรงปรากฏพระองค์แก่ผู้ที่ปรารถนาจะพบพระองค์ ในบางครั้งพระองค์ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากเรา แม้ในเวลาที่เรารู้สึกเหินห่างจากที่ทรงสถิตของพระองค์อย่างสิ้นเชิง แต่นั่นก็ยังเป็นเวลาที่สมควรที่จะสรรเสริญพระองค์อยู่ดี
ประการที่สี่ พระคัมภีร์ได้สอนให้เราตื่นแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาสรรเสริญพระเจ้า “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย จงตื่นเถิด พิณใหญ่และพิณเขาคู่เอ๋ย จงตื่นเถิด ข้าพเจ้าจะปลุกอรุณ” (สดด.57:8) พระคัมภีร์ยังสอนถึงการสรรเสริญในยามค่ำคืน “พอเที่ยงคืน ข้า-พระองค์ลุกขึ้นโมทนาพระคุณพระองค์ เนื่องด้วยกฎหมายอันชอบธรรมของพระองค์” (สดด.119:62) (สดด.119:164 “ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์วันละเจ็ดครั้ง เหตุเรื่องกฎหมายอันชอบธรรมของพระองค์”) เผ่าเลวีในสมัยของดาวิดนั้นปรนนิบัติพระเจ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงทุกวัน นักดนตรีเหล่านั้น “เขาอยู่เวรทั้งกลางวันและกลางคืน” (1พศด.9:33) ลองนึกภาพว่าผู้รับใช้ที่เข้าเวรในกะกลางคืนนั้นซึ่งมีหน้าที่ในการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าเรื่อยไปไม่หยุดต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ! คนเหล่านั้นจะต้องรู้แน่ว่าสิ่งที่ได้ถวายสรรเสริญแด่พระเจ้านั้นมีความหมายเช่นไร ในพันธสัญญาใหม่พระเจ้าได้ทรงเรียกเรามาเป็นปุโรหิตเพื่อที่จะ “ถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไป” (ฮบ.13:15) ซึ่งจะสามารถกระทำได้ด้วยการเต็มล้นในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ประเด็นหลักก็คือ เพื่อที่เราจะสรรเสริญพระเจ้าเสมอไป “ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้าตลอดไป คำสรรเสริญพระองค์อยู่ที่ปากข้าพเจ้าเรื่อยไป” (สดด.34:1) ไม่ว่าจะเป็นช่วงใดของวัน และไม่ขึ้นกับว่าเราอยู่ที่ใด ทุกเวลานั้นก็เป็นเวลาที่สมควรแก่การสรรเสริญพระเจ้าเสมอ
สดด.35:28 แล้วลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่า ถึงความชอบธรรมของพระองค์ และจะสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ
สดด.104:33 ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า
ประการที่ห้า จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเราจะสรรเสริญพระเจ้าในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายไปเสียหมด? คำตอบนั้นอาจเป็นเสียงสะท้อนที่มาจากยอดเขาว่า “ใช่แล้ว” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมผู้เผยพระวจนะนามว่าฮาบากุกได้ให้ข้อเตือนใจที่ช่วยให้การเยียวยารักษาในยามที่ทุกสิ่งดูเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ว่า
“แม้ต้นมะเดื่อไม่มีดอกบาน หรือเถาองุ่นไม่มีผล ผลมะกอกเทศก็ขาดไป ทุ่งนามิได้เกิดอาหาร ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก และไม่มีฝูงวัวที่ในโรง ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า“ (ฮบก.3:17-18) ถ้าแปลงข้อความข้างต้นให้เป็นอารมณ์ร่วมสมัยก็อาจจะได้ความว่า
“แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่มีเสถียรภาพ และอัตราการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าลัทธิสังคมนิยมจะแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และผู้ก่อการร้ายก็ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น แม้ว่ารถจะเสียและภรรยาของข้าพเจ้าจะต้องรออยู่ในเมือง แม้ว่าลูกของข้าพเจ้าเพิ่งจะแขนหัก และประกันสุขภาพก็หมดอายุพอดี ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า” ไม่ใช่ว่าเราจะต้องแกล้งทำเป็นสรรเสริญพระเจ้าในยามที่มีความทุกข์หนัก แต่นั่นเป็นเวลาที่เราจำเป็นที่จะต้องยกเสียงของเราขึ้นสรรเสริญพระเจ้า นั่นเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้เราถวายโมทนาพระคุณในทุกๆ สถานการณ์ที่เราเผชิญ
|