• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด


เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน


“ฮาเลลูยา” และ “สรรเสริญ”

อาจเป็นวลีที่คริสเตียนใช้บ่อย จนกลายเป็นความเคยชินท่ามกลางคนที่เชื่อพระเจ้า แต่ถ้าจะถามว่าเมื่อกล่าว “สรรเสริญพระเจ้า” นั้น แต่ละคนหมายความว่าอย่างไร อาจมีหลายคนที่ตอบไม่ได้แม้จะอยู่ในคริสตจักรที่เห็นความสำคัญของการสรรเสริญพระเจ้าในการนมัสการ การที่คริสเตียนเติบโตอยู่ในชุมชนคริสตจักรที่มีการสรรเสริญและนมัสการพระเจ้า นับเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราไหลไปกับการนมัสการได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีความเข้าใจในเรื่องการสรรเสริญในแง่มุมต่างๆ จะช่วยเหลือผู้ที่นมัสการให้ก้าวข้ามไปสู่มิติใหม่ในการนมัสการด้วยความเข้าใจและกระตือรือร้น นอกจากนี้ยังจะเป็นผลให้เราดำเนินชีวิตด้วยความชื่นชมยินดีมากขึ้นอีกด้วย

เข้าใจคำว่า”สรรเสริญ”

นิยามหลักของคำว่า “สรรเสริญ” ในพระคัมภีร์มาจากคำฮีบรูว่า “ฮาลาล” (Halal) หมายถึงการเปล่งเสียงที่ชัดเจน การพูดอวดโอ้ การส่งเสียงร้องโห่กึกก้อง การสรรเสริญเป็นเรื่องของการแสดงความคิดจิตใจออกมาเป็นคำพูด การสรรเสริญจึงเกี่ยวข้องกับความคิด ความตั้งใจ และอารมณ์ของเราด้วย กษัตริย์ดาวิดผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า”(สดุดี 103:1) “...จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่”(สดุดี 146:1-2)

การแสดงออกของจิตใจในการสรรเสริญพระเจ้าเช่นนี้ มีปรากฏในอาการต่างๆ ในพระคัมภีร์ เช่น การร้องเพลงสรรเสริญ (สดุดี 47:6-7) การโห่ร้องถวายพระเจ้า (สดุดี 47:1) การตบมือ (สดุดี 47:1) การยกมือขึ้น (สดุดี 134:2) การเต้นรำ (สดุดี 150:4) การคุกเข่าและการกราบลง (สดุดี 95:6) การสรรเสริญด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ เช่น แตร พิณ รำมะนา เครื่องสายและปี่ ฉิ่งและฉาบ (สดุดี 150)

 

หลายครั้งเราอาจแสดงออกด้วยอาการเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ เราตอบสนองที่ประชุมนมัสการในวันอาทิตย์ได้เป็นธรรมชาติของเราในการแสดงออกเช่นนี้ในชีวิต แม้ว่าเราอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องตบมือหรือต้องยกมือแต่เราก็ไม่ลังเลที่จะตอบสนอง เช่น การร้องเพลง “ยกมือของท่าน” ที่ประชุมก็จะยกมือทันที แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่เราไม่อยากสรรเสริญพระเจ้า และการสรรเสริญอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำ เราอาจยกมือขึ้นอย่างเสียไม่ได้เพราะถูกเชื้อเชิญจากผู้นำนมัสการให้ยกมือขึ้น หรืออาจเปล่งเสียง “สรรเสริญพระเจ้า” อย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกเชิญชวนจากธรรมาสน์ของเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าพร้อมกัน ทำให้เราต้องยกมือขึ้นเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าพร้อมกัน ทำให้เราต้องยกมือขึ้นหรือเปล่งเสียงตะโกนโห่ร้องตามที่ถูกสั่งมาจากธรรมาสน์ตามคนรอบข้างไปด้วยกัน การที่เราอาจตอบสนองการนมัสการด้วยการสรรเสริญแบบนี้อาจเป็นเรื่องที่บางคนรู้สึกถูกบีบบังคับ เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ถูกบังคับให้กินนม ซึ่งอาจเป็นความจำเป็นสำหรับคริสเตียนที่เพิ่งเติบโตฝ่ายวิญญาณ แม้จะมีความรู้สึก “ฝืนและฝืด” บ้างก็เป็นสิ่งที่สนับสนุนชีวิตการสรรเสริญนมัสการของเราในวัยที่เริ่มโตเช่นนั้นได้

 

ผู้นำนมัสการจึงอาจจำเป็นต้องเชื้อเชิญจากธรรมาสน์บ้างเป็นครั้งคราวเพื่อช่วยเหลือคนให้เริ่มต้นรู้จักการนมัสการ ในไม่ช้าทุกคนก็เริ่มตระหนักในการมีส่วนร่มในการยกมือ ตบมือ และร้องสรรเสริญพระเจ้า กล่าว “ฮาเลลูยา” ได้โดยไม่ต้องมีผู้กำกับจากเวทีนมัสการ เมื่อทุกคนเริ่มมีชีวิตนมัสการและสรรเสริญที่ไหลออกมาจากชีวิต คนที่เข้ามาในที่ประชุมก็จะสัมผัสว่าเป็นธรรมชาติในการแสดงออก ในชุมชนคริสตจักรที่นมัสการ ถ้าเรามองย้อนหลังไปในชีวิตการสรรเสริญพระเจ้า เราจะรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างมากมายที่เป็นสิทธิพิเศษจริงๆ ถ้าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่รู้จักการนมัสการและสรรเสริญพระเจ้านั้นย่อมเป็นข้อได้เปรียบเทียบ ที่ทำให้ชีวิตคริสเตียนเติบโตอย่างเหมาะสมโดยพลวัติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในแง่มุมต่างๆ ที่ทุกคนจะสัมผัสและ “ติดต่อกัน” ได้ง่ายขึ้นโดยชีวิตปกตของชุมชน

 

เมื่อเราเข้าใจการสรรเสริญพระเจ้าในทุกแง่มุม ก็แน่ได้ว่าเราจะเข้าไปสู่มิติใหม่ของการนมัสการและเราจะมีความชื่นชมยินดีในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรา แต่ “การนมัสการ” และ “การสรรเสริญ”เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรหรือ ? เพราะเหตุไรเราจึงสรรเสริญพระเจ้า อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การสรรเสริญเป็นการแสดงออกด้วยอาการต่างๆ เช่น ตบมือ โห่ร้อง การใช้เครื่องดนตรี การเต้นรำ การเปล่งเสียง สิ่งเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นสิ่งมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราในการรู้จักพระเจ้า การที่เราได้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นคำพูดหรือการกระทำ โดยตระหนักถึงพระลักษณะและฤทธิ์เดชของพระองค์ในใจที่สอดคล้องกับสิ่งที่กระทำนั้น จะทำให้เราสนใจอยู่ที่พระองค์ในใจที่สอดคล้องกับสิ่งที่กระทำนั้นจะทำให้เราสนใจอยู่ที่พระเจ้า แทนที่เราจะมัวหมกมุ่นกับปัญหาหรือตัวบุคคลที่สร้างปัญหา และคิดแต่ปัญหาของตัวเองเพราะความรักตัวเองหรือสงสารตัวเอง การนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าทำให้เราย้ายศูนย์กลางความสนใจไปอยู่ที่พระเจ้า การสรรเสริญพระเจ้าทำให้เราไม่เป็นกังวลเกี่ยวกับตัวเราเอง

 

ในทางภาคปฏิบัติการสรรเสริญพระเจ้ายังช่วยเราในการเปลี่ยนโฟกัสไปสู่ความสำนึกว่าพระเจ้าเป็นผู้ใดโดยการตระหนักว่าพระองค์เป็นอย่างไรและพระองค์ทำอะไร การขอบคุณพระเจ้าโดยความสำนึกบุญคุณว่าพระเจ้าทำอะไรเพื่อเรา ทำให้เราสรรเสริญพระองค์เพราะพระลักษณะดีเลิศประเสริฐของพระองค์และทำให้นำไปสู่การนมัสการ การนมัสการด้วยการถวายตัวเพราะว่าการยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าการสรรเสริญพระเจ้า เป็นการแสดงออกของการเคารพนับถือในคุณงามความดีของพระเจ้าและความเมตตาของพระองค์ต่อทุกอย่างในชีวิตของเรา การกล่าวคำสรรเสริญพระเจ้าจึงเป็นการบอกกล่าวสารภาพว่าพระองค์สมควรได้รับเกียรติและคำยกย่อง การถวายสรรเสริญพระเจ้านับเป็นผลแห่งริมฝีปากที่เป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้าด้วยคำพูด แห่งความรักยกย่องพระองค์โดยรวบรวมความคิดเกี่ยวกับความจริงทุกอย่างที่เรารู้จักเกี่ยวดับพระองค์แล้วโดยพระราชกิจของพระองค์ที่เริ่มต้นจากกางเขน

หากเรารู้จักพระเจ้ามากขึ้น เราก็จะพบว่าการสรรเสริญพระเจ้าสามารถขยายขอบเขตไปได้เกินความคิดจินตนาการของเรา เราอาจแสดงความยำเกรงพระเจ้าด้วยคำพูดสรรเสริญพระนามของพระเจ้า ดังสดุดี 115:1 ที่กล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า มิใช่แก่เหล่าข้าพระองค์ มิใช่แก่เหล่าข้าพระองค์ พระเจ้าข้า แต่ขอถวายพระสิริแด่พระนามของพระองค์” ในการสรรเสริญพระเจ้า เราจึงพูดอวดพระนามของพระเจ้าเสมอๆ ในสดุดี 35:28 กล่าวว่า “แล้วลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่า ถึงความชอบธรรมของพระองค์”แสดงถึงแบบอย่างชีวิตการสรรเสริญพระเจ้า ที่เราจะบอกเล่าถึงความชอบธรรมของพระองค์เป็นปกติชีวิตของเรา นอกจากนี้เรายังอาจสรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระหัตถกิจของพระองค์ที่เกินความเข้าใจ ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “จงสรรเสริญพระองค์ เพราะกิจอันฤทธานุภาพของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ ตามความยิ่งใหญ่อย่างมากของพระองค์” (สดุดี 150:2)

พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้และมนุษย์ พระเจ้าสร้างทุกอย่างทั้งสิ่งที่มีและไร้ชีวิต เราสรรเสริญพระเจ้าได้ตั้งเรื่องเล็กระดับอณูที่มองไม่เห็น เช่นอิเล็กตรอนที่เป็นแหล่งของไฟฟ้าที่ตำเป็นในยามที่ต้องการแสงสว่างจนถึงดวงดาวที่ประดับท้องฟ้าในยามค่ำคืน ดวงอาทิตย์ที่ทอแสดงเจิดจรัสยามกลางวัน เราสรรเสริญพระองค์ได้ตั้งแต่การทรงสร้างในระดับกาแลกซี่ขนาดใหญ่มหึมา นอกจานี้ผู้เขียนสดุดียังบอกเราอีกว่า เราสรรเสริญพระวจนะของพระองค์ได้อีกด้วย “ในพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะของพระองค์ ในพระเจ้า ผู้ซึ่งข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะของพระองค์ “ (สดุดี 56:10) เราสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้า เพราะว่าพระวจนะของพระองค์นั้นรอบคอบและฟื้นฟูจิตใจ ..กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอนมั่นใจได้ เพราะว่าพระวนจะนั้นทำให้คนรู้น้อยกลับมีปัญญา (สดุดี 19:7) ...พระวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง และกระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์ ...พระวจนะของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์และกระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง (สดุดี 19:8) ...กฎหมายของพระเจ้านั้นสัตย์จริงและชอบธรรมทั้งสิ้น (สดุดี 19:9) นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราสามารถนำมาสู่การสรรเสริญได้ เราควรตระหนักในทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และทุกสิ่งที่เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ เพื่อเราจะไม่รีบเร่งในการสรรเสริญพระเจ้า จนการนมัสการกลายเป็นเครื่องกลที่ถูกโปรแกรมไว้ตามที่กำหนดโครงสร้างเวลาพบพระเจ้า เราควรใช้เวลาอย่างเพียงพอที่จะใคร่ครวญพระเจ้า และเข้าสู่การสรรเสริญพระเจ้าในทุกอิริยาบถในช่วงเวลานมัสการด้วยการจดจ่อที่พระเจ้า เปล่งเสียงสรรเสริญด้วยคำพูด ร้องเพลงและแสดงออกด้วยท่าทางต่างๆ ด้วยความรู้สึกที่ตระหนักคุณค่าในพระเจ้าจากความจริงในจิตใจ การสรรเสริญพระเจ้า 2 แบบ หนังสือสดุดีนับเป็นคูมือชีวิตการสรรเสริญที่คริสเตียนสามารถเข้าใจและเรียนรู้ได้จากชีวิตของดาวิด และเราอาจกล่าวสรุปกว้างๆ เป็น 2 ประเด็นจากแบบอย่างของดาวิด การสรรเสริญพระเจ้ามี 2 แบบ คือการสรรเสริญที่เป็นลักษณะธรรมชาติชีวิต และการสรริเสริญที่เป็นเครื่องบูชา  การสรรเสริญที่เป็นลักษณะธรรมชาติชีวิต ในสดุดี 103 เป็นพระคัมภีร์ตอนหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากดาวิดอย่างมากมายในการสรรเสริญพระเจ้า เราสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระราชกิจอันทรงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงอภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของเรา (สดุดี 103:3) ...เราสรรเสริญที่พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ไถ่ชีวิตของเราออกจากปากแดนคนตาย (สดุดี 103:4) ...พระเจ้าทรงให้เราอิ่มด้วยของดีตลอดชีวิตของเรา (สดุดี 103:5)

นอกจากสดุดี 103 แล้วยังมีพระคัมภีร์อีกมากมายหลายตอนที่ทำให้เราเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าในแง่มุมต่างๆ อีกมากที่เป็นเหตุให้เราสรรเสริญพระเจ้าเช่น พระเจ้าทรงยุติธรรม พระองค์ทรงแก้แค้นคนอธรรมและผู้ที่บีบบังคับแทนเราพระเจ้าเป็นผู้พิพากษายุติธรรมและมิได้เพิกเฉยต่อสิ่งใด พระเจ้าทรงยกโทษบาปแก่ผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสำนึกผิดและกลับใจใหม่ พระเจ้ารงกริ้วข้า อุดมด้วยความรัก มิได้ปรักปรำเรา เมื่อเราทำผิดและสารภาพบาป พระองค์ทรงรักษาพันธสัญญาต่อผู้ทรงยำเกรงพระเจ้าโดยสำนึกผิดและกลับใจใหม่ พระเจ้าทรงกริ้วช้า อุดมด้วยความรัก มิได้ปรักปรำเรา เมื่อเราทำผิดและสารภาพบาป พระองค์ทรงรักษาพันธสัญญาต่อผู้ที่รักษาสัญญาต่อพระองค์ พระองค์ทรงครอบครองทุกสิ่งในทุกสถานที่พระเจ้าพิพากษาคนทั้งโลก และพระเจ้าจะทำลายคนอธรรมในบึงไฟนรกแน่ ถ้าไม่กลับใจใหม่และเชื่อฟังวางใจในพระเจ้าผู้ช่วยเขาให้รอด... ทุกสิ่งที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้น ก็เพื่อเราจะไม่ลืมพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อเราตระหนักว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่มหิทธิฤทธิ์เพียงใด พระองค์ทรงกระทำอะไรเพื่อความรอดของเขา เราคงหยุดสรรเสริญมิได้ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และสิ่งที่พระองค์กระทำต่อชีวิตของเรานี่เอง ที่กระตุ้นเร้าภายในจิตใจเราให้อยากสรรเสริญพระองค์ ความรู้สึกและอารมณ์ของเราถูกกระตุ้นด้วยการสัมผัสความจริงเหล่านี้และเราจึงสรรเสริญพระเจ้าเป็นลักษณะธรรมชาติชีวิตของเราโดยปกติ การสรรเสริญพระเจ้าที่เป็นลักษณะธรรมชาติชีวิตเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอารมณ์ความรู้สึกในตัวของเราเอง ..เรารู้สึกอยากสรรเสริญพระเจ้า และเราก็จะตอบสนองด้วยอารมณ์ในการสรรเสริญพระองค์ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติชีวิต เหมือนดังน้ำที่ไหลออกมาจากตาน้ำใต้ดิน การสรรเสริญพระเจ้าเช่นนี้จึงเป็นสิ่งทีถูกปลดปล่อยเป็นธรรมชาติที่เป็นความชื่นชมยินดีในพระเจ้าเต็มด้วยอารมณ์ความรู้สึกในการสรรเสริญพระเจ้าเพราะสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำทั้งสิ้น แต่อย่างที่กล่าวมาแล้ว เราคงมีประสบการณ์ร่วมกันว่า ในหลายครั้งที่เดียวเราไม่อยากสรรเสริญพระเจ้า ถ้าเราตอบสนองพระเจ้าในการสรรเสริญพระเจ้า ถ้าเราตอบสนองพระเจ้าในการสรรเสริญพระองค์โดยเพียงการตอบสนองด้วยอารมณ์และความรู้สึกเท่านั้น ในบางครั้งที่เป็นเช่นนั้น เราเองก็จะถูกขโมยเอาบางสิ่งออกไปจากชีวิตที่ดำเนินกับพระเจ้า เพราะเรามิได้ตระหนักถึงอีกแง่มุมหนึ่งในการสรรเสริญที่เป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า  การสรรเสริญที่เป็นเครื่องบูชา ฮีบรู 13:15 กล่าวหนุนใจคริสเตียนไว้ว่า “เหตุฉะนั้นให้เราถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไป (เรื่อยไป) โดยทางพระองค์นั้น...” คำว่า “เครื่องบูชา” ในที่นี้หมายถึง การถวายชีวิต การพลีชีวิต แสดงถึงว่าต้องมีการฆ่า หรือตาย นั่นคือเราต้องตั้งอารมณ์ตายโดยตรึงความรู้สึกที่มาต่อสู้กับการเราจะสรรเสริญพระเจ้า เมื่อเรารู้สึกไม่อยากสรรเสริญพระเจ้านั้นเราจะต้องสรรเสริญพระเจ้าโดยการเชื่อฟังพระวจนะ และเริ่มกล่าวหรือแสดงออกในการสรรเสริญพระเจ้าอย่างที่เป็นการตัดสินใจเป็น “คำสรรเสริญที่เป็นเครื่องบูชา” แด่พระองค์ โดยนัยเช่นนี้ การสรรเสริญพระเจ้าส่วนนี้จึงมิได้ก่อมาจากอารมณ์และความรู้สึกที่เราเป็นอยู่ในเวลานั้น แต่มาจากการตัดสินใจของเราที่เชื่อฟังพระวจนะเป็นความตั้งใจและเป็นความเต็มใจของเรา ถ้าเราเป็นอ่านหนังสือสดุดีอย่างตั้งใจเราจะพบคำว่า “ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” เต็มไปหมดความกว่า 200 ครั้ง กุญแจแห่งชีวิตที่สรรเสริญพระเจ้าของดาวิดคือ การสรรเสริญพระเจ้าไม่เพียงแต่เมื่ออารมณ์ดี ความรู้สึกดีและอยากจะสรรเสริญพระเจ้าเท่านั้น ดาวิดตั้งใจฆ่าอารมณ์และความรู้สึกที่เข้ามาขัดขวางความปรารถนาในการสรรเสริญพระเจ้าของตนและเข้าไปสู่การสรรเสริญพระเจ้าอย่างเป็นเครื่องบูชา โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” ...เมื่อสถานการณ์รอบข้างทำให้เราหดหู่และท้อแท้ใจ จนไม่อยากสรรเสริญพระเจ้า ก็ให้เราเลียนแบบดาวิด บอกกับตัวเองว่า “ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” แล้วให้เราก้าวข้ามจากคนที่ชอบสรรเสริญเฉพาะเวลาที่มีอารมณ์ดีและความรู้สึกดีเท่านั้น มาสู่การถวายบูชาด้วยคำสรรเสริญพระเจ้า

การที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีอารมณ์และมีความรู้สึกได้นั้นนับเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราสามารถรู้จักพระเจ้าได้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกของเรา แต่ถ้าหากในยามที่ไม่มีอารมณ์ที่จะสรรเสริญ ไม่อยากสรรเสริญเพราะความรู้สึกยังไม่ดีอยู่ เราก็ควรเรียนรู้ที่จะรู้จักพระเจ้าด้วยการสรรเสริญพระองค์เป็นเครื่องบูชาด้วยการเชื่อฟังตัดสินใจด้วยความเต็มใจเช่นกัน...จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด ! การสรรเสริญพระเจ้าในแง่มุมที่เป็นเครื่องบูชาเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่ให้พลังในการดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างเกินความเข้าใจ เพราะการสรรเสริญที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าการเจิมเหนือเสราฟิมในนิมิตของอิสยาห์ (อิสยาห์ 6) ...ยิ่งใหญ่กว่าการเจิมที่ลูซิเฟอร์ผู้ที่เคยอยู่กับเครูบผู้พิทักษ์ตั้งแต่ยังอยู่ในส่วนเอเดนของพระเจ้าได้รับ (เอเสเคียล 28:12-19) ...มันน่าเสียดายที่ลูซิเฟอร์ผู้ที่ถูกสร้างมาอย่างงามสรรพและสมบูรณ์แบบปราศจากตำหนิได้กระทำบาปชั่วร้ายโดยตั้งใจ เพราะความผยองขึ้นในความงามและสติ ปัญญาของตน จึงเป็นเหตุให้ลูซิเฟอร์รำพึงในใจว่า “ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ข้าจะตังพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงสุดนั้น ...ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด” (อิสยาห์ 14:12-14) ความคิดจิตใจของลูซิเฟอร์ที่เต็มด้วยความหยิ่งยโสได้ทำให้ลูซิเฟอร์ไม่อยากเข้าไปสู่การถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าอีกต่อไป ผลก็คือการถูกทำลายและการล้มลงในปั้นปลาย ...แต่ของคุณพระเจ้าที่ปัจจุบันคนเริ่มต้นเข้าใจ และเข้าสู่การสรรเสริญเป็นเครื่องบูชา ผู้ที่กล่าว่า “ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” ก็กำลังดำเนินไปสูความสมบูรณ์มากขึ้นโดยการเติบโตขึ้นในการสรรเสริญที่มาจากความตั้งใจของเขา ผลของการสรรเสริญพระเจ้า ผลของการสรรเสริญพระเจ้า ทั้งโดยลักษณะธรรมชาติชีวิตที่ถูกกระตุ้นจากการรู้จักพระเจ้า ร่วมกับการสรรเสริญพระเจ้าที่เป็นเครื่องบูชา จะส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างมหัศจรรย์ เพราะว่าพระเจ้าจะตอบสนองคำสรรเสริญของประชากรของพระองค์ สดุดี 22:3 กล่าวว่า “พระเจ้าประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล” เมื่อเราสรรเสริญพระเจ้านั้น พระองค์จะสถิตอยู่ด้วยและการอัศจรรย์จะเกิดขึ้นได้ในชุมชนของพระเจ้า พระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ได้เมื่อทุกคนเข้าสู่การประชุมนมัสการด้วยคำ สรรเสริญพระเจ้า การที่ที่ประชุมตระหนักในการทรงสถิตของพระเจ้าเช่นนี้ นับเป็นที่ช่วยพาทุกคนในที่ประชุมให้ก้าวข้ามจากมิติของการสรรเสริญไปสู่มิติแห่งการนมัสการที่ตะหนักในการสถิตอยู่ของพระเจ้าทึ่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าก็อาจได้พบพระคุณพระเจ้าเพราะการสัมผัสและการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการประชุมนมัสการของคริสเตียนที่สรรเสริญพระเจ้าได้ การนมัสการและการสรรเสริญ การนมัสการและการสรรเสริญนั้นเป็นสิ่งที่มีความคาบเกี่ยวกัน แต่มิได้เป็นสิ่งเดียวกัน ถ้าจะกล่าวง่ายๆ การสรรเสริญนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการ การสรรเสริญเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางความคิด จิตใจ เป็นคำพูดและการกระทำออกมาภายนอก แต่โดยการนมัสการเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกด้วยจิตวิญญาณที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า


คำว่า “นมัสการ” ในภาษาฮีบรูที่ว่า “ชัคคาห์” (shachah) มีความหมายว่า แสดงถึงการก้มกราบเพื่อแสดงความเคารพพระเจ้า ส่วนภาษากรีกใช้คำว่า “พรอสคูนีโอ” (peoskuneo) ซึ่งให้ความหมายว่าเป็นการก้มกราย การหมอบกราบ การเคารพบูชา การประจบประแจง หรือการจูบ เหมือนกับอาการสุนัขเลียมือเจ้าของ ...จากความหมายเช่นนี้จะเห็นได้ว่าการนมัสการเป็นสามัคคีธรรมที่สนิทสนมด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ เป็นเรื่องของพระเจ้ากับผู้ที่ถูกสร้าง การนมัสการไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ที่เกี่ยวข้องเพียงเรื่องร่างกาย แม้ว่าเรามีปาก มีมือ มีเข่า และมีขา ที่ทำให้เราพูดได้ ก้มกราบลงถึงดินได้ หรือเต้นรำได้ และการนมัสการมิได้เกี่ยวข้องกับเราเพียงเรื่องความคิดจิตใจ แม้เราจะมีความรู้สึกนึกคิด เพราะเราถูกสร้างมาให้มีสมองคิดได้ มีสติปัญญาที่วิเคราะห์เป็น...พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ พระเจ้าไม่มีร่างกายและ พระเจ้าไม่มีจิตใจ แม้ว่าพระคัมภีร์จะชอบบรรยายพระลักษณะพระเจ้าด้วยภาพพจน์ที่เข้าใจได้ ด้วยสรีระแบบมนุษย์ เพราะเป็นเครื่องช่วยสื่อสารบุคลิกพระเจ้าได้อย่างดี เราก็ต้องกลับมาในจุดที่เราต้องตระหนักว่า พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และเราต้องนมัสการ ด้วยจิตวิญญาณ และความจริง การนมัสการพระเจ้านั้น จึงเป็นการแสดงออกที่มาจากความสัมพันธ์ฝ่ายวิญญาณของมนุษย์กับพระเจ้า ...”พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง” (ยอห์น.4:24)

เมื่อเราสรรเสริญพระเจ้า ทั้งโดยธรรมชาติชีวิตที่ได้รับการกระตุ้นจากความคิด จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ร่วมกับการสรรเสริญพระเจ้าเป็นเครื่องบูชานั้น เราจะถูกยกขึ้น และพาไปสู่ความตระหนักในโลกฝ่ายวิญญาณที่ชัดเจนขึ้น มีการเผชิญหน้ากันกับพระเจ้า ในการนมัสการเกิดขึ้น ความสัมพันธ์กับพระเจ้าในความบริสุทธิ์ และความรัก จะถูกพัฒนาขึ้นในสภาวะเช่นนี้ เราจะเรียนรู้จักการสามัคคีธรรมของพระเจ้ากับเรา และเรากับพระเจ้า ในเวลานั้น เราจะมีความรู้สึกสัมผัสในฝ่ายวิญญาณ เช่นเดียวกันกับอิสยาห์ หรือโมเสส ที่เห็นพระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงเป็น เราจะตระหนักว่า เรายืนอยู่ท่ามกลางความบริสุทธิ์ของพระองค์ในชีวิตของเรา เพราะเราตระหนักว่าเราเป็นคนไม่บริสุทธิ์เหมือนประสบการณ์ของอิสยาห์ ถ้าหากการประชุมนมัสการใด สามารถพาคนผ่านจากการสรรเสริญไปสู่การนมัสการได้เช่นนี้ เราจะเข้าไปสู่ความจริงที่ว่า เวลามิได้เป็นอุปสรรค์ต่อไป เราจะนมัสการนานๆ ได้โดยไม่รู้สึกเมื่อย เราจะพบว่าสถานที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อไป ในการสามัคคีธรรมกับพระองค์ เครื่องดนตรีและนักร้องรวมทั้งผู้นำนมัสการก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการนมัสการต่อไป ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การได้สามัคคีธรรมกับพระเจ้าในเวลานั้น สิ่งต่างๆรอบตัวจะไม่เป็นเรื่องที่กวนใจเรา เพราะว่าเรากำลังสามัคคีธรรมกับพระเจ้าในฝ่ายวิญญาณ ความใกล้ชิดสนิทสนมในฝ่ายวิญญาณของเรากับพระเจ้านี้เอง ที่ทำให้เราได้รับการเล้าโลมใจและการเสริมกำลังในฝ่ายวิญญาณ เป็นความสดชื่นที่เราได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ เราไม่สามารถหาภาพเปรียบเทียบจากความสัมพันธ์ใดๆ ในโลก มาทดแทนความเข้าใจความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อย่างถูกต้องครบถ้วน แต่ผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้า สามารถมีประสบการณ์เช่นนี้ได้ เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้นในการนมัสการโดยเริ่มจาก การสรรเสริญพระเจ้า ที่พัฒนาขึ้น ทั้งในลักษณะของธรรมชาติชีวิต ที่เรียนรู้ได้จากแบบอย่างในพระคัมภีร์ ร่วมกับการสามัคคีธรรมในคริสตจักร ที่สอนการสรรเสริญและนมัสการ และเรียนรู้จัก การสรรเสริญจนกลายเป็นเป็นเครื่องบูชาของเราในที่สุด