• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
PDF พิมพ์ อีเมล

ความเชื่อที่มองเห็นได้

เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน


           บันทึกเหตุการณ์ใน มะระโก 2:1-3 นับเป็นเรื่องราวที่สอนให้เรามองออกมาจากความสำเร็จในภาพรวม เพื่อเราจะเริ่มตระหนักถึงความต้องการของคนบางคนรอบตัวเราในสังคมที่อยู่ ความเชื่อที่คนอื่นเห็นได้ หลายครั้งเมื่อเราประสบความสำเร็จบางอย่างในภาพรวม เรามักจะลืมความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงเสียสิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานในโลกหรืองานในคริสตจักร เราก็มีประสบการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ในคริสตจักรที่มีคนจำนวนมากได้รับความรอดในแต่ละสัปดาห์นั้น คนส่วนใหญ่มักเคยชินที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า


           แต่ก็เป็นไปได้ที่เขาเหล่านั้นอาจจะลืมบางคนอย่างเจาะจงที่ต้องการได้รับความรอด คริสเตียนมักตื่นเต้นยินดีที่พบในรายงานข่าวพันธกิจจากทุกมุมโลกว่ามีคนมาถึงความรอดทุกวันมากมาย ดังเช่นที่อาฟริกามีคนถึง 16,000 คนได้รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกวัน องค์กรคริสตียนต่างๆ มีสถิติงดงามที่แสดงให้เห็นถึงภาพรวมที่ทำให้เราตื่นเต้น คริสตจักรกำลังมีการจำเริญเติบโตอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย ความสำเร็จในภาพรวมเหล่านี้อาจดึงดูดความสนใจของเราไปจากสิ่งที่เป็นความต้องการในท้องถิ่นที่เราอยู่ได้ มองออกจากความสำเร็จในภาพรวมสู่ความต้องการของสังคมที่มีอยู่ บันทึกเหตุการณ์ใน มะระโก 2:1-3


           นับเป็นเรื่องราวที่สอนให้เรามองออกมาจากความสำเร็จในภาพรวม เพื่อเราจะเริ่มตระหนักถึงความต้องการของคนบางคนรอบตัวเราในสังคมที่อยู่ ที่นี่ก็เช่นกันยังมีคนหลายล้านๆในกรุงเทพฯ กำลังต้องการความสนใจจากคริสตจักรท้องถิ่นที่อยู่ในกรุงเทพ เราสรรเสริญพระเจ้าสำหรับคนที่ได้รับการบำบัดรักษาโรคให้หายด้วยการอัศจรรย์ เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับคนหลายพันคนที่ได้เข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้าในแต่ละปีที่กรุงเทพฯ


           แต่เราก็ควรให้จิตใจเราเผาผลาญอยู่เสมอสำหรับคนอีกมากมายที่ยังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเรื่องราวของพระเยซู หากจะดูเปอร์เซ็นต์คริสเตียนไทยในปัจจุบันแล้วข้าพเจ้าก็สามารถจะบอกท่านได้ว่าคริสตจักรไทยยังมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องกระทำอย่างเจาะจงที่นี่

มะระโก 2:1-3 1 "ครั้นล่วงไปหลายวัน พระองค์ได้เสด็จไปในเมืองคาเปอรนาอุมอีก และคนทั้งหลายได้ยินว่าพระองค์ประทับที่บ้าน 2 และคนเป็นอันมากมาชุมนุมกันจนไม่มีที่จะรับ จะเข้าใกล้ประตูก็ไม่ได้ พระองค์จึงเทศนาข่าวนั้นให้เขาฟัง 3 แล้วมีคนนำคนง่อยคนหนึ่งมาหาพระองค์ มีสี่คนหาม" ในพระวจนะพระเจ้าตอนนี้ข้าพเจ้าอยากชี้ให้เห็นถึงท่าทีของคนสี่คนที่ถูกกล่าวถึงนี้ เพื่อจะนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตของคริสตจักร ในบริบทนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในการประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า เพื่อนำคนให้กลับใจเสียใหม่มาเชื่อข่าวประเสริฐ พระองค์เทศนาสั่งสอนในธรรมศาลา ทรงรักษาคนเจ็บป่วยเป็นอันมาก พระองค์ทรงขับผีหลายผี พระองค์เสด็จไปในที่ต่างๆทั่วแคว้นกาลิลี พระองค์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเป็นอันมากเมื่อรู้ว่าพระองค์จะไปที่ใดคนเหล่านั้นก็จะพากันติดตามพระองค์ไปกันอย่างมากมาย ที่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองคาเปอรนาอุมมีคนมาชุมนุมกันเป็นอันมากจนไม่มีที่จะรับ คนจะเข้ามาทางประตูก็ไม่ได้ ไม่มีที่พอที่จะให้แม้เพียงอีกหนึ่งคนที่จะเข้ามาได้ ขณะที่พระเยซูกำลังเทศนาข่าวเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าอยู่นั้นมีชายสี่คนที่เห็นพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์แล้วและได้ตระหนักถึงความต้องการการช่วยเหลือของคนง่อยอีกคนหนึ่งด้วย เขาจึงได้พยายามพาคนง่อยนั้นเพื่อที่จะไปให้ถึงพระเยซูให้จงได้


           หลายคนอาจจะเคยเห็นคนได้รับความรอดมากมายในคริสตจักร เห็นคนมากมายมาชุมนุมกันจนแน่นห้องประชุม จนต้องเพิ่มรอบนมัสการเป็นวันละหลายรอบในวันอาทิตย์เพื่อจะสามารถช่วยเหลือคนที่ต้องการได้มากขึ้น เมื่อเห็นพระราชกิจของพระเยซูที่มีคนเป็นอันมากได้รับการบำบัดรักษาให้หาย ได้เห็นการอัศจรรย์ที่ทำให้คนมาถึงแผ่นดินสวรรค์ทุกวันๆมากมาย ทุกคนคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าสรรเสริญความดีและความรักของพระองค์ในทุกหย่อมหญ้าไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดในโลก เราจะพบภาพเช่นนี้ในคริสตจักรของพระองค์


           แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นคนจำนวนมากก็อาจจะตื่นเต้นกับความสำเร็จและการอวยพระของพระเจ้าในพระราชกิจสำหรับมวลชนในโลกนี้ จนลืมที่จะให้ความสำคัญกับบางคนบางกลุ่มอย่างเจาะจง เราอาจมีความตื่นเต้นท่ามกลางความสำเร็จในการเห็นคนจำนวนมากมารับความรอด แต่อาจจะไม่รู้สึกตระหนักมากนักในความต้องการของคนที่ยังเหลืออยู่ในปัญหา และต้องการความช่วยเหลือจากพระเยซู คนเหล่านั้นเปรียบเหมือนกับคนง่อยที่ต้องการคนอื่นที่เข้าใจความต้องการของเขามาช่วยให้เขาได้มาพบกับพระเยซู มีนิมิตและเป้าหมายเดียวในภาพรวม ชายสี่คนนั้นเขามาร่วมกันด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในเป้าหมายเดียวร่วมกัน เขามีงานเฉพาะที่จะต้องร่วมกันทำอย่างเฉพาะเจาะจง คือคนง่อยคนหนึ่งที่เขารู้จักเขามีหน้าที่ที่จะต้องพาคนง่อยคนนั้นมาหาพระคริสต์ นั่นไม่ใช่งานที่ยากลำบากจนเกินไปนักในการที่จะหามคนง่อยคนหนึ่งมาหาพระเยซู แต่สี่คนนั้นจะต้องเป็นภาชนะที่เต็มใจให้พระเจ้าใช้เพื่อการนั้น เขารู้ว่าพระเยซูทรงเป็นนายแพทย์ที่ประเสริฐและยิ่งใหญ่ เขารู้ว่างานที่เขาจะต้องทำในเวลานั้นคือการช่วยเหลือคนอื่นที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ชายสี่คนนั้นมีความเชื่อและรู้ว่าลำพังพวกเขาสี่คนไม่อาจช่วยคนง่อยได้ แต่พระเยซูทรงช่วยได้คนทั้งสี่คนต้องร่วมไม้ร่วมมือกันในการที่จะหามคนง่อยไปหาพระเยซู สำหรับทุกคนที่รู้จักพระเยซูคริสต์แล้วจะซาบซึ้งดีว่าพระองค์ทรงเป็นความหวังอย่างเดียวของโลกนี้


           ปัญหาต่างๆที่เราพบอยู่โดยทั่งไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ตาม จะไม่มีทางพบคำตอบที่แท้จริงหากอยู่นอกพระคริสต์ เราตระหนักถึงความต้องการพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นความหวังเดียวของทุกคนในทุกเรื่อง พระเยซูทรงเป็นความหวังของคนหมดโลกและเป็นความหวังของคนในประเทศไทยทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด พระเยซูทรงเป็นความหวังของคนที่นี่เช่นเดียวกับคนที่อาฟริกา การรับใช้ของเราก็คือการพาคนที่ต้องการคำตอบนั้นมาสู่ความหวังนิรันดร์ในพระเยซู


           ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามไม่ว่าจะอยู่ในงานรับใช้ประเภทใดก็ตาม ถ้าสิ่งนั้นมิได้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนพา คนง่อย คนที่มีความต้องการบางอย่าง หรือคนที่ขาดความหวังในชีวิตมาสู่ชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ งานรับใช้นั้นก็มิใช่งานที่จะเกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้าไม่ว่าเราจะถูกส่งออกไปเป็นส่วนใดในที่ใดๆก็ตาม ขอให้เราระลึกว่าการประสบความสำเร็จในงานรับใช้ของเราคือการพาเอาพระคริสต์ที่เป็นความหวังของโลกนี้ไปสู่คนทั้งปวง และก่อนที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จในการทำงานใดๆก็ตามเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจปรัชญาในงานนั้นๆอย่างถ่องแท้เสียก่อน เอาชีวิตใส่ลงไปในงานนั้นๆ กำหนดขอบเขตเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง สำรวจตนเองว่ากำลังทำอะไรอยู่และกำลังมุ่งไปที่ใด


           ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวว่ากำลังทำไปเพื่ออะไร เราก็คงจะไม่รู้ว่าตนเองยืนอยู่ตรงจุดไหนในน้ำพระทัยพระเจ้าเป็นงานที่เป็นพระประสงค์หรือไม่ เราไม่ควรทำงานแบบคนไร้จุดหมายปลายทาง ทำงานลวกๆไปวันๆหนึ่งหากเป็นเช่นนั้นเราอาจจะทำงานอย่างมากมายแต่ไม่ได้เกิดผลอะไรมากนัก คนของพระเจ้าควรเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีเป้าหมายท่ามกลางโลกใบนี้ แม้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลก็ให้เรามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์ เพื่อจะมุ่งไปสู่นิมิตและเป้าหมายเดียวกันร่วมกันรับใช้ในพระวรกายของพระคริสต์เหมือนชายสี่คนที่หามคนง่อยนั้นที่เขามีเป้าหมายร่วมกัน แต่ละคนนั้นได้มอบถวายชีวิตเพื่อเป้าหมายเดียวกันในการพาคนง่อยมาหาพระคริสต์ มีความตั้งใจทำบางอย่างให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อไปสู่เส้นชัย ถ้าหากเราเป็นนักกีฬาวิ่งแข่งแทนที่เราจะมองดูเส้นชัยที่จะไปถึง แต่เรากลับถูกดึงดูดความสนใจไปสู่สิ่งที่อยู่รอบข้างเราก็อาจไปไม่ถึงเส้นชัยนั้น ในการรับใช้พระเจ้าเพื่อช่วยคนง่อยของโลกนี้ก็เข่นกัน ถ้าเรามัวแต่สนใจเรื่องรอบๆข้างอย่างไร้นิมิตที่เป็นเป้าหมายร่วมกันแล้วเราจะรับใช้ด้วยความล้มเหลว


           เหมือนกับการอ่านหนังสือ หากเรากำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่แล้วจู่ๆก็มีเพื่อนมาบอกว่าพบหนังสือดีเล่มหนึ่ง เราก็ทิ้งหนังสือเล่มแรกทั้งที่ยังอ่านไม่จบไปอ่านเล่มนั้น เมื่อมีคนมาบอกว่ามีเล่มอื่นที่น่าสนใจกว่าเราก็ทำแบบเดิมกับหนังสือเล่มที่สองสุดท้ายเราก็กลายเป็นคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มใดจบเลย ทั้งๆที่หลักการแห่งความสำเร็จที่เราต้องการนั้นอาจจะอยู่ในท้ายหนังสือเล่มแรกที่เราอ่านก็ได้ รับใช้อยู่ใน มุมมองของตนเอง และสนับสนุนกันและกันในการรับใช้ ในการที่เราจะประสบความสำเร็จในงานรับใช้นั้นนอกจากเราจะต้องมีนิมิตร่วมอย่างชัดเจน ไม่ยอมให้สิ่งอื่นๆมาดึงดูดความสนใจของเราไปจากนิมิตในการพาคนอย่างเจาะจงไปหาพระคริสต์


           เรายังต้องเรียนรู้จักทำงานให้เสร็จสิ้นเป็นชิ้นๆไปโดยยอมอยู่ในที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมาย การที่เราจะทำสิ่งใดให้สำเร็จร่วมกันนั้น แต่ละคนจะต้องพร้อมที่จะอยู่ใน มุมมองของตนเอง ลองนึกภาพของชายสี่คนที่หามคนง่อยไปหาพระเยซูนั้น แต่ละคนจะต้องรู้ว่าคนง่อยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ คนป่วยในยามที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้นั้นจะดูเหมือนหนักกว่าปกติแต่ละคนจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยทำหน้าที่ได้รับมอบหมายพร้อมที่จะอยู่ในมุมของตนเองไม่แก่งแย่งกัน แต่สนับสนุนกันจนกว่างานจำสำเร็จ


           ชายทั้งสี่คนจะต้องยืนอยู่ในมุมทั้งสี่ของแคร่หรือเสื่อที่ใช้หามคนง่อยนั้นในมุมของตนแต่ละคนไป ถ้ามีสักสองคนเยื้อแย่งกันมาอยู่ในมุมเดียวกันแม้อีกสองคนจะอยู่ในมุมของตน การทำงานหามคนง่อยนั้นก็อาจไม่ราบรื่นนัก สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นอุปสรรคในการที่จะทำให้งานบริหารขาดระบบระเบียบได้นั้นคือการที่ผู้ร่วมงานไม่ยอมอยู่ในมุมของตนเอง ในการบริหารคริสตจักรขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบระเบียบนั้นมักจะล้มเหลวได้ เมื่อแต่ละคนไม่ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องยืนอยู่ในที่ของตน บางคนคิดว่าตนอาจจะมีความสามารถที่จะทำงานที่สำคัญกว่างานที่ได้รับมอบหมายหรือรู้สึกไม่ชอบงานที่ตนเองรับผิดชอบอยู่แล้วก็ทิ้ง มุม ของตนเองไปเสีย ถ้าแต่ละคนมีความคิดเช่นนี้งานก็จะล้มเหลวได้ เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการแก่งแย่งกันแต่ควรรับใช้กันและกันด้วยความปรารถนาที่จะให้งานของเราแต่ละคนนั้นสนับสนุนงานของผู้อื่น และให้งานของผู้อื่นมาสนับสนุนงานของเราแต่ละคนที่กระทำอะไรก็ตามในมุมของตนเองที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันนั้น ก็ควรทำด้วยวิญญาณแห่งการลิงโลดทำด้วยสติปัญญาทั้งสิ้นและด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ และให้เราแต่ละคนทำอย่างดีที่สุดแม้ในสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด ให้เรากระทำทุกอย่างอย่างดีเลิศจริงๆเมื่อเราได้ไปถึงเป้าหมายแล้วทุกคนก็จะมีความตื่นเต้น


           ชายสี่คนนั้นอยู่ในมุมของตนเองหามคนง่อยไปหาพระคริสต์ เมื่อมาถึงบ้านที่พระเยซูอยู่นั้นเขาไม่ได้ยินเสียงพระเยซูเขาเห็นแต่มหาชนอยู่รอบพระเยซูล้นออกมานอกบ้าน ที่นั่นมีคนมากมายที่เป็นอุปสรรคเขาไม่สามารถพาคนง่อยฝ่าฝูงชนไปข้างในได้ขอบพระคุณพระเจ้าที่เราทั้งหลายคงมีประสบการณ์เช่นเดียวกันนั้นในงานรับใช้ เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับปัญหาทุกสิ่งได้เพราะปัญหานั้นจะมาทดสอบว่าเราผูกพันลึกซึ้งแค่ไหนในนิมิตร่วม ถ้าไม่มีปัญหาเราคงไม่รู้ว่าใครเป็นอย่างไรผูกพันกันอย่างจริงจังแค่ไหน


           ก่อนที่ทุกคนจะพบปัญหานั้นทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โอ…ข้าพเจ้าจะทำ ข้าพเจ้าจะรับใช้พระเจ้า ข้าพเจ้าจะพาคนที่บ้านมาหาพระเยซูเหมือนกับชายสี่คนที่บอกคนง่อยว่าเรารักท่านมากจะหามท่านไปพบพระเยซู เพื่อท่านจะได้รับการรักษาให้หาย ทุกคนตื่นเต้นในขณะนั้น ถ้าไม่มีปัญหาเสียแล้วเราคงตื่นเต้นได้ไม่ยากแต่การที่มีปัญหานั้นก็กลายเป็นสิ่งที่มาทดสอบความผูกพันใจของเราในนิมิตของที่ได้รับมาและทำให้เราเรียนรู้ว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ถ้าไม่เผชิญกับปัญหา


           นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงนั้นเขาจะต้องทุ่มเทในการทดลองนับร้อยนับพันครั้งก่อนที่เขาจะได้รับความสำเร็จสักอย่างหนึ่ง นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงของโลกนี้ต้องลงทุนมหาศาลและแม้เขาต้องเผชิญความล้มเหลวเขาก็ได้พยายามต่อไป เขาทั้งหลายรู้ว่ามีปัญหาแต่ก็ยังมีความพยายามหาทางออกเพื่อไปสู่เป้าหมายของเขา เมื่อรับใช้พระเจ้าจงจำไว้ว่าจะพบปัญหาและเมื่อจะต้องเผชิญปัญหาใดก็ตามให้เรามองปัญหาเหมือนข้อสอบที่เราต้องสอบและเมื่อต้องสอบเราจะต้องสอบให้ผ่าน เมื่อเผชิญปัญหาเราจะต้องไม่ยอมให้ปัญหานั้นมาทำให้เราล้มเหลวไป เราจะต้องมีความสำเร็จในทางของพระเจ้า เราจะต้องมีความสำเร็จในงานของเรา เมื่อเรามีเป้าหมายเราจะต้องไม่ยอมให้ปัญหาใดๆมาเป็นเครื่องฉุดรั้งเราไว้ เราจะพบวิธีที่จะมีชัยเหนือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้เรามีความพยายามที่จะค้นหาทางเพื่อจะสามารถมีชัยเหนืออุปสรรคทั้งปวงได้ ให้เราทำลายกำแพงที่กั้นขวางตัวเรากับแผ่นดินแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าให้หมดสิ้นไป


           ให้เราลองนึกภาพของชาวอิสราเอลที่กำลังมุ่งไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา เมื่อเขาเข้ามาใกล้ชิดดินแดนนั้นมากขึ้นเท่าใดเขาก็ยิ่งพบว่ากำแพงเมืองเยรีโคสูงมากขึ้น และรากฐานของกำแพงนั้นก็ลึกมากประตูเมืองก็แข็งแกร่ง พวกเขาจะเข้าไปในเมืองนั้นได้อย่างไร เขาใช้เวลากว่า 40 ปีกว่าจะมาถึงที่นี่และนั่นก็เป็นเพียงก้าวสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ดินแดนพันธสัญญา แล้วเราจะทำอย่างไรกับงานของเราและกับนิมิตของเรา เมื่อพูดถึงงานรับใช้และนิมิตของคริสตจักรก่อนที่เราจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายโดยนิมิตร่วมกันนั้น ถ้าเราเผชิญแรงกดดันจากปัญหาที่เข้ามาเราจะต้องทำอย่างไร? …เราจะหันหลังกลับไปที่เดิมและบอกว่าทำอะไรไม่ได้แล้วหรือ?


           …จะมีบางคนกล่าวว่า นึกแล้วเชียวว่าไม่มีทางทำได้ …แต่ว่าเราจะสามารถทำได้ เราไม่ควรตกใจและรู้สึกไม่มั่นคงเพราะเรารู้และวว่าปัญหาคือสิ่งที่มาทดสอบความผูกพันใจของเรา …เราไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยความพินอบพิเทาว่า ขอโทษด้วย เราพยายามดีที่สุดแล้ว เรามีความสัตย์ซื่อแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกินความสามารถที่เราจะรับเอาไว้ได้ ที่จริงแล้วคำเหล่านี้คือคำแก้ตัวของเราเพื่อจะบอกว่า ปัญหานี้ใหญ่เกินไปและเราไม่สามารถควบคุมได้ เราทำสุดความสามารถของเราแต่ก็ไม่สามารถจะมุ่งต่อไปข้างหน้าได้ นี่ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้าแต่เป็นเพราะสภาพรอบด้านนั้นมันมาขัดขวางเรา ในความเป็นจริงแล้วเราต้องระลึกเสมอว่าไม่ว่าจะเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด พระเจ้าก็เป็นผู้ทรงอนุญาตให้อุปสรรคเหล่านั้นเกิดขึ้น สำหรับคนที่มีความเชื่อในพระเจ้าจะไม่มีอะไรเลยที่เป็นไปไม่ได้ในพระเจ้า ถ้าเรายังมีความเชื่อเราก็สามารถมีทางออกได้เสมอ มีความเชื่อริเริ่มในยุทธวิธีใหม่ๆ


           ท่านเห็นหรือไม่ว่าเมื่อเผชิญปัญหาคนสี่คนที่หามคนง่อยนั้นได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงมัทธิว เราไม่พบว่ามีสักตอนหนึ่งที่จะมีเรื่องราวของคนที่ปีนหลังคาบ้านหรือดาดฟ้าหลังคาตึกเพื่อจะหน่อนแคร่คนป่วยลงมาเหนือพระเยซู ในมาระโกจึงเป็นครั้งแรกที่เรื่องแบบนี้มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ทำให้เราได้รับบทเรียนในเหตุการณ์นี้อีกประการหนึ่งคือ มีบางคนแก้ปัญหาของเขาด้วยวิธีการที่แปลกแตกต่างไปจากคนอื่น เป็นไปได้ที่เราอาจจะทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยกระทำมาก่อนเลย เช่นการพัฒนายุทธวิธีในการทำงานรับใช้พระเจ้าในรูปแบบที่ไม่เคยมีกลุ่มหรือคณะใดกระทำมาก่อน


           …ขณะที่เราเข้าเฝ้าพระเจ้า พระองค์อาจสำแดงวิธีการเฉพาะเพื่อการนำพระเยซูไปถึงคนที่เรารักในสังคมปัจจุบัน เราอาจได้รับวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของคริสตจักรทึ่เราไม่เคยพบในประวัติศาสตร์คริสตจักรมาก่อน ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ควรพร้อมที่จะเริ่มต้นด้วยความคิดริเริ่มที่จะกระทำในสิ่งที่แปลกใหม่เพื่อพระเจ้า สิ่งที่ชายสี่คนทำนั้นดูเป็นเรื่องแปลกและเป็นสิ่งใหม่เพราะไม่มีผู้ใดทำอย่างนั้นมาก่อน แต่ก็มิใช่สิ่งที่ผิดเพี้ยนกฏบัญญัติของพระเจ้า เราต้องเข้าใจว่าในสิ่งที่แปลกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคยอยู่ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามหากมิได้ขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า การเคลื่อนตัวเพื่อออกไปกระทำสิ่งนั้นก็เป็นการสำแดงความเชื่อที่เรามี พฤติกรรมของเรานั้นจะแสดงออกถึงความเชื่อที่เรามีในพระเจ้า การเผชิญปัญหาเป็นโอกาสที่เราจะสามารถยกย่องพระเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเห็นว่าปัญหาของเราใหญ่กว่าพระเจ้าเราก็มิได้มีความเชื่อเลย


           ถ้ามหาชนเหล่านั้นสามารถที่หยุดยั้งชายสี่คน ในการพาคนง่อยไปหาพระเยซูคริสต์ เขาเหล่านั้นก็มิได้มีความเชื่อ แต่การที่เขาเจอปัญหาก็เป็นสิ่งที่ท้าทายให้เขาแก้ปัญหา การตั้งใจอย่างแน่วแน่และหนักแน่นไปสู่เป้าหมายทำให้เขาได้รับความสำเร็จ เขาพาคนง่อยมาหาพระเยซูคริสต์ได้สำเร็จ พระองค์ทรงเป็นความเชื่อของชายสี่คนนั้น ความเชื่อที่คนอื่นเห็นได้ แท้จริงแล้วความเชื่อมิได้เป็นสิ่งที่เราสามารถปกปิดไว้ได้ ความเชื่อเป็นสิ่งที่ทุกคนจะเห็นได้วิธีการเผชิญปัญหาของเราจะแสดงให้เห็นว่าแท้จริงเรามีความเชื่อหนักแน่นเพียงใด ท่ามกลางเราทั้งหลายเมื่อเราพูดคุยกันถึงโปรแกรมคริสตจักรหรือเรื่องปัญหาบางอย่างที่เราเผชิญกันอยู่ในคริสตจักรก็อย่าให้คนอื่นเห็นความสงสัยของเราเลย แต่ให้คนอื่นเห็นความเชื่อที่เรามีก็จะดีกว่า ให้เราซ่อนความสงสัยของเราในทางตรงข้ามให้เราสำแดงความเชื่อให้คนอื่นได้เห็น


           จริงอยู่ที่เราอาจจะมีข้อสงสัยบางอย่าง อาจมีปัญหาบางอย่างที่กำลังขบคิดอยู่ แต่เราก็ไม่อยากให้พี่น้องของเราเห็นความสงสัยของเราสิ่งที่อยากจะแสดงออกให้คนอื่นได้เห็นคือความเชื่อที่เรามี เมื่อพูดถึงโปรแกรมต่างๆ การขยายคริสตจักรต้องปรารถนาที่จะให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเราเห็นความเชื่อที่เรามีเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าความเชื่อเป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ดังนั้นถ้าเราสามารถเห็นความเชื่อในกันและกัน ความเชื่อของเราก็จะทวีคูณขึ้น ถ้าผู้นำเห็นความเชื่อของศิษยาภิบาล ถ้าศิษยาภิบาลเห็นความเชื่อได้เห็นความเชื่อในผู้นำแต่ละคน สมาชิกได้เห็นความเชื่อของผู้นำ ผู้นำได้เห็นความเชื่อของสมาชิก ทั้งคริสตจักรก็จะจำเริญขึ้นในความเชื่อ พระเยซูก็จะทรงเห็นความเชื่อของเราด้วยเหมือนที่พระองค์ทรงเห็นในชายสี่คนนั้น เราต้องตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างที่จะไม่มีใครเห็นชีวิตที่ขาดความเชื่อของเราเลย แม้เราจะยังจำกัดแต่เราก็จะให้การขาดความเชื่อนั้นอยู่แต่ในเพียงใจของเราเท่านั้น


           เราจะต้องขับไล่ความสงสัยออกไปจากใจของเราจะไม่พูดถึงข้อสงสัยไม่คิดถึงมัน จะไม่แสดงออกมา จะไม่เลี้ยงเมล็ดพันธ์แห่งความสงสัยไว้ในใจ ถ้าเราไม่ไปรดน้ำให้กับมันสุดท้ายความสงสัยก็จะตามจากไปเอง ถ้าท่านมีความเชื่อและสำแดงความเชื่อนั้นออกมา หมั่นบำรุงรักษาและทำให้มันเจริญเติบโตขึ้น พูดถึงความเชื่อของท่านให้คนอื่นได้ยิน ความเชื่อของท่านก็จะเจริญเติบโตขึ้นความสงสัยก็จะตายจากไปแล้วท่านจะทำให้คนอื่นเห็นความเชื่อของท่าน และพระเจ้าจะกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ผ่านทางชีวิตของท่าน เหมือนดังที่พระเยซูเห็นความเชื่อของชายสี่คนที่หามคนง่อยนั้นแล้ว


           พระองค์ก็ตรัสบอกคนง่อยว่าบาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว นั่นคือสิ่งที่เป็นความปรารถนาของเราทั้งหลายเช่นกัน เราอยากพาคนทั้งหลายมาเพื่อรับการยกโทษบาปจากพระเจ้า โลกนี้ต้องการการยกโทษบาปและเราก็ต้องการการยกโทษบาปภายในตัวของเราเอง เราต้องการการบำบัดรักษาความเจ็บปวดในจิตใจและรับเอาสันติสุขจากพระคริสต์เข้ามาเป็นของเรา เราจำเป็นต้องยกโทษแก่กันและกันเพื่อจะไม่มีใจข่มขื่นต่อกัน หากเราแบกเอาความข่มขื่นเอาไว้ในชีวิตเพราะเหตุที่มีบางคนกระทำผิดต่อเรา ไม่เห็นคุณค่าของเราเจ้าทำลายจิตใจของเราแล้วจดจำไว้ในใจของเรา เราก็ทำลายตนเอง แต่ถ้าเรายกโทษความผิดของผู้อื่นที่กระทำต่อเราไม่จดจำมาใส่ใจ และยอมรับการยกโทษบาปจากผู้อื่นและจากพระเจ้าในระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องทั้งปวง ยอมรับตัวเองในสภาพที่เป็นอยู่ และยอมรับผู้อื่นในสภาพที่เข้าเป็นอยู่ในทุกอย่างที่เป็นข้อผิดพลาดและล้มเหลวในอดีตเราจะสามารถมีความสุขและสันติสุขได้

ขอพระเจ้าอวยพรครับ