คำสอนเกี่ยวกับ ตะลันต์

เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
มัทธิว 25:14-30
และยังเปรียบเหมือน ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ 15คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์[ เงินหนึ่งตะลันต์ มีค่าประมาณสองหมื่นบาท ] คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคน แล้วท่านก็ไป 16คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขายทันที ได้กำไรเท่าตัว 17คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรเท่าตัวเหมือนกัน 18แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้ 19ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น 20คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า 'นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์' 21นายจึงตอบว่า 'ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด' 22คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า 'นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์' 23นายจึงตอบว่า 'ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด' 24ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่า 'นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็ง เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย 25ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน ดูเถิด นี่แหละเงินของท่าน' 26นายจึงตอบว่า 'อ้ายข้าชั่วช้าและเกียจคร้าน เจ้าก็รู้หรือว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย 27เหตุฉะนั้นเจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย 28เพราะฉะนั้น จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ 29ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา 30เอาอ้ายข้าชาติชั่วช้าไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน'[ ตั้งแต่ข้อ 14-30 ดู ลก.19:11-27 ]
คำนำ
ผู้หญิงคนหนึ่งใน U.S.A. ชื่อ “มาร์ธา เบอรี่” เธอมีนิมิตเรื่องการดูแลเด็กยากจน เธอเริ่มต้นตั้งโรงเรียน ไม่มีหนังสือ ไม่มีอาคารเรียน ไม่มีเงิน แต่เธอมีความฝัน เธอไปหา “เฮนรี่ ฟอร์ด” เพื่อขอบริจาคเงิน เฮนรี่ ฟอร์ด หยิบกระเป๋าเงินออกมา ให้เงินเธอ 1 ดอลล่าร์ คนส่วนใหญ่ดูแคลนเธอ เพราะแม้แต่เศรษฐีอย่าง เฮนรี่ ฟอร์ด ยังให้เงินกับเธอเพียงดอลล่าร์เดียว แต่มาร์ธาก็รับเงินมาและนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมา 1 ซอง และปลูกลงในดิน เมื่อมันโตขึ้น เธอก็ขาย และซื้อเมล็ดพันธุ์ผักเพิ่มขึ้นและปลูกใหม่ จนในที่สุดเธอสามารถซื้ออาคารเรียนเก่าๆ ได้หนึ่งหลังเพื่อเด็กๆ ของเธอ เธอกลับไปหา เฮนรี่ ฟอร์ด ใหม่ และกล่าวว่า “มาดูเงิน 1 ดอลล่าร์ของคุณซิคะ” และเหตุการณ์นี้ประทับใจ เฮนรี่ ฟอร์ด มาก และเขาก็บริจาคเงินให้เธอ 1,000,000 ดอลล่าร์ สำหรับโรงเรียนของเธอ
“คุณทำอะไรบ้างกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับคุณไว้ในชีวิตนี้”
คริสเตียนไม่ใช่ศาสนาที่คุณเพียงแต่มาโบสถ์ทุกสัปดาห์ คริสเตียนไม่ใช่การมีส่วนร่วมเฉพาะนั่งดูสิ่งต่างๆ แต่ทำสิ่งต่างๆ, มีส่วนร่วมตามของประทาน ใช้ของประทานที่พระองค์ให้กับคุณไว้ ในปัจจุบันคริสตจักรส่วนใหญ่มีสมาชิก 20% ที่มีส่วนร่วมในงาน 80% ของคริสตจักร
คำอุปมาเป็นเรื่องเปรียบเทียบที่พระเยซูทรงยกขึ้นเป็นบทเรียนชีวิตสำหรับเรา เพื่อเราจะดำเนินชีวิตอย่างฉลาด และถูกต้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า พระเยซูทรงเปรียบคริสเตียนเป็นเหมือนทาส เราเป็นทาสของพระเจ้า
1 คร.4:1 ให้ทุกคนถือว่าเราเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ และเป็นผู้อารักขาสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า
1. เราได้รับของประทานทุกคน (ข้อ 14-15)
1.1 เราได้รับของประทานที่มีคุณค่า (ข้อ 14)
“ทรัพย์สมบัติ” หรือ “ตะลันต์” มีค่าประมาณ 20,000 บาท
5 ตะลันต์ = 100,000 บาท
2 ตะลันต์ = 40,000 บาท
1 ตะลันต์ = 20,000 บาท
นักศาสนศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า เงินตะลันต์มีค่าประมาณ 6,000 เดนาริอัน หรือ ต้องทำงานถึง 16 ปี ดังนั้น มันมีค่ามาก
1.2 เราได้รับของประทานแตกต่างกัน (ข้อ 15)
พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนมาอย่างเจาะจง ของประทานของเรามิใช่เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้าที่ให้อย่างเจาะจงสำหรับเรา พระองค์ให้เราดูแลให้มันงอกเงยขึ้นมา เพิ่มพูนขึ้นมา คริสตจักรเป็นสถานที่เราจะใช้ของประทานของเรา ของประทานของเราแตกต่างกัน ทั้งชนิดและขนาด ตามพระคุณของพระเจ้า
- รม.12:6-7 6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน
พระเจ้าทรงทราบดีว่าเราควรมีของประทานอะไร ทรงรู้ว่าของประทานอะไรที่เหมาะสำหรับเรา เป็นเอกสิทธิของพระองค์ เราไม่มีสิทธิที่จะบ่นและต่อว่าพระเจ้า เพราะพระเจ้ารู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเราเอง และเราควรเห็นคุณค่าของประทานในคนอื่นๆ เช่นกัน
2. เราได้รับเวลาในการใช้ของประทานเท่าเทียมกัน (ข้อ 15)
“ท่านก็ไป” = พระเยซูทรงจากไปเพื่อออกเดินทางไป ไปที่ไหน? ไปเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเรา และจะกลับมา
- ยน.14:1-4 1“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า[ หรือ จงวางใจในพระเจ้า ] จงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น”
ความเชื่อเรื่องพระเยซูจะกลับมาอีกครั้ง เป็นสิ่งที่เราควรตระหนักไว้ในใจให้ดี สำคัญมาก
4 ประการที่สำคัญในเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซู
1. พระเยซูตรัสเอง
- ยน.14:3 หลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4
- มธ.24:30 30เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็น บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก
- มธ.25:31 31“เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์ เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์
- มก.13:26 26ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย
- ลก.21:27 27เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ ทรงฤทธานุภาพ และพระสิริเป็นอันมาก
2. พระคัมภีร์ยืนยัน
- กจ.1:11 11สองคนนั้นกล่าวว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น”
- 1 ธส.1:10 10และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์ ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย คือพระเยซูผู้ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น
- วว.1:7 7ดูเถิด พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวง และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์จะเห็นพระองค์ และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์ จะเป็นไปอย่างนั้น อาเมน
3. พวกสาวกรอคอยสิ่งนี้
- 1 ธส.1:10 10และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์ ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย คือพระเยซูผู้ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น
4. คนบาปจะเยาะเย้ยสิ่งนี้
- 2 ปต.3:3-4 3จงรู้ข้อนี้ก่อนคือ ในกาลสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้น และประพฤติตามใจปรารถนาของตน 4และจะถามว่า “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่เหมือนเป็นอยู่ตั้งแต่เดิมทรงสร้างโลก”
3. เราต้องเพิ่มพูนของประทานนั้น (เราต้องใช้ของประทานนั้น) (ข้อ 16-18)
หลักธรรมดา “หลักการใช้และไม่ใช้” หากใช้จะเพิ่มพูน ไม่ใช้จะสูญเสียไป พระเยซูทรงให้ตะลันต์ไว้กับเรา พระองค์คาดหวังว่า เราจะใช้สิ่งนี้เพื่อ
1. เพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้า
2. เพื่อใช้กับพี่น้องของเรา
3. เพื่อให้เราเติบโตขึ้นในตนเอง
การใช้ของประทานเหมือนการใช้อวัยวะของร่างกาย
- รม.12:4-7 4เพราะว่า ในร่างกายอันเดียวนั้น เรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆมิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด 5พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น 6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน
4. จะได้รางวัลกับการใช้ของประทานนั้น (ข้อ 19)
- เราจะได้รับอะไร
4.1 คำชมเชย (ข้อ 21, 23)
เราควรแสวงหาการสรรเสริญจากพระเจ้ามากกว่าคำสรรเสริญจากมนุษย์
- รม.2:29 29คนที่เป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณมิใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ มนุษย์ไม่สรรเสริญ
เราควรทำตัวให้พระเจ้าพอพระทัย
- 2 คร.5:9 9เหตุฉะนั้นเราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์
เราควรให้เกียรติ, นับถือคนที่พระเจ้าทรงยกย่อง
- 2 คร.10:18 18เพราะคนที่ยกย่องตัวเองไม่เป็นที่นับถือของผู้ใด คนที่น่านับถือนั้นคือคนที่พระเจ้าทรงยกย่อง
4.2 ได้รับการเลื่อนความรับผิดชอบให้สูงขึ้น
เราจะได้รับรางวัลแน่นอน
- มธ.10:40-42 40 “ผู้ที่รับท่านทั้งหลายก็รับเรา และผู้ที่รับเราก็รับพระองค์ที่ทรงใช้เรามา 41ผู้ที่รับผู้เผยพระวจนะ เพราะเป็นผู้เผยพระวจนะ ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้เผยพระวจนะพึงได้รับ และผู้ที่รับผู้ชอบธรรมเพราะเป็นผู้ชอบธรรม ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้ชอบธรรมพึงได้รับ 42และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่ง ให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่ม เพราะเป็นศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนนั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้”
ในคำอุปมาของพระเยซู มีเรื่องที่ได้รับรางวัลเสมอ เช่น
บ่าวสัตย์ซื่อ / ไม่สัตย์ซื่อ
- ลก.12:41-48 41 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ได้ตรัสคำเปรียบนั้นแก่พวกข้าพเจ้าหรือ หรือตรัสแก่คนทั้งปวง” 42องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ใครเป็นคนต้นเรือนสัตย์ซื่อและฉลาด ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกคนใช้สำหรับแจกอาหารตามเวลา 43เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น บ่าวผู้นั้นก็จะเป็นสุข 44เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน 45แต่ถ้าบ่าวนั้นจะคิดในใจว่า 'นายของข้าคงจะมาช้า' แล้วจะตั้งต้นโบยตีบ่าวชายหญิงและกินดื่มเมาไป 46นายของบ่าวผู้นั้นจะมาในวันที่เขาไม่คิด ในโมงที่เขาไม่รู้ และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่เขาให้ไปอยู่กับคนที่ไม่สัตย์ซื่อ 47บ่าวนั้นที่ได้รู้ใจนายและมิได้เตรียมตัวไว้ มิได้กระทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก 48แต่ผู้ที่มิได้รู้ แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย ผู้ใดได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมากและผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก
เงินมินา
- ลก.19:11-27 17พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า 'ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด' 18คนที่สองมาทูลว่า 'พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา' 19พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า 'เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด' 20อีกคนหนึ่งมาทูลว่า 'พระเจ้าข้า นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ 21เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน
4.3 ได้รับความยินดี (ข้อ 23)
วันหนึ่งจะมีการแยกแกะออกจากแพะ
- มธ.25:32 32บรรดาประชาชาติต่างๆ จะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวก เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ
คำว่า “ความยินดี” = feast (งานเลี้ยง)
- ลก.13:29 29จะมีคนมาจากทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ จะมาร่วมสำรับในแผ่นดินของพระเจ้า
- วว.19:9 9และทูตสวรรค์องค์นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า “จงเขียนไว้เถิดว่า ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลาย ที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก” และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า”
การพิพากษามี 2 ครั้ง
1. สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในพระเยซู
2. สำหรับผู้ที่เชื่อ
- รม.14:10 10แต่ตัวท่านเล่า เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน หรือท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า
- รม.14:12 12ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า
- 2 คร.5:10 10เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว
- มธ.10:15 15เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในวันพิพากษานั้น โทษของเมืองโสโดม และเมืองโกโมราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น
- วว.20:15 15และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ
5. การลงโทษ (ข้อ 20-26)
ปัญหาของคนที่ได้รับ 1 ตะลันต์
1. ทัศนะผิดๆ เกี่ยวกับพระเจ้า, ไม่รู้จักพระเจ้า
2. ทัศนะผิดเกี่ยวกับอนาคต, เขาเห็นแก่ปัจจุบันเท่านั้น
3. เขาไม่ใช้ของประทานเลย
สรุป
เราเกิดมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของนาย เพิ่มพูนให้นาย มิได้วัดที่มีมากเท่าไร แต่วัดที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
|