• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default color
  • cyan color
  • red color

www.weloveworship.com

Member Area
headertext3.jpg
คำสอนเกี่ยวกับ ตะลันต์ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณ


คำสอนเกี่ยวกับ ตะลันต์

 

  เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน

 

   มัทธิว 25:14-30


 และยังเปรียบเหมือน   ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ 15คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์[ เงินหนึ่งตะลันต์   มีค่าประมาณสองหมื่นบาท ]    คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว   ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป 16คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขายทันที   ได้กำไรเท่าตัว 17คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรเท่าตัวเหมือนกัน 18แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้ 19ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น 20คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า   ดูเถิด   ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์' 21นายจึงตอบว่า   'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด' 22คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า   ดูเถิด   ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์' 23นายจึงตอบว่า   'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด' 24ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่า   'นายเจ้าข้า   ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็ง   เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน   เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย 25ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน   ดูเถิด   นี่แหละเงินของท่าน' 26นายจึงตอบว่า   'อ้ายข้าชั่วช้าและเกียจคร้าน   เจ้าก็รู้หรือว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน   เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย 27เหตุฉะนั้นเจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร   เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย 28เพราะฉะนั้น   จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ 29ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ   แต่ผู้ที่ไม่มี  แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา 30เอาอ้ายข้าชาติชั่วช้าไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก   ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน'[ ตั้งแต่ข้อ  14-30   ดู ลก.19:11-27 ]


คำนำ


    ผู้หญิงคนหนึ่งใน U.S.A. ชื่อ “มาร์ธา  เบอรี่” เธอมีนิมิตเรื่องการดูแลเด็กยากจน  เธอเริ่มต้นตั้งโรงเรียน ไม่มีหนังสือ ไม่มีอาคารเรียน ไม่มีเงิน แต่เธอมีความฝัน เธอไปหา “เฮนรี่  ฟอร์ด” เพื่อขอบริจาคเงิน เฮนรี่ ฟอร์ด หยิบกระเป๋าเงินออกมา ให้เงินเธอ 1 ดอลล่าร์  คนส่วนใหญ่ดูแคลนเธอ เพราะแม้แต่เศรษฐีอย่าง เฮนรี่  ฟอร์ด ยังให้เงินกับเธอเพียงดอลล่าร์เดียว  แต่มาร์ธาก็รับเงินมาและนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมา 1 ซอง และปลูกลงในดิน เมื่อมันโตขึ้น เธอก็ขาย และซื้อเมล็ดพันธุ์ผักเพิ่มขึ้นและปลูกใหม่ จนในที่สุดเธอสามารถซื้ออาคารเรียนเก่าๆ ได้หนึ่งหลังเพื่อเด็กๆ ของเธอ เธอกลับไปหา เฮนรี่  ฟอร์ด ใหม่ และกล่าวว่า “มาดูเงิน 1 ดอลล่าร์ของคุณซิคะ” และเหตุการณ์นี้ประทับใจ เฮนรี่  ฟอร์ด มาก และเขาก็บริจาคเงินให้เธอ 1,000,000 ดอลล่าร์  สำหรับโรงเรียนของเธอ


“คุณทำอะไรบ้างกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับคุณไว้ในชีวิตนี้”


คริสเตียนไม่ใช่ศาสนาที่คุณเพียงแต่มาโบสถ์ทุกสัปดาห์ คริสเตียนไม่ใช่การมีส่วนร่วมเฉพาะนั่งดูสิ่งต่างๆ แต่ทำสิ่งต่างๆ, มีส่วนร่วมตามของประทาน ใช้ของประทานที่พระองค์ให้กับคุณไว้  ในปัจจุบันคริสตจักรส่วนใหญ่มีสมาชิก 20% ที่มีส่วนร่วมในงาน 80% ของคริสตจักร 


คำอุปมาเป็นเรื่องเปรียบเทียบที่พระเยซูทรงยกขึ้นเป็นบทเรียนชีวิตสำหรับเรา เพื่อเราจะดำเนินชีวิตอย่างฉลาด  และถูกต้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า พระเยซูทรงเปรียบคริสเตียนเป็นเหมือนทาส  เราเป็นทาสของพระเจ้า


1 คร.4:1  ให้ทุกคนถือว่าเราเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์  และเป็นผู้อารักขาสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า


1.    เราได้รับของประทานทุกคน (ข้อ 14-15)


    1.1     เราได้รับของประทานที่มีคุณค่า (ข้อ 14)


   “ทรัพย์สมบัติ” หรือ “ตะลันต์” มีค่าประมาณ 20,000 บาท
                5 ตะลันต์  =  100,000  บาท
                2 ตะลันต์  =     40,000  บาท
                1 ตะลันต์  =    20,000  บาท


   นักศาสนศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า เงินตะลันต์มีค่าประมาณ 6,000 เดนาริอัน  หรือ  ต้องทำงานถึง 16 ปี  ดังนั้น  มันมีค่ามาก


    1.2    เราได้รับของประทานแตกต่างกัน (ข้อ 15)


พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนมาอย่างเจาะจง  ของประทานของเรามิใช่เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้าที่ให้อย่างเจาะจงสำหรับเรา  พระองค์ให้เราดูแลให้มันงอกเงยขึ้นมา  เพิ่มพูนขึ้นมา   คริสตจักรเป็นสถานที่เราจะใช้ของประทานของเรา  ของประทานของเราแตกต่างกัน  ทั้งชนิดและขนาด  ตามพระคุณของพระเจ้า


- รม.12:6-7 6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน   ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา   คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ   ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ   ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน
 

พระเจ้าทรงทราบดีว่าเราควรมีของประทานอะไร ทรงรู้ว่าของประทานอะไรที่เหมาะสำหรับเรา เป็นเอกสิทธิของพระองค์ เราไม่มีสิทธิที่จะบ่นและต่อว่าพระเจ้า เพราะพระเจ้ารู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเราเอง  และเราควรเห็นคุณค่าของประทานในคนอื่นๆ เช่นกัน
 


2.    เราได้รับเวลาในการใช้ของประทานเท่าเทียมกัน (ข้อ 15)


“ท่านก็ไป”  =  พระเยซูทรงจากไปเพื่อออกเดินทางไป  ไปที่ไหน?  ไปเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเรา และจะกลับมา

- ยน.14:1-4 1“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย   ท่านวางใจในพระเจ้า[ หรือ   จงวางใจในพระเจ้า ]    จงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น”

ความเชื่อเรื่องพระเยซูจะกลับมาอีกครั้ง เป็นสิ่งที่เราควรตระหนักไว้ในใจให้ดี สำคัญมาก

           
          4 ประการที่สำคัญในเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซู


            1.    พระเยซูตรัสเอง


- ยน.14:3  หลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4

- มธ.24:30  30เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์   จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า   มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็น บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า   ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก

- มธ.25:31 31“เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์   เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์

- มก.13:26 26ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว   ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย

- ลก.21:27 27เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ   ทรงฤทธานุภาพ   และพระสิริเป็นอันมาก


            2.    พระคัมภีร์ยืนยัน


- กจ.1:11 11สองคนนั้นกล่าวว่า   “ชาวกาลิลีเอ๋ย   เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์   พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น   จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น”

- 1 ธส.1:10  10และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์   ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   คือพระเยซูผู้ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น
 
- วว.1:7   7ดูเถิด  พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ   และนัยน์ตาทุกดวง   และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์จะเห็นพระองค์   และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์   จะเป็นไปอย่างนั้น   อาเมน  


            3.    พวกสาวกรอคอยสิ่งนี้


- 1 ธส.1:10 10และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์   ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   คือพระเยซูผู้ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น


            4.    คนบาปจะเยาะเย้ยสิ่งนี้


- 2 ปต.3:3-4  3จงรู้ข้อนี้ก่อนคือ   ในกาลสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้น   และประพฤติตามใจปรารถนาของตน 4และจะถามว่า   “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน   เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว   สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่เหมือนเป็นอยู่ตั้งแต่เดิมทรงสร้างโลก”


3.    เราต้องเพิ่มพูนของประทานนั้น (เราต้องใช้ของประทานนั้น) (ข้อ 16-18)


หลักธรรมดา “หลักการใช้และไม่ใช้”  หากใช้จะเพิ่มพูน  ไม่ใช้จะสูญเสียไป  พระเยซูทรงให้ตะลันต์ไว้กับเรา พระองค์คาดหวังว่า เราจะใช้สิ่งนี้เพื่อ
        1.  เพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้า
        2.  เพื่อใช้กับพี่น้องของเรา
        3.  เพื่อให้เราเติบโตขึ้นในตนเอง

การใช้ของประทานเหมือนการใช้อวัยวะของร่างกาย
- รม.12:4-7  4เพราะว่า   ในร่างกายอันเดียวนั้น   เรามีอวัยวะหลายอย่าง   และอวัยวะนั้นๆมิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด 5พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น 6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน   ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา   คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ   ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ   ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน
 


4.    จะได้รางวัลกับการใช้ของประทานนั้น (ข้อ 19)


-  เราจะได้รับอะไร


    4.1    คำชมเชย (ข้อ 21, 23)


เราควรแสวงหาการสรรเสริญจากพระเจ้ามากกว่าคำสรรเสริญจากมนุษย์

- รม.2:29  29คนที่เป็นยิวแท้   คือคนที่เป็นยิวภายใน   และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ   ตามพระวิญญาณมิใช่ตามตัวบทบัญญัติ   คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ   มนุษย์ไม่สรรเสริญ


เราควรทำตัวให้พระเจ้าพอพระทัย

- 2 คร.5:9 9เหตุฉะนั้นเราตั้งเป้าของเราว่า   จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี   เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์


เราควรให้เกียรติ, นับถือคนที่พระเจ้าทรงยกย่อง

- 2 คร.10:18 18เพราะคนที่ยกย่องตัวเองไม่เป็นที่นับถือของผู้ใด   คนที่น่านับถือนั้นคือคนที่พระเจ้าทรงยกย่อง


    4.2     ได้รับการเลื่อนความรับผิดชอบให้สูงขึ้น

 

เราจะได้รับรางวัลแน่นอน

- มธ.10:40-42 40 “ผู้ที่รับท่านทั้งหลายก็รับเรา   และผู้ที่รับเราก็รับพระองค์ที่ทรงใช้เรามา 41ผู้ที่รับผู้เผยพระวจนะ  เพราะเป็นผู้เผยพระวจนะ   ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้เผยพระวจนะพึงได้รับ   และผู้ที่รับผู้ชอบธรรมเพราะเป็นผู้ชอบธรรม   ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้ชอบธรรมพึงได้รับ 42และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่ง   ให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่ม   เพราะเป็นศิษย์ของเรา   เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนนั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้”


ในคำอุปมาของพระเยซู  มีเรื่องที่ได้รับรางวัลเสมอ  เช่น

 

บ่าวสัตย์ซื่อ / ไม่สัตย์ซื่อ

 


- ลก.12:41-48 41 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์ได้ตรัสคำเปรียบนั้นแก่พวกข้าพเจ้าหรือ   หรือตรัสแก่คนทั้งปวง” 42องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า   “ใครเป็นคนต้นเรือนสัตย์ซื่อและฉลาด   ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกคนใช้สำหรับแจกอาหารตามเวลา 43เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น   บ่าวผู้นั้นก็จะเป็นสุข 44เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน 45แต่ถ้าบ่าวนั้นจะคิดในใจว่า   'นายของข้าคงจะมาช้า'   แล้วจะตั้งต้นโบยตีบ่าวชายหญิงและกินดื่มเมาไป 46นายของบ่าวผู้นั้นจะมาในวันที่เขาไม่คิด   ในโมงที่เขาไม่รู้   และจะทำโทษเขาถึงสาหัส   ทั้งจะขับไล่เขาให้ไปอยู่กับคนที่ไม่สัตย์ซื่อ 47บ่าวนั้นที่ได้รู้ใจนายและมิได้เตรียมตัวไว้   มิได้กระทำตามใจนาย   จะต้องถูกเฆี่ยนมาก 48แต่ผู้ที่มิได้รู้   แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมจะถูกเฆี่ยน   ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย   ผู้ใดได้รับมาก   จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมากและผู้ใดได้รับฝากไว้มาก   ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก

เงินมินา
- ลก.19:11-27 17พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   'ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี   เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด' 18คนที่สองมาทูลว่า   'พระเจ้าข้า   เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา' 19พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า   'เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด' 20อีกคนหนึ่งมาทูลว่า   'พระเจ้าข้า   นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ 21เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท   ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด   ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง   และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน


    4.3     ได้รับความยินดี  (ข้อ 23)

 

วันหนึ่งจะมีการแยกแกะออกจากแพะ

- มธ.25:32 32บรรดาประชาชาติต่างๆ   จะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์   และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวก   เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ

 


คำว่า “ความยินดี”  =  feast  (งานเลี้ยง) 
- ลก.13:29  29จะมีคนมาจากทิศตะวันออก   ทิศตะวันตก   ทิศเหนือ   ทิศใต้   จะมาร่วมสำรับในแผ่นดินของพระเจ้า

- วว.19:9 9และทูตสวรรค์องค์นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า   “จงเขียนไว้เถิดว่า   ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลาย   ที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก”   และท่านบอกข้าพเจ้าว่า   “ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า”

 


การพิพากษามี  2  ครั้ง


        1.  สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในพระเยซู
        2.  สำหรับผู้ที่เชื่อ


- รม.14:10 10แต่ตัวท่านเล่า   เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน   หรือท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง   เหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน   เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า

- รม.14:12  12ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า

- 2 คร.5:10  10เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์ของพระคริสต์   เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้   แล้วแต่จะดีหรือชั่ว

- มธ.10:15  15เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ในวันพิพากษานั้น   โทษของเมืองโสโดม   และเมืองโกโมราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น

-  วว.20:15  15และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต   ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ

 

5.    การลงโทษ (ข้อ 20-26)

 

ปัญหาของคนที่ได้รับ 1 ตะลันต์


    1.    ทัศนะผิดๆ เกี่ยวกับพระเจ้า,  ไม่รู้จักพระเจ้า
    2.    ทัศนะผิดเกี่ยวกับอนาคต,  เขาเห็นแก่ปัจจุบันเท่านั้น
    3.    เขาไม่ใช้ของประทานเลย


สรุป
     

เราเกิดมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของนาย  เพิ่มพูนให้นาย  มิได้วัดที่มีมากเท่าไร  แต่วัดที่เพิ่มขึ้นหรือไม่